ตอนที่ 1 แบกขึ้นรังโจร
ยามกลางวันดวงอาทิตย์ร้อนแรงแผดเผา ฝุ่นควันบนถนนแห้งกรัง ลมพัดทีก็หอบเอาละอองทรายสีเหลืองฟุ้งขึ้นมา
ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งกำลังเดินอยู่เพียงลำพังบนถนน เสื้อคลุมยาวสีขาวนวลที่ซักจนสีซีด ย่ามผ้าหยาบๆ ที่มีรอยขาดจากการใช้งานอย่างหนัก และรองเท้าผ้าสีดำพื้นหนา คือเครื่องแต่งกายทั้งหมดที่เขามี
ฉินอี้หยวนยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลโซมกาย เขาเงยหน้าขึ้นมองเทือกเขาต้าหูที่สูงเสียดฟ้าอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มอ่านแผนที่ศึกษามาเป็นอย่างดี หากเดินลัดเลาะข้ามภูเขาต้าหูไป จะช่วยย่นระยะทางได้ประมาณสองร้อยลี้
อีกทั้งบนภูเขายังมีป่าไม้ร่มรื่น พอจะช่วยบดบังแสงแดดที่ร้อนระอุราวกับเตาหลอมนี้ได้ ทั้งยังมีลำธารใสสะอาดให้คลายความหิวโหย หากเดินจนเหนื่อยล้ายังสามารถนั่งใต้ร่มไม้เพื่อทบทวนตำราได้อีกด้วย
เมื่อเข้าสู่เขตภูเขา เขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดมาจริงๆ ความเหนื่อยล้าทั่วร่างมลายหายไปสิ้น
ฉินอี้หยวนรวบรวมพละกำลังรีบเดินขึ้นไปจนถึงกึ่งกลางภูเขา ชายหนุ่มได้ยินเสียงน้ำไหลกระทบโขดหิน เมื่อแหวกพงหญ้าที่รกชัฏออก ลำธารสายเล็กๆ ก็ปรากฏแก่สายตา
ฉินอี้หยวนยินดีเป็นล้นพ้น เขาค่อยๆ วางย่ามลงข้างกาย ก่อนจะหมอบลงข้างลำธารดื่มกินน้ำจนอิ่มหนำ จากนั้นก็กวักน้ำขึ้นมาล้างคราบโคลนทรายที่แห้งกรังบนใบหน้า
แต่เมื่อฉินอี้หยวนได้ชำระร่างกายจนรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง พอหมุนตัวกลับมา เขาก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ!
ภาพที่ปรากฏคือชายฉกรรจ์เคราครึ้มห้าคน ร่างกายกำยำบึกบึน มายืนอยู่ข้างหลังฉินอี้หยวนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในอ้อมแขนของพวกเขากอดดาบเล่มโต คนที่อยู่ตรงกลางยังใช้นิ้วก้อยเกี่ยวสัมภาระของเขาไว้ มันคือย่ามที่อัดแน่นไปด้วยตำรา
“พูดมา! เจ้าเป็นใครถึงบังอาจมารุกล้ำค่ายพยัคฆ์ดำของข้า!”
ฉินอี้หยวนหน้ามืดตาลาย ในแผนที่ไม่ได้บอกเลยว่าบนภูเขาต้าหูแห่งนี้มีรังโจรอยู่ เขาจึงรีบค้อมตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม “ท่านจอมยุทธ์ทุกท่านโปรดอย่าเข้าใจผิด ผู้น้อยเป็นเพียงบัณฑิตที่กำลังเดินทางไปสอบที่เมืองหลวง ไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินค่ายของท่านเลยขอรับ...”
ชายฉกรรจ์คนที่สองจากซ้ายเปลี่ยนท่าเอาดาบพาดบ่า สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญใจ เขาใช้นิ้วก้อยหนาๆ แคะหู “พูดจาฟังไม่รู้เรื่อง พล่ามอันใดไร้สาระ ทำให้มันสลบแล้วแบกกลับไปก่อนค่อยว่ากัน!”
ฉินอี้หยวนเห็นเพียงคมดาบสีเงินปลาบวาดผ่าน จากนั้นก็รู้สึกชาที่ท้ายทอย แล้วสติทั้งมวลก็ดับวูบไป
เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายรู้สึกระบมเหมือนถูกกระบือตัวเขื่องที่บ้านเกิดเหยียบย่ำ ในหัวส่งเสียงอื้ออึง เขาฝืนลืมตาขึ้น ก็ได้ยินชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้ายกลุ่มเดิมกำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเขา
“เป็นบัณฑิตหน้าขาวที่เดินทางผ่านมาจริงๆ ดูสิ หนังสือตำราเต็มย่ามเลย”
“ไม่ผิดแน่!”
“หัวหน้าชอบแบบนี้ที่สุด ไม่สู้นำไปมอบให้นางดีหรือไม่”
“พวกเราลงเขาไปก็ได้ตัวมาเลย ถือเป็นวาสนา ไม่สู้ทำให้วันนี้เป็นวันมงคลของหัวหน้าไปเลยดีหรือไม่”
รองหัวหน้าค่ายที่มีรอยแผลเป็นยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเข้าท่า พักหลังมานี้หัวหน้ามีพลังเหลือล้นไม่มีที่ระบาย พอว่างจากงานทำนาก็เอาแต่เคี่ยวเข็ญฝึกซ้อมลูกน้องอย่างหนักหน่วง ควรจะหา ‘สามี’ มาช่วยดึงความสนใจของนางเสียหน่อย เขาถูมือดำๆ ของตน ด้วยความตื่นเต้น “ใช่แล้ว ทำตามนี้แหละ! หัวหน้าต้องดีใจจนแทบบ้าแน่ๆ! เจ้าสาม เจ้าสี่ พวกเจ้าไป... รีบไปจัดเตรียมสถานที่เร็วเข้า”
ปฏิกิริยาแรกของฉินอี้หยวนคือ โชคดีที่เขายังไม่ได้ถูกทำร้ายจนตาย ปฏิกิริยาที่สองคือ หัวหน้าคือใคร แล้วเรื่องมงคลคืออะไร เกี่ยวข้องอะไรกับเขา
แต่ไม่นานความสงสัยของชายหนุ่มก็ได้รับคำตอบ
“หัวหน้า!”
“หัวหน้า!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนต้อนรับอันดังกึกก้องของเหล่าชายฉกรรจ์ หญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงก้าวเดินอย่างองอาจผึ่งผายเข้ามาหาเขา นางแต่งกายประหลาด เส้นผมสีดำยาวถูกถักเป็นเปียเล็กๆ หลายสิบเส้นทิ้งตัวลงมาอย่างอิสระ บนหน้าผากยังมีผ้าคาดหัวสีดำกว้างสามนิ้วรัดไว้
นางยื่นนิ้วเรียวงามเชิดคางของฉินอี้หยวนขึ้น พลิกซ้ายพลิกขวาพิจารณาดู “อืม…หน้าตาใช้ได้ทีเดียว”
ท่าทางของนางเหมือนกับการเลือกซื้อเนื้อหมูที่ตลาดอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้นนางก็ปรายตามองย่ามที่ถูกเปิดออกมันมีทั้งตำราใหม่และเก่าหล่นอัดแน่นอยู่ในนั้น “ดูท่าความรู้ก็น่าจะเยอะด้วย”
รองหัวหน้าที่มีแผลเป็นรีบก้าวเข้ามาด้วยความตื่นเต้น “เห็นไหมล่ะหัวหน้า ข้าบอกแล้วว่าท่านต้องชอบ!”
เสิ่นอีอีพยักหน้าด้วยความพอใจ “อืม… เอาคนนี้แหละ”