บทที่ 4 : ลืมเธอได้แล้ว
อารยะเอื้อมมือหมายคว้าขวดเหล้ากรอกความมึนเมาลงไปซะล้างพิษรัก หรือไม่ก็กวาดเศษซากหัวใจที่แตกสลายไม่เหลือชิ้นดีออกไปให้หมด หากถูกมือพี่ชายที่เปิดประตูระเบียงออกมาดึงไปเสียก่อน เขาจึงชักมือกลับ
“พอแล้วอ้น” ตั้งตระการมองซีกหน้าน้องชายที่ยังคงทอดสายตาไปยังท้องฟ้าสีราตรีเบื้องหน้า เหมือนไม่รับรู้คำพูดใดของเขา
เมื่อน้องชายไม่ตอบ เขาก็เดินถือขวดเหล้าย้อนไปยันแพนทรีเล็ก ๆ ใกล้บันไดเวียนที่นำไปสู่ชั้นลอยที่ตั้งของเตียงนอน จัดการเทเหล้าที่มีอยู่ครึ่งขวดลงในอ่างล้าง ไม่ลืมหยิบอีกสามขวดในตู้เย็นขนาดกะทัดรัดมาเททิ้งด้วย การทำเช่นนี้ใช่ว่าจะหยุดการดื่มเหล้าแทนน้ำของอารยะได้ เขาเทเหล้าทิ้งทุกวัน หากอารยะก็ขนซื้อมาได้ทุกวันเช่นกัน
เมื่อเดินกลับมาหาอารยะอีกครั้ง ตั้งตระการพบว่าน้องชายเดินมาทิ้งตัวลงนอนตะแคงบนโซฟาเรียบร้อยแล้ว ตาลึกโหลเคลือบสีแดงฉ่ำด้วยฤทธิ์น้ำเมาและน้ำตาจ้องอยู่ที่ผนังห้องซึ่งมีรูปถ่ายของอดีตคนรักติดแทนวอลเปเปอร์ลายงาม
รูปถ่ายของเพลินจากฝีมือการกดซัตเตอร์ของน้องชายเขากินพื้นที่ทั้งหมดของผนังห้องทั้งสองด้าน ตั้งตระการชินตากับรูปพวกนี้มาทั้งสัปดาห์แล้ว แต่ทุกครั้งที่มองมักมีคำถามเสมอ ว่ามีสักครั้งไหมที่เขาจะได้เห็นรูปที่เธอยิ้มกว้างให้กับคนที่มองเธอผ่านเลนส์กล้อง...หรือคนที่ยืนมองเธออยู่ตรงนี้เวลานี้
ทุกครั้งที่มองรูปถ่ายของเพลินพิศ เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่ ริมฝีปากบางเฉียบก็คล้ายหวงแหนรอยยิ้มเป็นที่สุด ถึงจะมีบางรูปที่อมยิ้มน้อย ๆ ก็เถอะ แต่มีเพียงไม่กี่รูปในจำนวนหลายพันรูปที่อารยะให้เขาดูมาตลอดหลายปีที่ได้ยินชื่อ ‘ลูกตาว’ จากปากน้องชาย เมื่อวันที่ไปตกหลุมรักพี่สาวของเพื่อนเข้าอย่างจัง ซึ่งกว่าเขาจะรู้ว่าผู้หญิงที่เดินสวนออกมาจากลิฟต์ตัวเล็กของสำนักพิมพ์สีชมพู มีโอกาสสบตากันเพียงไม่กี่วินาทีแต่จดจำความงดงามบนใบหน้ารูปไข่และดวงตาคมจัดได้ตั้งแต่แรกเห็น เป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่อารยะเอ่ยถึงในคืนวันเดียวกันนั้น ก็เมื่อหลังจากนั้นอีกเกือบปี เมื่ออารยะพาเธอมาให้เขารู้จักในฐานะผู้หญิงที่เจ้าตัวอยากเป็นแฟนด้วย แต่อีกฝ่ายยังให้สถานะเป็นเพียงน้องชาย
ตระการทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยวตรงข้ามน้องชาย มองหน่วยตาแดงก่ำไร้ชีวิตชีวาแล้วถอนใจ ก่อนถูกบอกเลิก เขาไม่เคยเห็นน้ำตาของน้องชายเลย แต่ไหนแต่ไร อารยะเป็นคนเข้มแข็ง ไม่เคยร้องไห้ แม้ตอนถูกคุณตาอภิรมย์ฟาดก้นด้วยไม้เรียวนับครั้งไม่ถ้วนเพราะเหิมเกริมเข้ามาวิ่งเล่นในบ้านท่าน โดยที่เขาได้แต่มองน้องชายคนละแม่กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดที่ฟาดลงบนก้นอย่างไม่ออมแรง โดนถึงขนาดนั้นแล้ว อารยะยังไม่ร้องไห้และแอบย่องมาหาเขาทุกครั้งที่คุณตาไม่อยู่บ้าน ราวกับจะท้าทายอำนาจอย่างคนที่ชอบเอาชนะ
“หิวไหมอ้น” คำถามได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้า นัยน์ตาแดงก่ำยังจับจ้องที่รูปติดพนัง ตั้งตระการไม่พอใจคำตอบเท่าไรนัก คำพูดต่อมาจึงเข้มขึ้น “อย่าทำแบบนี้ได้ไหมอ้น รู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงเรามากแค่ไหน พี่อยากให้เรานึกถึงความรู้สึกของแม่บ้าง คุณอรรักอ้น แต่อ้นกลับไม่รักตัวเองเลย”
ร่างผอมสูงแต่สูงไม่เท่าคนอายุมากกว่าขยับตัวลุกขึ้นนั่ง รอบตาคล้ำเพราะความอิดโรยของร่างกายที่ถูกน้ำเมาดูดพลังงานไปเกือบหมดตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ความมึนเมาของมันช่วยให้คลายความคิดถึงและเจ็บปวดลงได้ในยามหลับใหลเพราะฤทธิ์ของมัน เขาต้องพึ่งความสามารถของเหล้าเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไป หรือไม่ก็ใช้มันนี่แหละ ฆ่าความเจ็บปวดไปพร้อม ๆ กับลมหายใจของตน โลกนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว
“ผมขอโทษ” เสียงแหบแห้งแทบไม่พ้นจากลำคอ สบสายตาใกล้สิ้นความอดทนของพี่ชายอย่างขลาด ๆ
“พี่ไม่อยากได้คำขอโทษ คุณอรกับพ่อก็ด้วย เราทุกคนต้องการอ้นคนเดิมคืนมาเท่านั้น สัญญากับพี่ได้ไหมว่าจะกลับมาเป็นอ้นที่ร่าเริงของทุกคน แล้วอ้นต้องการอะไรพี่ก็จะหามาให้ อยากไปเที่ยวรอบโลกไม่ใช่หรือ ไปวันพรุ่งนี้เลยไหม ทิ้งคนที่ไม่รักอ้นไว้ซะที่นี่” ตั้งตระการหยิบเอาความฝันของน้องชายขึ้นมาล่อ เพื่อขับไล่ความทุกข์ทรมานจากพิษรัก
“ผมไม่มีสิทธิ์ทิ้งลูกตาวหรอกครับ ในเมื่อเธอทิ้งผมไปแล้ว“ อารยะยังจำวันที่ฟ้าผ่าลงกลางหัวใจเขาได้แม่นยำ ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อนาทีที่แล้ว เพลินพิศโทร.มาบอกเลิกเขาในเช้าที่กำลังนอนอยู่บนบ้านต้นไม้ของรีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เหตุผลเดียวที่มีให้คือ ‘หมดรักแล้ว’
เขาอยากรู้ ความรักที่เพลินพิศมีให้เขา มันมีอยู่เท่าไร ทำไมถึงได้หมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับเขาที่รักเธอเพิ่มมากขึ้นทุกวัน หรือความรักของเธอไม่เคยมีอยู่จริงเพราะมันได้ไปอยู่กับคนอื่นมานานแล้ว คนคนนั้นที่เปลี่ยนฐานะจากเพื่อนรักกลายเป็นคนรัก คนที่เขารู้จักแต่ไม่สนิท คนที่เพลินพิศบอกเสมอว่าคือเพื่อนที่เธอรักมากที่สุด
“ลืมลูกตาว แล้วมาเริ่มต้นใหม่ด้วยการแบกเป้ไปเที่ยวรอบโลกสักปีหนึ่ง โอเคไหม” ตั้งตระยื่นข้อเสนอซ้ำเป็นหนที่สอง เขาคิดว่าคนรักการท่องเที่ยวแบบอารยะต้องถูกใจแน่ ๆ หากคำตอบที่ได้รับก็ยังคงไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น
“แต่...แต่ผมอยู่ไม่ได้...ถ้าไม่มีลูกตาว” น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบใบหน้าโรยแรง เขาไม่มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเพลินพิศ เขารักเธอมาก มากเกินกว่าที่จะหยุดรักได้ เธอเหมือนอากาศที่เขาต้องใช้หายใจ ขาดอากาศแล้ว เขาก็คงจะตาย
“อยู่ได้สิอ้น พี่รู้ว่าเราเข้มแข็ง อ้นจะผ่านมันไปได้ เหมือนพี่ไง พี่ก็ผ่านมันมาแล้ว อ้นก็เห็นไม่ใช่หรือ” เขาลุกเดินไปนั่งข้างน้องชายแล้วปลอบ
ใช่ว่าตั้งตระการไม่เคยผ่านเหตุการณ์แบบน้องชายต่างแม่ ชายหนุ่มผ่านเหตุการณ์ความเจ็บปวดมาแล้วถึงสองครั้ง เพียงแต่ว่าหน้าที่และภาระที่ต้องรับผิดชอบบังคับให้เขาต้องเข้มแข็ง แม้ข้างในจะแตกสลาย ผู้หญิงที่เป็นรักแรก รักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม วางแผนแต่งงานกันแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเธอก็เดินเข้ามาบอกลา ล้มเลิกงานแต่งงานแบบสายฟ้าฟาดในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส เขาทรมานเจียนคลั่ง เหมือนคนใกล้ตาย และเมื่อเวลาผ่านไปความเจ็บปวดก็เริ่มเลือนหาย พร้อมเปิดใจรับคนใหม่เข้ามา แต่โชคด้านความรักของเขาคงไม่มี เมื่อเธอคนนั้นจากเขาไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยการตายที่ยังหาตัวฆาตกรมาลงโทษไม่ได้ เขาถึงเข้าใจว่าพิษความรักสร้างความเจ็บปวดได้มากขนาดไหนและเข้าใจว่าเวลาจะช่วยให้ความเจ็บปวดนั้นจางหายไปเอง แล้วเริ่มต้นรักคนใหม่ที่เดินเข้ามาในชีวิตในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
“ผมไม่ได้เข้มแข็งเหมือนพี่” คนเป็นน้องค้าน แววตาดื้อดึง หัวจิตหัวใจที่แตกสลายของเขา ไม่มีวันประกอบขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเดิม
“พยายามสิอ้น” พี่ชายไม่รู้จะปลุกปลอบใจน้องชายอย่างไรแล้ว เขาปลอบน้องชายคนละแม่ตั้งแต่วันแรกที่ถูกทิ้ง พูดอย่างไรก็ไร้ผล อารยะยังคงจมอยู่กับความเจ็บปวดและใช้เหล้าเป็นหนทางดับความโศกเศร้าในใจ
“ผมไม่อยากพยายาม ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ผมอยากคุยกับลูกตาว โทรศัพท์ผมอยู่ไหน โทรศัพท์อยู่ไหน!”
อารยะโวยวายเสียงแหบแห้ง ลุกพรวดขึ้นแล้วเดินโซซัดโซเซตามหาโทรศัพท์ของตน เพื่อจะพบว่ามันแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ข้างพนังห้อง นึกขึ้นได้ว่าเขาปามันเต็มแรงใส่ผนังด้วยความโมโหที่เพลินพิศไม่ยอมรับโทรศัพท์เขาเลย แม้จะตามไปที่บ้านก็ไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่เงา เขายืนตากเม็ดฝนแรกของฤดูกาลฉ่ำน้ำ เธอก็ไม่คิดจะออกมาดูดำดูดี มีเพียงน้องสาวของเธอที่เป็นเพื่อนเขาออกมาหา ขอร้องให้เขาเลิกทรมานตัวเองและอย่าทำให้พวกตนอับอายเพื่อนบ้านเลย
ตั้งตระการมองภาพน้องชายที่กอบชิ้นส่วนโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วปามันลงพื้นซ้ำ พร้อมกระทืบซ้ำหมายให้แหลกละเอียดคาอุ้งเท้า คนเป็นพี่มองแล้วถอนใจหนักหน่วงต่อสภาพที่เห็น ก่อนลุกเดินเข้าไปหา ยื่นโทรศัพท์ของตนให้
“ใช้ของพี่ก่อน แต่ห้ามปาทิ้ง” กำชับไว้ก่อน
“ขอบคุณครับ”
