บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 ไปสอบเป็นเพื่อน

ช่วงเช้าของวันถัดมาในห้องโถงกลางค่ายพยัคฆ์ดำ บนผนังทั้งสี่ด้านของห้องโถงถูกประดับตกแต่งด้วยสิ่งของฟุ่มเฟือยสลับกับพืชผลทางการเกษตรหลากชนิด ข้างฝักกระบี่ที่ฝังอัญมณีล้ำค่ามีพริกแห้งและกระเทียมแขวนเบี้ยวไปเบี้ยวมาอยู่หลายพวง ส่วนพื้นที่ถัดออกไปไม่ไกลกลับเป็นภาพวาดพู่กันจีนมูลค่ามหาศาลของจิตรกรชื่อดังแห่งยุค

บรรยากาศทั่วทั้งห้องอวลไปด้วยกลิ่นอายของเศรษฐีใหม่บ้านนอกอย่างชัดเจน บ่งบอกว่ารสนิยมของผู้เป็นเจ้าของนั้นย่ำแย่ถึงขีดสุด

ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ราวกับหอคอยเหล็กผู้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ออกแรงขยี้ดวงตาอันแห้งผากของตนเองอย่างแรง “พี่ใหญ่! ท่านจะทำเช่นนี้จริง ๆ หรือ!”

ใจกลางห้องโถง เสิ่นอีอีนั่งไขว่ห้างเอนกายพิงอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสุดหรูหราที่ปูลาดด้วยหนังเสือโคร่ง “ถูกต้อง ข้าได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว วันนี้ที่เรียกมาประชุมก็แค่อยากแจ้งให้พวกเจ้าทราบเท่านั้น”

เมื่อได้ยินดังนั้นบรรดาพรรคพวกโจรคนอื่น ๆ ต่างก็พากันร้องโอดครวญระงม ตอนแรกที่พวกเขาส่งเสริมให้ลูกพี่ใหญ่แต่งเจ้าบัณฑิตผู้นี้มาเป็นสามี ก็เพียงเพื่อให้นางได้มีสิ่งหย่อนใจคลายเหงาและระบายกำลังวังชาที่เหลือล้นเท่านั้น

ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าลูกพี่จะถูกเจ้าบัณฑิตหน้าขาวผู้นั้นล่อลวงจนเสียสติ ถึงขั้นยอมทอดทิ้งพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย เพื่อตามเจ้านั่นไปผจญภัยในเมืองหลวง

ชายหน้าบากเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “ลูกพี่ใหญ่ เจ้าบัณฑิตหน้าขาวนั่นมีดีตรงไหนกัน!”

เสิ่นอีอียิ้มอย่างสบายอารมณ์ “พูดจาอะไรกัน ก็พวกเจ้าไม่ใช่หรือที่บีบบังคับให้ข้าแต่งงานกับเขา”

บรรดาพรรคพวกโจรมีความคิดในใจว่า ‘นี่มันใส่ร้ายกันชัด ๆ พวกเขาไหนเลยจะกล้าบีบบังคับพี่ใหญ่ เป็นท่านเองต่างหากที่พอเห็นบัณฑิตหนุ่มเข้าหน่อยก็แข้งขาอ่อนแรงจนเดินต่อไม่ไหว’

ฉินอี้หยวนผู้ซึ่งฝึกเขียนตัวอักษรจนใช้หมึกแท่งจนหมดก้อนและตั้งใจจะมาหาเสิ่นอีอีที่ห้องโถง พลันชะงักฝีเท้าอยู่ตรงหน้าประตู เขาได้ยินบทสนทนาภายในห้องอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ นางมารร้ายผู้นั้นถึงกับยอมทอดทิ้งรังโจรของนาง เพื่อเดินทางเข้าเมืองหลวงไปสอบขุนนางเป็นเพื่อนเขาอย่างนั้นหรือ!

“ท่านพี่ ท่านมาแล้วรึ” เสิ่นอีอีเป็นคนหูตาไว นางรับรู้ตั้งนานแล้วว่าฉินอี้หยวนยืนอยู่ตรงประตู จึงเอ่ยปากเรียกให้เขาเข้ามาในห้องโถง “หลังจากข้าลงเขาไปแล้ว ค่ายพยัคฆ์ดำจะยกให้เจ้าหน้าบากเป็นคนดูแล” จากนั้นนางก็หันไปพูดกับฉินอี้หยวน “ท่านพี่…ท่านมาช่วยข้าจดบันทึกกฎของค่ายแล้วให้พวกเขาประทับลายนิ้วมือลงนามหน่อยสิเจ้าคะ”

ฉินอี้หยวนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความปิติยินดีพยายามเม้มริมฝีปากสะกดกลั้นรอยยิ้มอย่างสุดความสามารถ เขาจัดแจงฝนหมึกและกางกระดาษอย่างขัดเขิน จากนั้นก็คอยฟังนางเอ่ยกฎของค่ายทีละข้อ ๆ

“ห้ามข่มเหงรังแกสตรี”

“ห้ามเผาบ้านเรือนผู้อื่น”

“ห้ามปาดคอสังหารผู้อื่น”

“อุดมการณ์ของพวกเราคือปล้นคนรวยช่วยคนจน”

ฉินอี้หยวนได้ฟังแล้วเส้นเลือดตรงขมับของเขาเต้นตุบๆ เดิมทีเขาคิดจะเขียนกฎห้ามปล้นชิงทรัพย์ผู้อื่นเข้าไปด้วย ทว่าหากเขียนเช่นนั้น ค่ายพยัคฆ์ดำก็คงไม่อาจเรียกว่ารังโจรได้อีก

ในเมื่อนางโจรสาวยอมทอดทิ้งรากฐานอันรุ่งเรืองเพื่อเขา ดังนั้นหากตนจะแอบหักหลังตัดทางทำมาหากินของนางลับหลังคงไม่ได้

“เอาล่ะ พวกเจ้าทุกคนมาประทับลายนิ้วมือตรงนี้ หากใครฝ่าฝืนกฎที่ข้าบัญญัติไว้แน่นอนว่าจะได้รับโทษสูงสุดคือฆ่าทิ้ง!” เสิ่นอีอีกล่าวเสียงเข้ม

……

วุ่นวายอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม บรรดาลูกน้องโจรทั้งหลายก็ประทับลายนิ้วมือกันครบทุกคน

เสิ่นอีอีจึงกลับมาที่ห้องพักเพื่อจัดเก็บสัมภาระ ระหว่างนั้นนางยื่นมือออกไปลูบไล้คางที่เกร็งแน่นของชายหนุ่ม

“ท่านพี่ ไม่มีความสุขรึเจ้าคะ” การกระทำของนางดูหลงใหลเขาเป็นอย่างมาก

ฉินอี้หยวนเบี่ยงกายหลบเลี่ยงสัมผัส พลางคิดในใจว่าหากพวกเจ้าไม่ได้ลักพาตัวข้ามาไว้ที่รังโจรแห่งนี้ ป่านนี้เขาคงเดินทางถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้ว คราวนี้ดีล่ะนอกจากจะทำให้การเดินทางต้องล่าช้าแล้ว ยังต้องมาแต่งงานเข้าพิธีอย่างคลุมเครือ ต่อจากนี้ไปเขาคงต้องถูกนางกดขี่ข่มเหงอยู่ร่ำไป

ทว่าชายหนุ่มก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่ายามอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็ต้องรู้จักก้มหัวยอมผ่อนตาม การได้เข้าเมืองหลวงไปสอบขุนนาง ย่อมดีกว่าการมานั่งปล่อยให้อายุขัยร่วงโรยไปวัน ๆ ในรังโจรแห่งนี้

สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เปียผมเส้นเล็ก ๆ ที่ถักไว้เป็นชั้นบนศีรษะของหญิงสาว จนสุดท้ายก็พูดขึ้นมาอย่างเหลืออด “เจ้าคงมิคิดจะไว้ผมเปียพะรุงพะรังเช่นนี้ลงจากภูเขาหรอกนะ มองดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่สตรีในห้องหอที่ดี”

เสิ่นอีอีลูบผมเปียยาวของตนเอง พลางบ่นงึมงำ “สตรีในค่ายของพวกเราล้วนแต่ทำผมทรงนี้กันทั้งนั้น”

“เจ้า…มานั่งลงตรงนี้” สุดท้ายกลายเป็นฉินอี้หยวนที่ต้องยอมเสียเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยาม ค่อย ๆ แกะเปียผมเส้นเล็ก ๆ ของนางออกทีละเส้น ๆ จากนั้นก็ตักน้ำมาสระและเช็ดจนแห้งสนิท แล้วพยายามนึกทบทวนถึงทรงผมของฮูหยินขุนนางผู้ใหญ่ที่เขาเคยพบเห็น

หลังจากล้มเหลวไปถึงหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็จัดแต่งมวยผมของนางให้เป็นทรงหญิงออกเรือนได้สำเร็จ

เสิ่นอีอีที่ปล่อยให้เขาจัดแจงทรงผมอยู่นานจนคางเกยอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ถึงกับหลับสนิทไปตั้งนานแล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกคิดไปเองของฉินอี้หยวนหรือไม่ เพียงแค่เปลี่ยนทรงผม ก็ทำให้นางโจรสาวที่กำลังหลับใหลอยู่ ดูมีเรียวคิ้วงดงามดั่งภาพวาด ปลายจมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอวบอิ่มดั่งกลีบผกาแดงระเรื่อโดยไม่ต้องใช้ชาด เส้นผมดำสลวยคลอเคลียอยู่ตรงหน้าผากอันอวบอิ่มนวลเนียน งดงามราวกับเทพธิดาในภาพวาดไม่มีผิด

ในตอนที่เขากำลังมองนางด้วยสายตาชื่นชม จู่ๆ หญิงสาวก็พลันดีดตัวลุกขึ้นมาจากขอบโต๊ะ เอามือขยำมวยผมที่เขาอุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจทำให้ พลางขมวดคิ้วมุ่น “หนักเป็นบ้าเลย..กดทับจนคอข้าแทบจะหักอยู่แล้ว!”

ท่าทางของนางในตอนนี้ไม่หลงเหลือสง่าราศีของเทพธิดาในภาพวาดเลยแม้แต่น้อย ทำให้เส้นเลือดตรงขมับของฉินอี้หยวนเริ่มเต้นตุบๆ ขึ้นมาอีกครา!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel