ตอนที่1
“สอบเสร็จแล้วเหรอน้องโอม”
เสียงเรียกทำให้เขาที่กำลังเดินเร็วอยู่แล้วต้องชะงัก หันไปมองหญิงวัยกลางคนที่ยืนเท้าเอวอยู่หน้าทางเดิน
“ครับเจ๊”
“แล้วจะรีบไปไหนอ่ะ”
เขากระชับสายกระเป๋าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใจร้อนจนแทบจะตอบออกไปทันที
“อ๋อ…ผมจะรีบขึ้นไปหาน้องเอวาครับ”
หญิงวัยกลางคนยิ้มบางๆเหมือนรู้ทัน ก่อนพูดเสียงสบายๆ
“น้องเอวาหลับอยู่”
คำพูดนั้นทำให้เขาหยุดเดินทันที หัวคิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ ความสงสัยไหลวูบขึ้นมาในอก
“เจ๊รู้ได้ยังไงครับว่าน้องเอวาหลับอยู่”
“อ้าว…” เธอทำหน้าประหลาดใจเกินจริง “ลูกแพรไม่ได้บอกโอมหรอว่าเอาเอวามาฝากไว้ที่เจ๊”
โลกทั้งใบเหมือนชะงักไปครู่หนึ่ง เขานิ่งอึ้งเหมือนจับคำพูดนั้นยังไม่ทัน
“ว่าไงนะครับ!”
เสียงเล็กร้องแหลมดังขึ้นทันที ราวกับตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง
“อุแว๊ๆๆ!”
หัวใจเขากระตุก เขารีบก้าวไปแทบจะวิ่ง ก่อนอ้อมมือรับร่างน้อยเข้ามาอุ้มอย่างชำนาญแม้จะมือสั่นอยู่ลึกๆ
“ตื่นแล้วเหรอคะคนเก่ง…” เขาก้มมองหน้าแดงๆของลูกน้อย “ปะป๊าขอโทษนะที่เสียงดัง”
“อุแว๊ๆๆ!”
เสียงร้องยังไม่หยุด เขาขยับตัวโยกเบาๆ อ้อมแขนแน่นขึ้นอย่างถนอมที่สุด เหมือนกลัวว่าการทำอะไรแรงไปเพียงนิดจะทำให้ลูกเจ็บ
“เอวาน่าจะหิวนมนะน้องโอม” หญิงวัยกลางคนพูดพลางเดินไปหยิบขวดนมที่เตรียมไว้ให้
“ครับเจ๊”
“นี่ เจ๊ชงไว้ให้แล้ว”
เขารับขวดนมมาอย่างรีบร้อน
“ขอบคุณครับเจ๊”
“ไม่เป็นไร เจ๊ยินดีช่วย” เธอเอื้อมมือแตะหัวเด็กเบาๆ “อีกอย่างเอวาก็น่ารักน่าเอ็นดู เจ๊อ่ะรักเอวาเหมือนลูกเลยนะ”
เขาพยักหน้ารับโดยไม่ได้พูดมาก ความคิดของเขายังวนอยู่กับคำว่า “ฝากไว้” เหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับในอก
“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”
“ครับ…งั้นผมขอตัวขึ้นไปห้องก่อนนะครับเจ๊”
พูดจบ เขารีบอุ้มลูกน้อยขึ้นไปชั้นบนทันที ร่างเล็กแนบอกเขาอย่างไว้ใจทั้งที่ร้องไห้อยู่ เขาก้าวขึ้นบันไดเร็วๆ โดยพยายามไม่ให้แรงสะเทือนมากเกินไป
ทันทีที่ถึงห้อง เขาวางลูกลงบนเตียงอย่างถนุถนอม ปรับหมอนและผ้าห่มให้พอดี ก่อนหันไปที่ตู้เสื้อผ้า ความเงียบในห้องเหมือนดังขึ้นทุกวินาที
เขาเปิดตู้…
และต้องชะงัก
“ไม่จริง…”
เสื้อผ้าบางส่วนหายไป ช่องว่างที่ไม่ควรจะว่างกลับว่างเปล่า ราวกับใครคนหนึ่งตั้งใจเก็บของและเดินออกไปอย่างเด็ดขาด
เขายืนแข็ง มือที่จับบานตู้ค้างอยู่ ความเย็นไล่จากปลายนิ้วขึ้นมาถึงหัวใจ
เขารีบคว้าโทรศัพท์ กดโทรหาหมายเลขที่คุ้นเคยที่สุด…ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ส่งข้อความ…ไม่ถูกอ่าน
โทรผ่านแอปอื่น…เงียบ
เขาลองทุกช่องทางที่คิดออก ทั้งที่รู้ดีว่าแต่ละวินาทีที่ผ่านไปมันยิ่งทำให้คำตอบชัดขึ้น—เธอหายไปจริงๆ
เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งจากเตียงเหมือนดึงเขากลับมาจากความว่างเปล่า
“อุแว๊ๆๆๆ!”
เขารีบกลับไปอุ้มลูกขึ้นมาแนบอก ลมหายใจยังสั่นแต่พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด
“ทำไมร้องไห้บ่อยจังคะเอวา…”
“อุแว๊ๆๆๆ!”
“โอ๋ๆ หิวเหรอคะคนเก่ง…” เขาลูบหลังเบาๆ “หรือว่าอยากออกไปเล่นข้างนอก”
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูทำให้หัวใจเขากระตุกแรง ราวกับมีความหวังวิ่งพรวดขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
แพรกลับมาแล้วใช่ไหม…
เขาพูดกับตัวเองในใจ ขณะรีบก้าวไปเปิดประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทั้งที่น้ำตาแทบจะคลออยู่แล้ว
แต่ภาพตรงหน้าทำให้รอยยิ้มนั้นดับวูบ
“เจ๊เอง”
เขาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนทันที
“เจ๊มีธุระอะไรครับ”
หญิงวัยกลางคนทอดสายตามองเข้าไปในห้อง เหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ก่อนพูดตรงๆ
“เจ๊ขอพูดแบบไม่อ้อมนะ ช่วงนี้เอวาร้องไห้บ่อยมาก มันไปรบกวนห้องอื่น แล้วเจ๊เองก็กลัวพวกเขาจะพากันย้ายออก”
เขาก้มมองลูกในอ้อมแขน เหมือนรู้สึกผิดทั้งที่ไม่รู้จะรับผิดชอบยังไงกับเรื่องที่เด็กทำได้แค่ร้อง
“ผมขอโทษนะครับเจ๊ ผมจะพยายามไม่ให้เอวาร้องไห้เสียงดังอีก”
“ไม่เป็นไรหรอก เจ๊เข้าใจน้องโอมเสมอ” เธอถอนหายใจ “แต่ทางที่ดี…เจ๊อยากให้น้องโอมไปหาเช่าห้องที่อื่นจะดีกว่า”
คำว่า “ไปที่อื่น” แทงเข้ามาในอกทันที เขายืนตรงขึ้นเหมือนกำลังปกป้องลูก
“แล้วที่อื่นเขาจะรับเด็กแรกเกิดเหรอครับ”
หญิงวัยกลางคนยิ้มบางๆเหมือนรู้ว่าคำถามนี้คือทางตัน
“ก็นั่นแหละ…น้องโอมเข้าใจเจ๊ใช่ไหม”
เขากัดฟันแน่น ก่อนตอบด้วยเสียงที่พยายามให้สุภาพที่สุด
“ครับ…ผมเข้าใจ”
“เจ๊พอมีบ้านเล็กๆให้น้องโอมเช่า แต่ราคามันจะสูงหน่อยนะ”
เขาหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น เพราะคำว่า “สูงหน่อย” ของคนมีเงิน มักหมายถึง “สูงเกินเอื้อม” ของคนเพิ่งเริ่มต้นชีวิต
“เจ๊ก็รู้นี่ครับว่าผมเพิ่งจบใหม่ๆ ยังไม่มีงานประจำทำ และผมยังต้องเลี้ยงเอวาอีก”
“งั้นน้องโอมไม่ต้องจ่ายค่าเช่าให้เจ๊ก็ได้” น้ำเสียงของเธอลากยาว “แต่…”
เขาชะงัก ดวงตาคมเข้มขึ้นทันที
“แต่อะไรครับ?”
หญิงวัยกลางคนโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคยดูเมตตากลับกลายเป็นรอยยิ้มที่ทำให้เขาขนลุก
“น้องโอมต้องยอมเป็นแฟนเจ๊ เจ๊สัญญานะว่าจะดูแลน้องโอมกับเอวาเป็นอย่างดี”
เขานิ่งไปชั่วขณะ เหมือนสมองยังประมวลไม่ทันว่าคนที่พูดว่า “รักเหมือนลูก” เมื่อกี้…กำลังขออะไรจากเขา
แล้วเขาก็ส่ายหน้า
“งั้นไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากนะครับสำหรับความหวังดี”
ความโกรธพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาพยายามคุมเสียง แต่ก็หลุดประชดออกไปโดยไม่ตั้งใจ
หญิงวัยกลางคนหน้าตึงทันที
“โง่!” เธอตวาด “ฉันอุตส่าห์ทำดีด้วยแทบตาย แต่แกกลับไม่เห็นค่า! แล้วโอมคงคิดว่าสักวันนังลูกแพรจะกลับมาหาสินะ ผู้หญิงที่กล้าทิ้งลูกในไส้ที่เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นาน มันจะมีจิตใต้สำนึกกลับตัวกลับใจหรอ!”
เขากอดลูกแน่นขึ้น ราวกับต้องเอาตัวเองบังคำพูดเลวร้ายพวกนั้นไม่ให้ตกใส่เด็ก
“ผมไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นยังไง” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ “แต่ที่แน่ๆตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเจ๊ไม่ได้หวังดีกับผมมาตั้งแต่แรก อย่าไปว่าคนอื่นเลยนะเจ๊ เพราะเจ๊เองก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น”
หญิงวัยกลางคนหน้าแดงด้วยความโกรธ
“แกรีบเก็บข้าวของย้ายออกไปจากที่ของฉันเลยนะ!”
เขาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแข็งกร้าว
“เจ๊มีสิทธิ์อะไรมาไล่ผม ในเมื่อผมจ่ายค่าเช่าห้องไปแล้ว ดังนั้นผมมีสิทธิ์อยู่ที่นี่ต่อจนกว่าจะครบเดือน”
“มีสิ!” เธอกระแทกเสียง “เพราะลูกของแกร้องไห้เสียงดังแทบทุกวันจนฉันรำคาญจะแย่อยู่แล้ว!”
เขากัดฟัน มือที่อุ้มลูกแน่นจนเห็นเส้นเอ็นขึ้นที่ข้อมือ
“ไหนเจ๊เคยบอกว่ารักเอวาเหมือนลูกไงครับ เรื่องร้องไห้แค่นี้มันเป็นเรื่องปกติของเด็ก”
หญิงวัยกลางคนแสยะยิ้ม
“แต่ลูกของแกมันไม่ปกติ…เพราะมันเป็นเด็กที่แม่ไม่เอาไงล่ะ ถึงได้ร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ!”
คำพูดนั้นเหมือนมีด เขาหายใจแรงขึ้นทันที
“จะพูดอะไรก็ระวังปากด้วย” เขากดเสียงต่ำ แต่แฝงความสั่น “ถึงผมจะเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่กล้าตบผู้หญิงแก่ๆแบบเจ๊นะ จะว่าอะไรผมก็ว่า แต่อย่ามาว่าลูกผม!”
เขาสูดลมหายใจลึก กลืนความเดือดดาลลงไปให้หมด แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ
“และเรื่องที่พัก…เจ๊ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงเวลา ผมจะย้ายออกไปเอง”
หญิงวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาไหววูบทั้งกลัวทั้งโกรธ แล้วเดินกระแทกเท้ากลับไปยังห้องของตัวเอง เสียงรองเท้าดังไปตามทางเดินราวกับระบายความพ่ายแพ้
ประตูปิดลง
เหลือเพียงความเงียบ…และเสียงสะอื้นแผ่วๆของเด็กในอ้อมแขน
