คำถามที่ไม่ได้เตรียมรับมือ
แม่เลี้ยงเดี่ยวในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตขาวใต้กางเกงสีดำดูทะมัดทะแมงจูงมือลูกอย่างระมัดระวังระหว่างเดินกลับเข้าออฟฟิศเพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเธอเพียงแค่ออกไปรับลูกแล้วกลับเข้ามาเป็นอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เด็กๆ เข้าเนอร์สเซอรี่จนชั้นอนุบาลและยังคงเป็นสถานที่เดียวกันที่เธอไว้วางใจทั้งห่างจากที่ทำงานใช้เวลาขับรถไปกลับเพียงสามสิบนาที ระหว่างทางเดินมีคนทักทายเด็กๆ หยอกล้อกันพอเป็นพิธีจนเข้าห้องประจำตำแหน่งของยารินดา
“คุณแม่ขา” เด็กหญิงตัวน้อยผมยาวผิวขาวแก้มกลมแหงนมองมารดาดวงตาซื่อใสรอการขานรับ ก่อนริมฝีปากอวบอิ่มเด่นชัดบนใบหน้าขาวที่ประทินผิวบางเบาก้มมองลูกน้อยพลางตอบเสียงหวานเปี่ยมเมตตา
“ขา”
“วันนี้คุณแม่ต้องทำงานต่ออีกไหมคะ” เด็กหญิงตัวน้อยพูดจากระท่อนกระแท่นแต่สามารถเรียงประโยคได้อย่างชัดเจนไม่ต่างกันกับแฝดผู้น้องของเธอ
“ไม่ค่ะ วันนี้แม่เคลียร์งานเสร็จแล้วรอแม่เก็บของไม่นานเราก็จะได้กลับบ้านกัน แล้ว...ทำไมเหรอคะ ลูกอยากไปไหนกันเหรอ”
“ผมอยากไปเดินเที่ยวที่ถนนข้าวสารครับคุณแม่” ลูกชายชิงตอบแต่ลูกสาวก็พยักหน้าตาม
“หืม นึกยังไงล่ะวันนี้ แล้วจะเดินไหวกันเหรอลูก แม่อุ้มหนูพร้อมกันสองคนไม่ไหวนะคะ”
“น้องทรายเดินไหวค่ะ”
“ผมก็ไหวนะครับคุณแม่”
“แน่ใจเหรอลูก ลูกโตขึ้นมากแล้วแม่อุ้มพร้อมกันไม่ไหวจริงๆ นะคะ” ยารินดาถามย้ำ
“เราสองคนขอแค่ไปซื้อขนมแล้วก็เดินกลับกันเลยค่ะ”
“ได้ไหมครับคุณแม่”
แม่เลี้ยงเดี่ยวในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตขาวใต้กางเกงสีดำดูทะมัดทะแมงจูงมือลูกอย่างระมัดระวังระหว่างเดินกลับเข้าออฟฟิศเพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเธอเพียงแค่ออกไปรับลูกแล้วกลับเข้ามาเป็นอย่างนี้ทุกวันตั้งแต่เด็กๆ เข้าเนอร์สเซอรี่จนชั้นอนุบาลและยังคงเป็นสถานที่เดียวกันที่เธอไว้วางใจทั้งห่างจากที่ทำงานใช้เวลาขับรถไปกลับเพียงสามสิบนาที ระหว่างทางเดินมีคนทักทายเด็กๆ หยอกล้อกันพอเป็นพิธีจนเข้าห้องประจำตำแหน่งของยารินดา
“คุณแม่ขา” เด็กหญิงตัวน้อยผมยาวผิวขาวแก้มกลมแหงนมองมารดาดวงตาซื่อใสรอการขานรับ ก่อนริมฝีปากอวบอิ่มเด่นชัดบนใบหน้าขาวที่ประทินผิวบางเบาก้มมองลูกน้อยพลางตอบเสียงหวานเปี่ยมด้วยเมตตา
“ขา”
“วันนี้คุณแม่ต้องทำงานต่ออีกไหมคะ” เด็กหญิงตัวน้อยพูดจากระท่อนกระแท่นแต่สามารถเรียงประโยคได้อย่างชัดเจนไม่ต่างกันกับแฝดผู้น้องของเธอ
“ไม่ค่ะ วันนี้แม่เคลียร์งานเสร็จแล้วรอแม่เก็บของไม่นานเราก็จะได้กลับบ้านกัน แล้ว...ทำไมเหรอคะ ลูกอยากไปไหนกันเหรอ”
“ผมอยากไปเดินเที่ยวที่ถนนข้าวสารครับคุณแม่” ลูกชายชิงตอบแต่ลูกสาวก็พยักหน้าตาม
“หืม นึกยังไงล่ะวันนี้ แล้วจะเดินไหวกันเหรอลูก แม่อุ้มหนูพร้อมกันสองคนไม่ไหวนะคะ”
“น้องทรายเดินไหวค่ะ”
“ผมก็ไหวนะครับคุณแม่”
“แน่ใจเหรอลูก ลูกโตขึ้นมากแล้วแม่อุ้มพร้อมกันไม่ไหวจริงๆ นะคะ” ยารินดาถามย้ำ
“เราสองคนขอแค่ไปซื้อขนมแล้วก็เดินกลับกันเลยค่ะ”
“ได้ไหมครับคุณแม่”
“แหมร่วมมือกันดีจัง ก็ได้ แต่สัญญากับแม่ก่อนว่าเราห้ามปล่อยมือกันนะคะ ถ้ามีใครเหนื่อยแม่สลับอุ้มได้ทีละคนนะ ลูกสองคนต้องเสียสละให้กันและกันเมื่อถึงเวลาเข้าใจใช่ไหม”
“ครับ/ค่ะ” หลังทำข้อตกลงได้ผู้เป็นแม่ก็หันไปเก็บของต่อในขณะที่ลูกเดินวนไปมาอยู่ใกล้ๆ
“เอาล่ะ แม่เก็บของเสร็จแล้วเราไปกันเถอะ”
“เย้” ทั้งสองดีใจวิ่งออกนอกห้องทว่าอยู่ๆ ทรายก็ล้มลงจนยารินดาตกใจแต่เด็กน้อยรีบลุกขึ้นโดยน้องชายหันมาช่วยประคองและไม่ร้องไห้เพราะกลัวไม่ได้ไปถนนข้าวสาร
“ใจเย็นๆ สิลูกหนูเป็นอะไรหรือเปล่า” เธอย่อตัวด้วยท่าทีลนลานยกมือขึ้นจับแขนขาเล็กๆ สำรวจลูกสาวหน้าตาตื่นแต่เด็กน้อยส่ายหน้าว่าไม่เป็นอะไร
“ทำไมช่วงนี้หนูล้มบ่อยจังล่ะน้องทราย”
“หนูไม่ระวังเองค่ะ”
“ระวังหน่อยสิคะแม่เป็นห่วง”
“อืม” เด็กน้อยรับคำพร้อมพยักหน้าแสดงอาการเหนื่อยล้าเสียงหงอยเล็กน้อยจนยารินดาคิดว่าความห่วงใยของเธออาจทำให้ลูกรู้สึกว่ากำลังโดนดุเพราะสังเกตท่าทางของลูกไม่สดชื่นเลยทั้งยังดูสลดลง
“แม่ไม่ได้ดุหนูนะแม่แค่เป็นห่วงน่ะ” ลูกสาวพยักหน้า
“เราไปกันเถอะ ลูกเดินไหวใช่ไหม”
“ไหวค่ะ” ยารินดาพยักหน้าทั้งเกลี่ยเส้นผมออกจากแก้มกลมของลูกสาวไปทัดใบหูเล็กน่ารักนั้นไว้ก่อนหันไปบอกลูกชาย
“หินเดินนำเลยลูก อย่าแตกแถวนะรอพี่ด้วยอย่าวิ่งซนเป๋ไปมาเข้าใจไหมครับ”
“ครับ” เด็กชายแหงนมองแม่ขณะเธอยืนขึ้นแล้วหันหลังเดินนำ เธอเห็นท่าทางของทรายดูไม่ค่อยดีจึงจับมือลูกสาวค่อยๆ เดินตามหินไป
“ลูกจะเปลี่ยนใจกันหรือเปล่าหินพี่ของลูกดูไม่สดชื่นเลยนะ” ยารินดาหันไปถามลูกชายหลังประตูรถถูกปิดและรัดเข็มขัด
“หนูอยากไปค่ะ” ทรายชิงตอบเองพร้อมฉีกยิ้มแต่หินก็แอบเป็นห่วงพี่
“ถ้าพี่ทรายไม่ไหว ผมไม่ไปก็ได้ครับ”
“หนูอยากไปค่ะ คุณแม่” ทรายย้ำอีกครั้ง
“ก็ได้ถ้าอย่างนั้นหินอาจต้องเดินเหนื่อยหน่อยนะเพราะแม่อาจต้องอุ้มพี่ทรายตลอด”
“ครับ” ยารินดาสูดหายใจเข้าทั้งที่รู้สึกไม่ดีเพราะวันนี้หลังจากลูกสาวล้มเธอดูซึมลงอย่างสังเกตเห็นได้ชัด
“ทรายถ้าลูกรู้สึกไม่สบายรีบบอกแม่นะคะ”
“ค่ะคุณแม่”
ยารินดาถอนหายใจก่อนหันไปบิดกุญแจสตาร์ทรถแล้วขับออกไป ระหว่างทางต่างคนต่างกลับจากเลิกงานรถราก็เริ่มติดเธอหันไปดูเด็กๆ ทั้งสองต่างก็หลับ ใจก็อยากจะเปลี่ยนเส้นทางแอบพาลูกกลับแต่ก็กลัวทั้งคู่งอแงตอนรู้ตัว
เธอเลี้ยงลูกคนเดียวตามใจบ้างขัดใจบ้าง แต่ก็ให้เหตุผลที่ดีพอในเวลาไม่ตามใจ โชคดีที่เด็กเชื่อฟังทั้งไม่ดื้อรั้นไม่ซน โนอาห์โทรหาลูกบุญธรรมแทบทุกวันตั้งแต่เริ่มหัดพูดเขาช่วยสอนเด็กๆ ตลอดจนทั้งคู่ตอบโต้กับโนอาห์เป็นภาษาอังกฤษได้ ส่วนพี่เลี้ยงเธอจ้างมาช่วยดูแลประจำทั้งกลางวันกลางคืนในช่วงเจ็ดเดือนแรกที่ค่อนข้างหนัก ยารินดาลาออกจากงานตั้งแต่อายุครรภ์ได้แปดเดือนตามที่วางแผนไว้
ที่ทำงานเดิมไม่มีใครรู้ว่าเธอท้องแม้กระทั่งริสา พอเด็กย่างเข้าแปดเดือนเธอก็ให้พี่เลี้ยงมาช่วยเป็นครั้งคราวเท่านั้นระหว่างนั้นก็หางานในโรงแรมแห่งใหม่ในตำแหน่งที่เธอต้องการเพื่อให้ได้อัตราเงินเดือนที่สูงพอเพราะเธอต้องเลี้ยงลูกถึงสองคนและก่อนเด็กๆ เข้าเนอร์สเซอรี่ตอนได้ทำงานต้องจ้างคนดูแลช่วงกลางวันเป็นปี หลังเลิกงานเธอดูแลลูกเอง
โชคดีที่ได้งานในโรงแรมหรูย่านสุขุมวิท ทำงานสักพักก็สืบเสาะหาโรงเรียนลูกและที่อยู่ใหม่ที่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก จากนั้นจึงประกาศให้เช่าบ้านหลังเดิมเพื่อเอาเงินตรงนั้นมาช่วยผ่อนจ่ายที่อยู่ใหม่โชคดีอีกครั้งที่เธอได้ผู้เช่ารายปีดีทุกราย จ้างคนช่วยทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละครั้ง และเธอเลือกพี่เลี้ยงเด็กที่เคยเลี้ยงลูกสาวและลูกชายของเธอนั่นเอง
แกรก!!
เสียงดึงเบรกมือเมื่อรถจอดเข้าที่ดังขึ้นก่อนหันไปปลุกลูกเมื่อถึงจุดหมาย เวลาเดียวกันนั้นกลุ่มของปฐพีก็เดินเข้ามาแต่เพราะห่วงเพื่อนจึงไม่ได้มอง ส่วนยารินดาก็เอื้อมไปปลุกลูกสาวโดยหินนอนอยู่ด้านหลัง
“ถึงแล้วลูกตื่นเถอะ หิน ทรายลูก ทรายไหวไหม”
เด็กน้อยงัวเงียตื่นเมื่อแม่เขย่าแขนขยี้หูขยี้ตาและหินก็หันไปเจอผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าคล้ายคนในรูปที่ตนดูกับพี่สาวบ่อยๆ พอดี
“คุณพ่อ” ด้วยความไร้เดียงสาและอยากเจอพ่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหินจึงตะโกนเรียกอยู่ในรถทำเอาแม่ตกใจรีบหันมองลูกชายแล้วหันตามไปทางที่เขามองแต่ผู้คนและรถยนต์เริ่มขวักไขว่เลยไม่เห็นอะไรผิดสังเกตจึงหันกลับมามองลูก
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะลูก”
“คุณแม่ผมจะได้เจอคุณพ่อไหม”
“แม่บอกแล้วไงคะคุณพ่อไปเรียน อย่าไปรบกวนเขา”
“เขาไม่รักพวกเราเหรอครับ คุณพ่อไม่รักคุณแม่เหรอ”
“เอ่อ” ยารินดาอึกอักเรื่องบางเรื่องมันยากที่เด็กจะเข้าใจ จึงต้องรีบตัดบท
“เราไปกันเถอะเดี๋ยวขนมจะหมดนะลูก นี่ก็หกโมงเย็นแล้ว ทรายไหวไหม”
“ไหวค่ะ” เมื่อลูกสาวตอบแบบนั้นยารินดาก็เปิดประตูรถก่อนจะหันไปมองหินที่ชะเง้อผ่านหน้าต่าง เธอมองตามทิศทางสายตาของเขาก่อนหันมาบอกให้ลูกชายเตรียมตัวเด็กน้อยขยับตามแม่บอก จากนั้นทั้งสามจึงจูงมือกันเดินเข้าไปในถนนข้าวสาร
“พี่ทรายเมื่อกี้ผมคิดว่าผมเจอคุณพ่อด้วย” ยารินดาได้ยินก็ส่ายหน้าไม่อยากใส่ใจแต่ดูทรายจะร่าเริงขึ้นเมื่อได้ยินเรื่องนั้น เธอไม่ปิดบังว่าใครเป็นพ่อของลูกแต่ก็ไม่ได้บอกว่าการมีลูกเป็นเรื่องไม่ได้ตั้งใจเธอบอกเพียงว่าพ่อไปเรียนหนังสือหลายปีบางทีอาจมีเหตุผลบางอย่างทำให้เขาไม่กลับมา แต่วันนี้เมื่อลูกๆ เริ่มโตขึ้นเธอไม่ได้คิดคำตอบเอาไว้รับมือเมื่อถูกถามแบบนั้น
ยารินดาปล่อยให้ทั้งคู่คุยกันโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ถึงแม้จะฟังอยู่แต่ก็ไม่พยายามแทรกการสนทนาระหว่างพี่น้อง
ยารินดาเข้าใจว่าลูกอยากเจอพ่อมาก ยิ่งตอนเลิกเรียนเห็นพ่อเพื่อนๆ ไปรับ หินและทรายยิ่งอยากให้พวกตนมีพ่อไปรับบ้างทั้งสองตัดพ้ออยู่หลายครั้งว่าเธอไปรับช้าอยากให้พ่อเป็นคนมารับเหมือนคนอื่นๆ
เรื่องนั้นยารินดาคิดเอาไว้ว่าจะไม่ห้ามทั้งสามเจอกันเมื่อเขารู้ความจริง แต่เธอจะไม่พยายามไปบอกฝั่งนั้นเป็นอันขาดว่าทั้งสองคือลูกฝาแฝดที่ร่วมกันสร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ความจริงเธอคิดย้อนไปถึงคืนนั้นที่เขาบอกว่าถุงยางแตกให้กินยาหลังร่วมแต่เป็นตนเองที่ดันลืมจึงได้แต่คิดว่ามันเป็นความผิดพลาดของตัวเองคนเดียวและบางทีลึกๆ แล้วเขาอาจไม่อยากรับผิดชอบด้วยก็ได้
การโต้ตอบแบบเด็กๆ นั้นเกิดขึ้นเร็วและจบเร็วเมื่อเจอสิ่งต่างๆ รอบข้างเวลานี้ทั้งสองเริ่มมองหาของกินแล้ว
“ตกลงอยากกินอะไรกันคะแม่เห็นผ่านมาหลายร้านแล้วนะ”
“น้องทรายอยากกินเค้กสตรอว์เบอร์รี่ค่ะ”
“แล้วหินล่ะลูกเอาเหมือนพี่ทรายได้ไหมจะได้ไปร้านเดียวกันเลยสองคนดูเหนื่อยแล้วนะ”
“ได้ครับ”
สามคนแม่ลูกจูงมือกันเข้าคาเฟ่แห่งหนึ่งที่ภายในนั้นมีขนมมากมายหน้าตาน่ากิน ในร้านมีเครื่องดื่มและอาหารขายด้วย จึงคิดว่าวันนี้พาลูกกินข้าวนอกบ้านสักหน่อยก็คงดีกลับบ้านจะได้ไม่ต้องทำอาหารให้เหนื่อย พาเด็กๆ อาบน้ำรอเวลาเข้านอนเลย
“เหนื่อยหรือเปล่าลูก”
“ไม่เหนื่อยครับ”
“ทรายล่ะไหวใช่ไหม ลูกดูเพลียๆ นะ”
“หนูไหวนะคะคุณแม่”
“กินข้าวก่อนค่อยกินของหวานกันดีไหมคะ”
“วันนี้คุณแม่จะไม่ทำกับข้าวเหรอคะ”
“จ้า วันนี้ตอนกลับรถอาจติดกว่าจะถึงบ้านแม่คิดว่ากินที่นี่สักวันน่าจะดี ลูกๆ คิดว่าไง”
“ก็ได้ค่ะ”
“หินล่ะ”
“ผมยังไงก็ได้ครับ”
“งั้นเอาข้าวผัดมาแบ่งกันกินนะลูกแล้วแม่จะสั่งเค้กให้คนละชิ้น ดีไหมเอ่ย”
เด็กน้อยพยักหน้าแล้วยารินดาก็พาเดินหาโต๊ะนั่งด้านในที่ถูกกั้นจากภายนอกด้วยกระจกใสและปูน ในขณะนั้นเองใครคนหนึ่งก็กำลังหรี่ตามองจากถนนฝั่งตรงข้าม และกำลังจะก้าวข้ามถนนมาดูให้แน่ใจทว่าเขากลับถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“มองอะไรอยู่เหรอคะ”
