บทที่ 3 : ไม่อยากโทษเธอ
เมื่อแผ่นหลังบอบบางของร่างสูงโปร่งถูกแทนที่ด้วยประตูบานใหญ่ ใบหน้าเรียบขรึมก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ตั้งตระการเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟายาวหนาเนื้อสัมผัสนุ่มด้วยคุณภาพสมราคา ผ่านไปหลายนาทีถึงได้ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเนื้อดี หยิบเอาแหวนวงเล็กออกมา
ดวงตาสีราตรีจับจ้องเพชรรูปหัวใจที่เปล่งประกายสุกสดใสประดับอยู่บนเรือนแหวนเกลี้ยงเนื้อดี ก่อนนั้นเพชรเม็ดนี้เคยเป็นเพชรดิบ คุณตาเขารับซื้อมาจากผู้ดีเก่าที่กำลังประสบปัญหาทรัพย์สินมีน้อยกว่าหน้าตาที่ต้องรักษา เมื่อคุณตาเขาเสียชีวิตลง สมบัติทุกอย่างจึงตกเป็นของเขา ทายาทคนเดียวของคุณอภิรมย์อดีตเจ้าของโรงแรมระดับห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อประมาณห้าหกเดือนก่อน น้องชายคนละแม่ของเขาอ้อนขอเงินก้อนใหญ่ เพื่อไปซื้อแหวนมาขอสาวคนรักแต่งงาน แทนที่จะให้เงินจำนวนที่น้องชายต้องการ ซึ่งไม่ได้มากนักในฐานะอย่างเขา แต่เขาเลือกที่จะหยิบเพชรดิบเม็ดนี้ขึ้นมาเจียระไนตัดขอบเป็นรูปหัวใจประดับบนเรือนแหวนสำหรับว่าที่เจ้าสาวของอารยะแทนการซื้อแหวนสำเร็จรูป
อารยะเป็นน้องชายต่างแม่ที่คลอดหลังจากมารดาเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เพียงแค่ปีเดียว เนื่องจากบิดาของเขาใช้เหล้าบรรเทาความทุกข์เศร้าจากความคิดถึงภรรยาผู้จากไป ความเมามายทำให้เผลอข่มเหงน้ำใจพนักงานจนท้อง คุณตาและคุณยายของเขาโกรธมาก บวกกับคดีเก่าที่ทำให้ลูกสาวคนเดียวของท่านท้องก่อนแต่ง ทั้งที่เพิ่งเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะที่บิดาของเขาเป็นพนักงานใหม่ของโรงแรมเดอะ ลีลารมย์ ท่านจึงคิดขับไล่ลูกเขยออกจากบ้านไปให้พ้นหูพ้นตา
แต่คงเป็นเพราะสงสารเขาที่ขาดแม่ไปแล้ว จึงไม่อยากให้ขาดพ่อไปอีกคน บวกกับการที่บิดาเขาก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในกิจการโรงแรมเคียงคู่กับลูกสาวคนเดียวของท่านมาตลอด ท่านทั้งสองจึงต้องปลูกบ้านหลังเล็กให้บิดาและภรรยาใหม่อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกัน แต่ก็แค่อยู่ร่วมรั้ว ความสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนเขาก็ต้องกลับมาใช้นามสกุลของคุณตาแทนนามสกุลของบิดา สองปีหลังจากมารดาจากไป คุณยายก็เสียชีวิตตามลูกสาวของท่านไปด้วยอาการตรอมใจ ไม่มีวันไหนที่คุณยายลีลาจะไม่ร้องไห้เมื่อลูกสาวเพียงคนเดียวจากโลกนี้ไป คงมีแค่วันที่สิ้นลมหายใจกระมังที่รอยยิ้มประดับบนใบหน้าเหี่ยวย่นไร้เรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
และในขณะที่เขาศึกษาจบในระดับปริญญาตรีที่สหรัฐฯ คุณตาในวัยเจ็ดสิบก็เสียชีวิตลง เขาได้รับมรดกทุกอย่างในฐานะทายาทคนเดียว หลังงานศพคุณตา เขาขอร้องให้บิดาขึ้นมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ ส่วนอารยะขอคอนโดมิเนียมจากเขาแทนการมาอยู่บ้านหลังใหญ่ นอกจากอารยะแล้ว เขายังมีน้องชายอีกหนึ่งคนชื่ออิทธิฤทธิ์ รายนี้ภรรยาใหม่ของบิดาขอให้เขาส่งไปร่ำเรียนที่อังกฤษตั้งแต่เรียนจบชั้นประถมศึกษา ตอนนี้อิทธิฤทธิ์อายุสิบหกแล้ว
การดูแลครอบครัวใหม่ของบิดาเป็นหน้าที่ที่เขาเต็มใจ แต่ภาระหนักอึ้งกว่าการดูแลครอบครัวใหม่ของบิดาก็หล่นมาบนมือเขา แหวนเพชรที่เปล่งประกายเจิดจรัสด้วยฝีมือการเจียระไนของช่างมือฝีมือดีเรียกเสียงถอนหายใจอย่างจนปัญญาออกมาจนได้ เขาไม่มีปัญญาจะเปลี่ยนใจของธารน้ำแข็งอย่างเพลินพิศ นอกจากสงสารน้องชายที่โดนพิษรักชนิดรุนแรงเล่นงาน ผู้เป็นมารดาอย่างอินทุอรก็เป็นอีกคนที่เขาเห็นใจในความทุกข์ของเจ้าตัว หัวอกคนเป็นแม่จะมีความสุขได้อย่างไรเมื่อลูกชายเมาหัวราน้ำทุกวัน
เขาไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของตัวต้นเรื่องอย่างเพลินพิศ ในเมื่อมีไม่รู้กี่คู่รักที่เลิกรากันไปด้วยสาเหตุมากมาย สารพัดเหตุผลของการหมดรัก แต่ก็อดที่จะโทษเธอไม่ได้ที่บอกเลิกน้องชายเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่นึกถึงวันเวลาที่รักกันเลยหรืออย่างไร คิดมาถึงตรงนี้ ตั้งตระการก็รู้สึกหงุดหงิดจับใจ นึกโมโหตัวเองด้วยที่เผลอใจเต้นแรงทุกครั้งที่พบเจอเจ้าของใบหน้างดงามสวยจับใจและชวนหลงใหล
ตั้งตระการหลับตาลง ปล่อยหัวใจล่องลอยไปถึงหญิงสาวในห้วงความคิด ก่อนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนประตูห้องทำงานเปิดเข้ามา ชายหนุ่มยัดแหวนลงกระเป๋ากางเกงอีกครั้ง เสียงส้นแหลมของรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะ ทว่าคงเรียกร้องความสนใจได้ไม่มากเท่าเสียงสะอื้นไห้และน้ำตาที่ถูกซับเอาไว้ไม่ให้ไปทำลายสิ่งที่บรรจงแต่งแต้มสร้างสวยงามบนใบหน้า แม้จะย่างเข้าสู่วัยสี่สิบสามแล้วก็ตาม ความงดงามยังคงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับอินทุอรมาจนถึงวันนี้
“คุณโต” เรียกเสียงเครือเจือรอยสะอื้นไห้ เจ้าของชื่อรีบลุกขึ้นและโอบกอดตอบร่างของมารดาเลี้ยงที่ตรงเข้ามา มือลูบแผ่นหลังเพื่อปลอบประโลมความทุกข์ใจ ไม่ต้องถามว่าเรื่องอะไรที่ทำให้มีน้ำตาเพราะคงมีแค่เรื่องเดียวในเวลานี้
“นั่งก่อนครับคุณอร” ตั้งตระการประคองตัวมารดาเลี้ยงให้นั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน อินทุอรยังกอดเขาไว้แน่นด้วยเห็นว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายแล้ว “คุณอรไปหาอ้นมาหรือครับ” เอ่ยถามเพื่อให้อีกฝ่ายเริ่มต้นถึงปัญหา
“ค่ะ น้าไปหาตาอ้นมา น้าสงสารลูกเหลือเกินคุณโต ทำไมถึงได้ทำร้ายตัวเองเพราะผู้หญิงไม่รัก น้าไม่อยากให้ลูกของน้าอ่อนแอแบบนี้เลย คุณโตต้องช่วยน้านะคะ” เธอขอร้องเสียงสั่นไหวตามแรงสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนลูกเลี้ยง
ตั้งตระการอยากส่ายหน้าด้วยจนปัญญาจะช่วยเหลือ หากก็ทำแค่พยักหน้าให้อินทุอรสบายใจ อารยะเป็นน้องที่น่ารักของเขาก็จริง นั่นมันเป็นยามที่เจ้าตัวไม่ถูกพิษรักเล่นงาน ทว่าตอนนี้เล่า คำพูดของเขาสำคัญน้อยกว่าเหล้าในขวดที่กรอกใส่ปากไปเสียแล้ว อารยะแค่ฟังสิ่งที่เขาพูด บอก และเตือน แต่ไม่ทำตาม
มารดาเลี้ยงที่ยังสวยสะพรั่งของตั้งตระการค่อย ๆ ถอนใบหน้าแต้มแต่งจนสวยงามออกจากแผ่นอกของลูกเลี้ยงที่ไม่เคยได้เลี้ยงดูเลย ได้แต่มองดูอย่างชื่นชมในสิ่งที่ก่อร่างสร้างเป็นชายหนุ่มผู้นี้...หล่อเหลา แข็งแกร่ง และสมบูรณ์แบบ
“ก็มีแค่คุณโตเท่านั้นที่น้าจะพึ่งได้” อินทุอรเจอตั้งตระการครั้งแรกเมื่อตอนเธอท้องอารยะได้สามเดือนและเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเล็กเยื้องไปด้านหลังของบ้านหลังใหญ่ราวคฤหาสน์ ตอนตั้งตระการเป็นเด็กนักเรียน เขาเป็นเด็กน่ารัก ไม่รังเกียจเธอ แต่ไม่ได้สนิทสนมกันถึงเพียงนี้ แต่หลังจากสิ้นคุณอภิรมย์ไปแล้ว เธอได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แสนสวยงามจึงสนิทสนมกับตั้งตระการขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มดูแลเธอได้ดีกว่าพ่อของเขาหรือสามีเธอไม่รู้กี่เท่า
เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายในห้อง มีเพียงแสงไฟจากตึกสูงด้านนอกผ่านเข้ามาทางผนังกระจกใสสูงเกือบจรดเพดานห้องที่สูงกว่าห้องทั่วไป เนื่องจากตัวห้องถูกแบ่งเป็นสองชั้นคือชั้นล่างและชั้นลอย เห็นเงาร่างเจ้าของห้องกำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นสีเข้มตรงระเบียงห้อง ดวงตาเศร้าหมองเต็มไปด้วยคราบน้ำตาคงมองออกไปยังเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมายจับจ้อง และเช่นกันที่ข้างตัวจะมีขวดเหล้าเป็นเพื่อนปลอบโยนหัวใจดวงร้าวราน
ชายหนุ่มผมยาวถึงกลางหลังไม่ได้หันกลับมามองว่าใครคือคนที่ทำให้ห้องโทนสีส้มสดใสของเขาสว่างไสวด้วยแสงไฟขับไล่ความมืดออกไป เปิดเผยสภาพห้องที่รกรุงรังใกล้เคียงกับคำว่า ‘กองขยะ’ ข้าวของเครื่องใช้เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นไม้สีเข้ม กลิ่นเหล้าคละคลุ้งเต็มห้องที่เคยสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย
