ตอนที่ 2 เจียงซือหนิงเจ้าใจดีกับตัวเองมากหน่อย
"หนิงเออร์เจ้ากลับมาได้เสียที"
ทันทีที่หญิงสาวมาถึงเรือนไม้เล็กๆท้ายตลาด ลู่เมิ่งฮวาผู้เป็นมารดาก็เข้ามาหาบุตรสาวช่วยถือของอย่างใส่ใจ
ครึ้ม! ซ่า~
เจียงซือหนิงมาถึงเรือนไม่ถึงเสี้ยววินาทีฝนที่ตั้งเค้ามานานก็ตกลงมา มือเรียวขาวยื่นไปรองน้ำฝนที่โปรยปรายมาตามร่องชายคา อย่างน้อยในความโชคร้ายของวันนี้ ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ต้องเปียกฝนอยู่ด้านนอก
"วันนี้เจ้าพักเถิด อาหารมื้อเย็นแม่จะจัดการเอง"
ลู่เมิ่งฮวาเอ่ยบอกบุตรสาว เจียงซือหนิงพยักหน้ารับก่อนจะเข้าไปพักในห้อง วันนี้หญิงสาวเหนื่อยมากจริงๆ เพราะครอบครัวตกอัพจากพ่อค้าผู้ร่ำรวย เคยมีจวนใหญ่ให้อยู่อาศัย กินอิ่มนอนหลับ กลับต้องย้ายมาอยู่เรือนไม้เล็กๆเช่นนี้ มันเล็กเกินไปสำหรับคนเกือบสิบคน แต่สำหรับนางแล้วนี่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากหนัก คราก่อนก็มิได้เป็นบุตรที่รักและโปรดปราณของท่านพ่อเสียเท่าไหร่ นางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุคนที่สองของตระกูลเจียง ทุกวันนี้ต้องออกไปทำงานเพื่อซื้ออาหารกลับมาเลี้ยงคนที่เรือนด้วยเงินที่น้อยนิด เจียงฮุ่ยหมิงบิดาของนางไม่กล้าออกไปพบหน้าผู้คนเพราะความอับอาย ส่วนพี่น้องคนอื่นๆที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไหนเลยจะทำเรื่องพวกนี้เป็นกัน
หลังอาบน้ำพลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว ร่างบางก็มานั่งเท้าคางเหม่อมองสายฝนที่ริมหน้าต่าง หญิงสาวไม่ได้ถูกเลี้ยงดูอย่างดีเหมือนคนอื่น ไม่ว่าตระกูลจะตกต่ำหรือรุ่งเรืองก็ถูกมองข้าม แต่กลับต้องมาทำงานหนักเพื่อให้ทุกคนกินอิ่มนอนหลับ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้นางสามารถพาท่านแม่ออกจากเรือนได้เลยด้วยซ้ำ
"หนิงเออร์อาหารส่วนของเจ้าแม่แยกเอาไว้ให้แล้วนะ อย่าลืมทานเล่า"
เสียงของมารดาเปิดประตูเข้ามาบอกนางจากด้านหลัง
"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
เพราะไม่อยากไปเจอหน้าทุกคนและกินอาหารรวมกัน หญิงสาวมักจะกินคนเดียวเช่นนี้ประจำ จนคนในเรือนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าหญิงสาวเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วยอีกคน
"เจียงซือหนิงหากเจ้ามาเยือนโลกใบนี้ด้วยชะตาที่อาภัพ ใจดีกับตัวเองมากหน่อย ใจร้ายกับผู้อื่นบ้างก็ได้ หากมีชีวิตต้องเดินตามเส้นทางที่ผู้อื่นขีดเอาไว้ให้ คนผู้นั้นคงมิได้รักและเคารพในตัวตนของเจ้าจริงๆ ลองฝืนโชคชะตาดูสักครั้ง มันคงไม่ได้แย่ไปกว่าเจ้าในสภาพตอนนี้เสียเท่าไหร่"
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองออกมา แววตาสวยเต็มไปด้วยเหนื่อยล้า แสงจากตะเกียงเพียงดวงเดียวบริเวณหัวเตียงริบรี่ไม่ต่างจากเส้นทางที่หญิงสาวกำลังเดินอยู่ เสียงฝนที่โปรยปรายพาใจให้สงบ อากาศเย็นๆพัดเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก บวกกับความเหนื่อยล้าทำให้คนตัวเล็กพลอยหลับไปที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง
ในฝัน......
เจียงซือหนิงลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่า ตนเองกำลังนอนหลับอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดียวกับที่ตั้งในห้องนอน ท่ามกลางสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย บรรยากาศเย็นระเยือกอีกทั้งหมอกหนาจนแทบมองอะไรไม่เห็น ดึกดื่นเช่นนี้หญิงสาวไม่มีวันพาตนเองมาสถานที่เช่นนี้เป็นแน่ ทุกอย่างดูน่ากลัวจนร่างเล็กต้องยกมือสองข้างกอดตัวเองเอาไว้
พรึบ!
ตะเกียงนับร้อยถูกจุดขึ้นทันทีอย่างกับว่ามีมนต์วิเศษ แสงสีทองสะท้อนในดวงตาสวย ตะเกียงเรียงรายเป็นทางยาวไปยังสถานที่ที่หนึ่ง ตอนนี้นางยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่ามาอยู่ที่แห่งนี้ได้เช่นไร แต่จะให้นั่งอยู่ที่นี่ต่อก็วังเวงชอบกล จึงตัดสินใจเดินไปตามทางของแสงตะเกียง
ใช้เวลาไม่นานก็ไม่หยุดลงที่ตำหนักแห่งหนึ่งสุดปลายทาง ภายนอกมันทั้งใหญ่และหรูหรา มีต้นลูกท้อขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าตำหนักทางขวามือ ลูกบนต้นตกมากจนตกอยู่เต็มพื้น
"ตำหนักจิ่งหยาง"
เจียงซือหนิงอ่านชื่อที่หน้าตำหนักพลางหันมองซ้ายขวา แต่กลับไม่พบผู้ใด โดยรอบตำหนักทั้งมืดและวังเวงแต่กลับตั้งชื่อตำหนักที่แปลว่าสว่างไสว ดูก็รู้ว่าไม่มีอันใดเข้ากันเลยแม้แต่น้อย
"มีผู้ใดอยู่หรือไม่"
หญิงสาวตะโกนเรียกคนด้านในตำหนัก
หวี๊ด~ แสก! แสก!
เสียงของสัตว์ที่ออกหากินยามกลางคืนดังไปทั่ว ทำเอาหญิงสาวขนลุกซู่ด้วยความกลัว ตอนนี้ในใจหวาดหวั่นเกรงว่าจะมีตัวอะไรกระโจนออกมาจากป่า ดูเหมือนว่าตำหนักตรงหน้าที่ไม่รู้ว่ามีอันใดอยู่หลังประตูใหญ่จะมิน่ากลัวเท่าบรรยากาศข้างนอกนี่
