ตอนที่ 7 ออกเดินทาง
เช้าวันต่อมาเดิมทีฉินอี้หยวนคิดว่าสตรีเวลาจะเดินทางไกล สิ่งของมีค่า เสื้อผ้าอาภรณ์ ตลอดจนข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ คงต้องจัดเตรียมเอาไว้มากมายหลายหีบใหญ่ นึกไม่ถึงเลยว่านางโจรสาวผู้นี้จะเดินอ้าปากหาวหวอด ๆ สวมอาภรณ์สีแดงเจิดจ้า มีเพียงย่ามผ้าสีเทาผูกคาดไว้ที่เอว หลังจากโบกมือลาบรรดาพี่น้องโจรที่ออกมาส่งตรงปากทางเข้ารังโจร นางก็เอ่ยปากเรียกให้เขาเดินตามมาทันที!
อากาศในยามนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าการเดินทางภายใต้ร่มเงาไม้ที่ช่วยบดบังแสงตะวันกลับทำให้รู้สึกร่มรื่นและเย็นสบายยิ่งนัก
ฉินอี้หยวนยังคงสวมใส่ชุดคลุมยาวตัวเก่าตั้งแต่ตอนที่ถูกลักพาตัวมา ที่ไหล่สะพายย่ามผ้าเนื้อหยาบ แสร้งทำเป็นเอ่ยปากถามไถ่ราวกับไม่ได้ใส่ใจ “เจ้าพกสัมภาระมาเพียงเท่านี้รึ”
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันหอมสดชื่นของแมกไม้ เสิ่นอีอีที่เดินอาด ๆ นำหน้าอยู่ห่าง ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ “จะพกสัมภาระไปให้พะรุงพะรังทำไมกัน มีเงินเสียอย่างก็พอแล้วนี่นา”
นางพลันหมุนตัวกลับมา นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้กดเข้าหากันแล้วถูไปมา สายตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “อีกอย่าง สิ่งที่ข้าพกมาน่ะ คือทองคำสีเหลืองอร่ามเต็มย่ามเลยเชียวล่ะ!”
ให้ตายเถอะ ย่ามผ้าที่มีขนาดใหญ่ราวกับแตงโมสุกงอมใบนั้น ข้างในกลับบรรจุไว้ด้วยทองคำทั้งหมดงั้นรึ!
เมื่อก่อนมารดาของเขาเคยรับจ้างซักเสื้อผ้าให้บ้านคหบดีใหญ่ในทุก ๆ เดือน มือทั้งสองข้างแช่น้ำจนบวมเป่ง ค่าแรงที่ได้มากลับมีเพียงเศษเงินไม่กี่ตำลึง ทว่านั่นถือเป็นหยาดเหงื่อแรงงานที่ได้มาโดยชอบธรรม แต่นางโจรสาวผู้นี้กลับพกพาทรัพย์สินเงินทองอันไม่ชอบธรรมจำนวนมหาศาล ทว่ากลับไม่รู้สึกละอายใจ ซ้ำยังเห็นเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเสียอย่างนั้น!
เสิ่นอีอีคร้านจะใส่ใจเขา นางคอยเหลียวซ้ายแลขวาไปตลอดทาง ชื่นชมความงดงามของมวลบุปผาป่าที่เบ่งบานละลานตาในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
ทว่าหลังจากเดินผ่านภูเขาใหญ่ติดต่อกันถึงสองลูก ระยะทางร่วมแปดสิบลี้ เสิ่นอีอีก็ไม่หลงเหลือความรู้สึกรื่นรมย์สบายอุราอีกต่อไป เรียวขาทั้งสองข้างที่เคยเบาหวิวและคล่องแคล่วว่องไว บัดนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว ฝ่าเท้ายิ่งราวกับเหยียบย่างอยู่บนปลายคมมีด เดินไปเพียงก้าวเดียวความเจ็บปวดจากการเสียดสีทำให้นางถึงกับสูดปาก
เสิ่นอีอีมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่ก็จริง ทว่าวรยุทธ์ของนางก็เป็นเพียงกระบวนท่าและการใช้พละกำลังของมือและเท้าเท่านั้น ยามที่ต้องต่อสู้ระยะประชิดถึงจะสามารถอาศัยชั้นเชิงและอาวุธที่เฉียบคมในการสยบศัตรูได้ ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนกับท่านจอมยุทธ์คนอื่นๆ
ฉินอี้หยวนที่เดิมทีเดินทอดน่องตามหลังนางอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ค่อย ๆ ก้าวเดินแซงหน้านางขึ้นมา
ยามเมื่อหันกลับไปเหลือบมองเห็นริมฝีปากอวบอิ่มของนางส่งเสียงซี้ดซ้าดสูดหายใจด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
เมื่อปรายต่ำลงไปมองดูท่วงท่าการเดินอันบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเนื่องจากฝ่าเท้าไม่กล้าลงน้ำหนักเต็มแรง
ฉินอี้หยวนเริ่มออกเดินทางมาจากบ้านเกิด เดินเท้าตกระกำลำบากมานานกว่าสองเดือนเต็ม ฝ่าเท้าจึงเกิดเป็นหนังด้านหนาตั้งนานแล้ว
นับตั้งแต่ถูกบีบบังคับให้ต้องมารู้จักกัน เขามักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และตกเป็นรองอยู่ร่ำไป บัดนี้เพิ่งจะได้พบเห็นว่านางโจรสาวผู้ไม่เกรงกลัวใครผู้นี้ ก็มีเรื่องที่ไม่อาจเทียบเคียงเขาได้เช่นกัน
ฉินอี้หยวนปลดสัมภาระอันหนักอึ้งบนหลังลง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางชี้มือไปที่แผ่นหินอันราบเรียบและสะอาดสะอ้านข้างทาง “นั่งลงสิ”
เสิ่นอีอีไม่ฝืนดื้อดึง นางยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดีพลางเอ่ยตอบเสียงอ่อย “อืม…”
จากนั้นก็เห็นบัณฑิตหนุ่มที่ฝีเท้ายังมั่นคง เดินไปเด็ดหนามต้นหวายมาสองอัน แล้วย่อตัวลงกึ่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้านาง ชี้มือไปที่รองเท้าหนังกวางของอีกฝ่าย พลางเอ่ยสั้น ๆ “ถอดออก”
“อืม…” รอจนกระทั่งนางออกแรงถอดรองเท้าและถุงเท้าออกอย่างยากลำบาก เท้าหยกขาวนวลเนียนคู่งามที่มีรอยแผลเสียดสีก็ปรากฏขึ้นมา นับตั้งแต่นางก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าค่ายพยัคฆ์ดำ ส่วนใหญ่แล้วนางมักจะคอยวางแผนการอยู่เบื้องหลัง กำหนดทิศทางและจัดเตรียมแผนงานเสียมากกว่า ร่างกายนี้จึงได้รับการทะนุถนอมและชุบเลี้ยงจนบอบบางกว่าเดิม
ฉินอี้หยวนเพ่งสายตาจ้องมอง นิ้วเท้าน่ารักทั้งสิบที่หดเกร็งเข้าหากันนั้น ดูคล้ายกับหมั่นโถวขาวๆ น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ทว่าบนฝ่าเท้าที่เดิมทีเคยขาวนวล บัดนี้กลับเต็มไปด้วยตุ่มน้ำพองใสทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กบวมเป่งขึ้นมาร่วมสิบกว่าตุ่ม นิ้วมือของชายหนุ่มที่ถือหนามหวายอยู่ถึงกับเกิดอาการสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าตุ่มน้ำพองพวกนี้หากไม่สะกิดเจาะให้แตกออก ก็คงไม่อาจหายดีได้ในเร็ววันแน่นอน
“ทนเอาหน่อยนะ”
มือข้างหนึ่งกุมเท้าหยกขาวของนางไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างขยับอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด สะกิดเจาะตุ่มน้ำพองเหล่านั้นให้แตกออกทีละตุ่ม ๆ ในทุก ๆ คราที่จัดการตุ่มน้ำพองเสร็จสิ้นไปหนึ่งตุ่ม ฝ่าเท้าของนางก็สั่นเทาเล็ก ๆ
ฉินอี้หยวนคิดในใจว่าต่อให้อีกฝ่ายจะมีวาจาและกิริยาหยาบกระด้างเพียงใด ทว่าเนื้อแท้แล้วนางก็เป็นเพียงแค่สตรีที่ค่อนข้างบอบบางนางหนึ่งเท่านั้นเอง