บทที่ 10 คนสองคนในตำหนักเดียวกัน
บทที่ 10 คนสองคนในตำหนักเดียวกัน
--------------------------------------------
หลินเยว่ยืนนิ่งอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ดวงตาจับจ้องประตูด้านข้างของตำหนักหงส์
เซียวจิ่งเหวินเพิ่งหายเข้าไปด้านใน
องค์ชายผู้ยืนยันต่อหน้านางว่าไม่เคยเข้าฝ่ายใน กลับรู้เส้นทางหลบหลีกเวรยามเป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถผ่านประตูชั้นในได้โดยไม่มีผู้ใดซักถาม
หลินเยว่กำลังจะขยับเข้าใกล้ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
นางหันกลับทันที มือแตะกระบี่ที่คาดอยู่ข้างเอวตามสัญชาตญาณของร่างฮ่องเต้
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด
“ข้าเอง”
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือเซียวจิ่งเหยียนในร่างหลินเยว่ เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ปล่อยผมลงครึ่งหนึ่งเพื่อปิดบังใบหน้า
หลินเยว่รีบดึงเขาเข้าหลังแนวต้นไม้
“พระองค์มาที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้าต่างหากที่ควรถามเจ้า”
“หม่อมฉันเห็นจิ่งเหวินลอบออกจากตำหนักรับรอง จึงตามมา”
“โดยไม่บอกข้า?”
“เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน”
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้ว “กฎข้อสาม เราต้องแจ้งอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ”
หลินเยว่เหลือบมองตำหนักหงส์ “พระองค์จะท่องกฎตอนนี้จริงหรือเพคะ?”
“ผู้ที่เขียนกฎคือเจ้า แต่ผู้ที่ทำผิดก่อนก็ยังเป็นเจ้า”
“แล้วเหตุใดพระองค์จึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าเห็นคนของจิ่งเหวินวนเวียนอยู่ใกล้ประตูฝ่ายใน จึงตามดู”
“โดยไม่บอกหม่อมฉัน?”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป
หลินเยว่เลิกคิ้ว “กฎข้อสามนะเพคะ”
“ไว้กลับไปค่อยเถียงกัน”
“พระองค์เป็นคนเริ่มก่อน”
เขามองนางอย่างต้องการตำหนิ แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายหันหนี “จิ่งเหวินเข้าไปนานหรือยัง?”
“เพิ่งเข้าไป”
ทั้งสองมองไปยังตำหนักหงส์ แสงตะเกียงภายในดับไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงห้องด้านตะวันออกซึ่งยังมีแสงลอดผ่านหน้าต่าง
“เข้าไปใกล้กว่านี้” เซียวจิ่งเหยียนกล่าว
“อันตรายเกินไป”
“ถ้าอยู่ตรงนี้ เราจะไม่ได้ยินสิ่งใด”
เขาขยับออกจากหลังต้นไม้ หลินเยว่จึงต้องตามไป ทั้งคู่เลาะแนวกำแพง ก่อนหลบอยู่หลังภูเขาจำลองใกล้ห้องด้านตะวันออก
หน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มไว้ เสียงสนทนาจากด้านในลอยออกมาเป็นระยะ
“วันนี้ฝ่าบาทเรียกเจ้าเข้าเฝ้าเพราะเหตุใด?”
เป็นเสียงของเซี่ยหลัน
หลินเยว่กับเซียวจิ่งเหยียนสบตากัน
“พระองค์ถามเรื่องป้ายประจำตำหนัก” เซียวจิ่งเหวิน ตอบ “ดูเหมือนเมื่อคืนจะเกิดเรื่องบางอย่างในฝ่ายใน”
“เรื่องอะไร?”
“ข้ายังไม่รู้ แต่ฝ่าบาททรงถามว่าป้ายของข้าสูญหายหรือไม่”
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
เซี่ยหลันจึงถามว่า “เจ้าตอบอย่างไร?”
“ข้าบอกว่าป้ายทุกชิ้นยังอยู่ครบ”
“แล้วอยู่ครบจริงหรือไม่?”
“ป้ายจริงอยู่ครบ แต่ไม่แน่ว่าอาจมีผู้ทำเลียนแบบ”
หลินเยว่เม้มปาก ป้ายหยกที่พบอาจเป็นของปลอมตามที่พวกเขาสงสัยไว้จริง
“คนของเจ้าทำงานพลาดหรือ?” เซี่ยหลันถาม
“ข้าไม่เคยสั่งให้ผู้ใดแตะต้องหลินเยว่ในช่วงนี้”
เซียวจิ่งเหยียนกำมือใต้แขนเสื้อ
หากจิ่งเหวินพูดความจริง คนที่ส่งพิษไปยังตำหนักหลินเยว่ก็อาจไม่ใช่เขา แล้วผู้ใดเป็นคนออกคำสั่ง?
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน หลินเยว่หันไปเห็นนางกำนัลสองคนกำลังถือโคมเดินมา
นางขยับถอย แต่ชายฉลองพระองค์กลับเกี่ยวกิ่งไม้แห้ง
กร๊อบ!
เสียงกิ่งไม้หักดังชัดในความเงียบ บทสนทนาภายในห้องหยุดลงทันที
“ผู้ใดอยู่ข้างนอก?” เซี่ยหลันถาม
เซียวจิ่งเหยียนคว้าข้อมือหลินเยว่ ดึงนางเข้าไปในซอกแคบหลังภูเขาจำลอง ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง
หลินเยว่กำลังจะพูด เขาก็ยกมือปิดปากนางไว้
“อย่าขยับ” เขากระซิบ
นางกำนัลสองคนเดินผ่านตรงหน้า แสงจากโคมกวาดไปตามพื้น หยุดอยู่ใกล้ปลายฉลองพระองค์ของหลินเยว่เพียงเล็กน้อย
เซียวจิ่งเหยียนดึงชายผ้าเข้ามาซ่อน แล้วขยับบังนางไว้ด้วยร่างของหลินเยว่
หากถูกพบ ผู้ที่คนภายนอกเห็นคงเป็นฮ่องเต้ซ่อนตัวอยู่กับพระสนมกลางดึก ข่าวลืออาจแพร่ไปทั่ววังก่อนฟ้าสาง
หลินเยว่ปรายตามองมือที่ปิดปากตนอยู่ ก่อนดึงออก
ช้า ๆ
“พระองค์กำลังใช้มือหม่อมฉันปิดปากหม่อมฉันนะเพคะ”
“ตอนนี้มันเป็นมือข้า”
“แต่ปากเป็นของพระองค์”
เซียวจิ่งเหยียนชะงัก ก่อนรีบลดมือลง
เสียงฝีเท้าของนางกำนัลค่อย ๆ ห่างออกไป คนในห้องคงคิดว่าเสียงเมื่อครู่เกิดจากแมวหรือสัตว์เล็ก จึงเริ่มสนทนาต่อ
“ช่วงนี้ฝ่าบาทเปลี่ยนไป” เซี่ยหลันกล่าว “พระองค์ไม่เพียงระวังตัวมากขึ้น แต่ยังใส่ใจหลินเยว่ผิดปกติ”
“อาจเป็นเพียงความลุ่มหลงชั่วคราว”
“ข้าไม่คิดเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ข้ายังตอบไม่ได้”
เสียงถ้วยชาถูกวางลงบนโต๊ะ
เซียวจิ่งเหวินจึงลดเสียงลง “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น กำหนดการ ต้องเดินหน้าต่อ”
“เจ้ารีบร้อนเกินไป”
“ข้ารอมาหลายปีแล้ว” น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาเย็นลง “ข้าต้องการรู้ว่า วันที่บัลลังก์จะเปลี่ยนมือคือเมื่อใด”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งค้าง
แม้รู้อยู่แล้วว่าน้องชายต้องการสิ่งใด แต่การได้ยินคำพูดนั้นจากปากอีกฝ่ายอีกครั้งยังคงเจ็บปวดไม่ต่างจากคมมีดกรีดลงบนบาดแผลเดิม
“ยังไม่ถึงเวลา” เซี่ยหลันตอบ
“อีกนานเพียงใด?”
“ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิต บัลลังก์ก็ไม่มีทางเป็นของเจ้า”
ถ้อยคำนั้นทำให้แววตาของเซียวจิ่งเหยียนเย็นจัด เขาขยับจะก้าวออกไป แต่หลินเยว่คว้ามือเขาไว้
“อย่าเพคะ”
“เจ้าก็ได้ยิน”
“ได้ยินไม่เท่ากับมีหลักฐาน หากพวกเราเข้าไปตอนนี้ พวกเขาเพียงปฏิเสธก็จบ”
“นางพูดว่าต้องกำจัดข้า”
“แต่ไม่มีพยาน ไม่มีจดหมาย และไม่มีสิ่งใดพิสูจน์ว่าคำพูดนี้เกี่ยวข้องกับการกบฏ”
เซียวจิ่งเหยียนกำมือแน่น หลินเยว่จึงจับมือเขาไว้ไม่ยอมปล่อย
“อดทนก่อนเพคะ” นางกระซิบ “ครั้งนี้พวกเราต้องไม่แพ้เพราะความโกรธ”
เขาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนยอมถอยกลับเข้าที่ซ่อน
ภายในห้อง เซียวจิ่งเหวินถามต่อ “แล้วเรื่องที่ฝ่าบาทเริ่มสงสัยพวกเรา?”
“ปล่อยให้พระองค์สงสัยไป ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐาน พระองค์ก็ทำอะไรไม่ได้”
“เจ้ามั่นใจหรือ?”
“ข้ารู้จักฮ่องเต้ดี พระองค์จะไม่ลงมือจนกว่าจะเห็นศัตรูชัดเจน”
เซียวจิ่งเหยียนหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา เซี่ยหลันคิดว่ารู้จักเขาดี แต่กลับไม่เคยมองเห็นความทรยศที่ซ่อนอยู่ข้างกายตนเอง
หลินเยว่ส่งสัญญาณให้ถอย ทั้งคู่ค่อย ๆ เคลื่อนออกจากที่ซ่อน ก่อนจะถูกเวรยามรอบใหม่พบเข้า
ทว่ายังไม่ทันพ้นแนวต้นไม้ เสียงของเซี่ยหลันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ส่วนหลินเยว่...ข้าจะจัดการนางด้วยตัวเอง”
ฝีเท้าของเซียวจิ่งเหยียนหยุดลง
มือที่หลินเยว่จับไว้พลันแข็งเกร็ง เขาหันกลับไปมองหน้าต่างตำหนักหงส์ ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ
หลินเยว่ต้องออกแรงดึงเขาไว้ “ไปเพคะ”
“นางคิดจะฆ่าเจ้า”
“หม่อมฉันรู้”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าเดินจากไปเช่นนี้?”
“หากพระองค์บุกเข้าไปตอนนี้ เราจะเสียข้อได้เปรียบทั้งหมด”
เซียวจิ่งเหยียนยังคงจ้องตำหนักหงส์ แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามนางออกมา
ถ้อยคำของเซี่ยหลันยังดังก้องอยู่ในความมืด
ฮองเฮาต้องการกำจัดฮ่องเต้เพื่อเปิดทางให้เซียวจิ่งเหวินขึ้นครองบัลลังก์ เรื่องนั้นพวกเขารู้เหตุผลดีอยู่แล้ว
แต่เหตุใดนางจึงต้องการจัดการหลินเยว่ด้วยตนเอง?
หลินเยว่มีสิ่งใดที่เซี่ยหลันหวาดกลัวกันแน่?
