บทที่ 9 พระอนุชาของพระองค์
บทที่ 9 พระอนุชาของพระองค์
“วันที่ถูกวงไว้ตรงกับวันที่พวกเราตายทุกประการ”
หลินเยว่วางปฏิทินอีกฉบับลงบนโต๊ะ ก่อนชี้วันที่ซึ่งนางจำได้แม่นยำ แม้ไม่ได้นำปฏิทินของเซี่ยหลันออกมาจากตำหนักหงส์ แต่นางจดจำตำแหน่งวงหมึกแดงได้ไม่ผิด
เซียวจิ่งเหยียนยืนมองอยู่ข้างโต๊ะ สีหน้าเย็นลงทุกขณะ
“เซี่ยหลันวางแผนกบฏไว้ล่วงหน้า จึงไม่แปลกที่นางจะกำหนดวันลงมือ”
“แต่นางวงวันนั้นไว้ตั้งแต่สามเดือนก่อน ทั้งที่ตอนนี้แผนหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว”
“เจ้ายังสงสัยว่านางอาจจำชาติแรกได้?”
“หม่อมฉันยังไม่สรุปเพคะ” หลินเยว่ตอบ “บางทีนั่นอาจเป็นเพียงวันที่พวกเขานัดหมายกันไว้ตั้งแต่แรก”
“ผู้ที่รู้คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงเซี่ยหลัน”
เซียวจิ่งเหยียนมองป้ายหยกสีดำซึ่งวางอยู่ในกล่องไม้ หากฮองเฮากำหนดวันกบฏไว้ เซียวจิ่งเหวินย่อมต้องรู้ด้วย
“เรียกเขาเข้าวัง” เขากล่าว
ครั้งนี้หลินเยว่ไม่คัดค้าน เพียงกำชับว่า “เรียกมาสังเกต ไม่ใช่เรียกมาจับนะเพคะ”
“ข้ารู้แล้ว”
“และพระองค์ห้ามออกจากหลังฉาก”
เซียวจิ่งเหยียนหันมามองนาง “ข้าต้องซ่อนตัวในห้องทรงพระอักษรของตนเอง?”
“ตอนนี้ห้องนี้เป็นของหม่อมฉันเพคะ”
“เจ้าเริ่มคุ้นเคยกับการเป็นฮ่องเต้เร็วเกินไปแล้ว”
หลินเยว่นั่งลงหลังโต๊ะทรงงาน ก่อนทดลองทำสีหน้าเคร่งขรึม “องค์ชายเซียวจิ่งเหวินเข้าเฝ้าได้”
“ยังไม่มีใครประกาศ”
“หม่อมฉันกำลังฝึกไว้ก่อน”
“อย่ากดเสียงต่ำเกินไป ข้าไม่ได้พูดเหมือนเจ็บคอ”
นางมองเขาอย่างไม่พอใจ “พระองค์ก็ไปซ่อนหลังฉากได้แล้วเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนสะบัดแขนเสื้อ เดินไปนั่งหลังฉากกั้นอย่างขัดใจ ตำแหน่งนั้นทำให้เขามองผ่านช่องลายไม้เข้ามาในห้องได้ แต่ผู้ที่อยู่ด้านนอกไม่อาจเห็นเขาชัดเจน
ไม่นาน เสียงขันทีก็ดังขึ้น
“องค์ชายเซียวจิ่งเหวินเข้าเฝ้า!”
ประตูเปิดออก เซียวจิ่งเหวินก้าวเข้ามาในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าอ่อนโยนประดับรอยยิ้มพอเหมาะ
เขาคุกเข่าลงกลางห้อง
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท”
หลินเยว่มองชายตรงหน้า ภาพในชาติแรกยังติดอยู่ในความทรงจำ บุรุษผู้นี้เคยยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยหลันในคืนที่เซียวจิ่งเหยียนถูกบีบให้มอบตราประทับ
เวลานี้เขากลับดูไม่ต่างจากพระอนุชาผู้เคารพพี่ชายอย่างที่สุด
“ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เซียวจิ่งเหวินลุกขึ้น แต่ยังคงก้มหน้าอย่างนอบน้อม
“ช่วงนี้ราชสำนักสงบดีหรือไม่?” หลินเยว่ถาม
“ทุกอย่างเรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ มีเพียงปัญหาเสบียงทางเหนือเล็กน้อย กระหม่อมให้คนตรวจสอบแล้ว”
“เจ้าทำงานรวดเร็วเสมอ”
“เป็นหน้าที่ของกระหม่อมที่ต้องแบ่งเบาพระราชภาระ”
คำตอบสุภาพไร้ช่องโหว่ ทว่าเซียวจิ่งเหยียนที่อยู่หลังฉากกลับเห็นนิ้วหัวแม่มือของน้องชายลูบขอบแหวนหยกช้า ๆ
จิ่งเหวินทำเช่นนี้ทุกครั้งที่ต้องการปิดบังบางอย่าง
เป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่วัยเยาว์
หลินเยว่หยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้นมา “เมื่อคืนมีคนพยายามหลบหนีออกจากวัง ข้าจึงให้ตรวจสอบตราผ่านทางและป้ายประจำตัวทั้งหมด”
นิ้วบนแหวนหยกหยุดลง
“เกิดเรื่องเช่นนั้นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“อืม ข้าจึงอยากถามว่า ป้ายประจำตัวของตำหนักองค์ชายสูญหายไปบ้างหรือไม่”
เซียวจิ่งเหวินเงียบเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนตอบว่า “ไม่มี
พ่ะย่ะค่ะ ป้ายทุกชิ้นอยู่ในความดูแลของคนสนิท”
“แน่ใจหรือ?”
“กระหม่อมตรวจนับด้วยตนเองเมื่อไม่กี่วันก่อน”
หลังฉาก เซียวจิ่งเหยียนหรี่ตา
พระอนุชาของเขาไม่เคยตรวจสิ่งของเล็กน้อยด้วยตนเอง หน้าที่เช่นนั้นเป็นของหัวหน้าตำหนัก คำตอบเมื่อครู่จึงเป็นเพียงข้ออ้างที่เตรียมขึ้นอย่างเร่งรีบ
หลินเยว่าวางฎีกาลง “เช่นนั้นก็ดี”
เซียวจิ่งเหวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาททรงพบป้ายของตำหนักกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
คำถามย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว
หลินเยว่ายกถ้วยชาขึ้นจิบ “ข้าพบป้ายหลายตำหนักปะปนอยู่ในของกลาง จึงเรียกมาถามทุกคน ไม่ได้มีเพียงเจ้า”
คำตอบทำให้แววระแวงของอีกฝ่ายลดลง
“หากมีสิ่งใดให้กระหม่อมช่วยตรวจสอบ ขอฝ่าบาทโปรดรับสั่ง”
“ข้าจำได้ว่าเจ้าเข้าออกฝ่ายในได้เพราะมีพระบรมราชา นุญาต”
“พ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมแทบไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น นอกจากเข้าเฝ้าเสด็จแม่”
“ช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา เจ้าเข้าฝ่ายในหรือไม่?”
เซียวจิ่งเหวินส่ายหน้า “ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ”
นิ้วของเขากลับไปลูบแหวนอีกครั้ง
เซียวจิ่งเหยียนกำมือแน่นอยู่หลังฉาก
โกหก
เขารู้จักน้องชายของตนดีเกินไป รอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงนอบน้อม และท่าทีไร้พิษภัยทั้งหมดล้วนเป็นหน้ากาก
เซียวจิ่งเหยียนเกือบก้าวออกไป แต่เสียงของหลินเยว่ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“วันนี้เจ้าพักอยู่ในวังก่อน ข้ามีบัญชีเสบียงกองทัพที่ต้องการให้ช่วยตรวจ พรุ่งนี้ค่อยกลับตำหนัก”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
หลังเซียวจิ่งเหวินออกไป เซียวจิ่งเหยียนก็เดินพ้นฉากกั้นทันที
“เขาโกหก”
“หม่อมฉันเห็นแล้วเพคะ”
“เจ้าดูออก?”
“ทุกครั้งที่ตอบเรื่องป้ายกับฝ่ายใน เขาจะจับแหวน”
เซียวจิ่งเหยียนชะงัก “เจ้าสังเกตเห็นด้วยหรือ?”
“พระองค์คิดว่ามีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่มองคนเป็นหรือ
เพคะ?”
เขาไม่ตอบคำถามนั้น “เหตุใดเจ้าจึงให้เขาพักในวัง?”
“เพราะถ้าปล่อยกลับไป เขาอาจทำลายหลักฐาน แต่ถ้าเก็บไว้ใกล้ตัว เราจะได้เห็นว่าเขาติดต่อกับผู้ใด”
เซียวจิ่งเหยียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “อย่างน้อยวันนี้เจ้าก็ทำหน้าที่ฮ่องเต้ได้ไม่เลว”
หลินเยว่เลิกคิ้ว “นี่เป็นคำชมหรือเพคะ?”
“อย่าได้ใจ”
“หม่อมฉันจะถือว่าเป็นคำชม”
คืนนั้น เซียวจิ่งเหวินพักอยู่ที่ตำหนักรับรองในเขตฝ่ายหน้า ส่วนหลินเยว่กลับไปอ่านฎีกาต่อจนดึก
ใกล้ยามจื่อ นางวางพู่กันลงแล้วเดินออกมาสูดอากาศ ระหว่างผ่านระเบียงเชื่อมตำหนัก เงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนผ่านแนวกำแพงด้านตะวันตก
บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้มและไม่มีผู้ติดตาม
แม้เห็นเพียงด้านข้าง หลินเยว่ก็จำได้ทันที
เซียวจิ่งเหวิน
เขาควรพักอยู่ในตำหนักรับรอง เหตุใดจึงลอบออกมาเพียงลำพังกลางดึก?
หลินเยว่ดับโคมในมือ ส่งสัญญาณให้องครักษ์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ต้องตาม แล้วเคลื่อนตัวตามเงาร่างนั้นไป
เซียวจิ่งเหวินเดินเลี่ยงเส้นทางหลัก เขาใช้ป้ายผ่านประตูชั้นในอย่างชำนาญ ก่อนเลี้ยวเข้าเขตฝ่ายใน
หลินเยว่ตามไปโดยเว้นระยะห่าง ตลอดทางเขาไม่หยุดทักทายผู้ใด ราวกับรู้ว่าช่วงเวลาใดไม่มีทหารเดินตรวจ
สุดท้ายเซียวจิ่งเหวินหยุดอยู่หน้าตำหนักแห่งหนึ่ง
เขามองซ้ายขวา ก่อนผลักประตูด้านข้างเข้าไป เงาร่างหายลับหลังบานประตูอย่างรวดเร็ว
หลินเยว่หลบอยู่หลังต้นไม้ หัวใจเต้นแรง
ตำหนักตรงหน้าไม่ใช่สถานที่ซึ่งองค์ชายควรย่างกรายเข้ามาในยามวิกาล
เพราะมันคือตำหนักของเซี่ยหลัน
เซียวจิ่งเหวินโกหกว่าไม่เคยเข้าฝ่ายใน แต่คืนนี้กลับลอบเข้าพบฮองเฮาโดยไม่มีผู้ติดตาม
คนทั้งสองกำลังปิดบังเรื่องใดอยู่กันแน่?
