บทที่ 9 ก็ต่อเมื่อ
ชงโคชะงักกลางคัน ความตกใจทำให้เธอลืมไปว่าตัวเองกำลังถูกสวมกอดด้วยท่อนแขนแกร่งใหญ่ ฟันเรียงสวยขบกันดังกรอด บาดแผลตรงริมฝีปากไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ประโยคนั้นต่างหากที่มีอิทธิพล
“ปล่อยฉัน!”
หญิงสาวสบถ พลางสะบัดตัวหวังหลุดจากพันธนาการ แต่ทว่าเรี่ยวแรงเขาเยอะกว่า
“ถ้าเธอสงบสติอารมณ์ลงสักหน่อย บางทีมันอาจจะดีขึ้น”
บันดาลโทสะก็ยิ่งเพิ่ม ยิ่งเขาพูดก็เหมือนยิ่งดันทุรัง ชงโคกัดฟันกรอด เหตุการณ์เมื่อคืนบวกกับพฤติกรรมของเขาตอนนี้ทำให้เธอขยะแขยง
“ปล่อยฉันเดียวนี้”
“ปล่อยแล้วจะคุยกันดีๆไหม”
“ไม่!”
จุดอ่อนของเธอคือความร้อนรนประหนึ่งไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อใดที่ตบะแตก สติขาดสะบั้นนั้น ถึงวิ่งชนจนตัวเจ็บเธอก็แทบไม่รู้สึก ยามนี้ก็เช่นกันต่อให้เขาเพิ่มแรงตรงท่อนแขนมากแค่ไหน รัดกอดจนตัวแหลกเธอก็ยังคงดิ้นรนจนถึงหยดสุดท้าย
“ถ้างั้นก็ไม่ปล่อย ขาดอากาศตายไม่รู้ด้วยนะ”
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำกันแบบนี้เนี่ย”
“ไม่เกี่ยวกับสิทธิ์ อยากทำก็ทำ”
“ฉันหายใจไม่ออก ปล่อย! ฉันไปทำอะไรให้คุณเนี่ย!”
“ถ้าหมายถึงเมื่อคืนละก็...เธอทำให้เสียว แต่ตอนนี้เหมือนจะทำให้โกรธ”
“ไอ้บ้าเอ้ย!”
ถ้อยคำถ่อยๆ กับการกระทำห่ามๆ ทวีคูณความโกรธให้ชงโคอีกเท่าตัว ถ้าไม่ติดว่าเธอนั้นเป็นคนเข้มแข็ง บ่อน้ำตาไม่ค่อยจะตื้นแบบคนอื่นเขา วินาทีนี้คงจะร้องไห้ไปแล้ว ความพยศเยี่ยงม้าถูกสยบลงภายในพริบตาเดียวจากการจู่โจมภายในพริบตา
“อื้มมม”
โดยการกระทำอุกอาจตะปบแก้มของเธอจนบุบยู่ พลางโน้มหน้าลงไปบดขยี้ริมฝีปาก ไม่นานผละออกหลังแน่ใจแล้วว่าเธอนิ่งสงบ
“ฉันอาจจะหักคอเธอตายได้แค่อารมณ์ชั่ววูบ เพราะงั้นหยุดดิ้นซะ”
ใช่ สาวเจ้านิ่ง นิ่งเพราะช็อค ก่อนจะเม้มริมฝีปากก็ตอนเขาปล่อยเป็นอิสระ ดวงตาคมกริบช้อนจ้องกันอยู่หลายอึดใจ ความโกรธที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการกัดฟันกรอดและสบถ สร้างความอึดอัดให้ซะจนเจ็บจุก เธอระบายสิ่งนั้นผ่านม่านน้ำตา ทว่าความแกร่งเกินสตรี เผยแค่ความแดงก่ำของดวงตาเท่านั้น
เพี้ยะ!
และเหวี่ยงมือตบหน้าเขาทันทีที่ตั้งสติ พร้อมดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความเกลียดชังสูงสุดจ้องเขม็ง กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ถึงกับต้องใช้เวลา
“ฉันจะยอมเป็นนางบำเรอของคุณ ก็ต่อเมื่อกลายเป็นศพแล้วเท่านั้น..”
เธอเอ่ยประโยคทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ซึ่งเป็นความเบาหวิวที่แผ่วซะจนแหบ บ่งบอกให้รู้ว่าข้างในนั้นแฝงความรู้สึกบางอย่าง ที่หากยังยืนเฉย ไม่ชิงเดินหนีมาเสียก่อนมันจะหลุดออกมาทันที
“หึ..”
แน่นอนเขาแค่นหัวเราะ ใช้หลังมือปาดเลือดที่ไหลซิบๆออกมาเช่นเดียวกัน จังหวะบดขยี้พลั้งขูดกันกับฟันของเธอ ทว่าสายตาใช้ลอบมองจนลับตาไป กระนั้นในโซนลับ เบื้องหลังจึงเหลือแต่ร่างสูง ที่ถูกปล่อยให้อยู่สภาวะนิ่งเฉย ราวกับคนไร้วิญญาณไม่ก็หุ่นขี้ผึ้งเสมือนจริงที่ถูกปั้นขึ้นมา ห้องสี่เหลี่ยมเหมือนจะหรูหราทว่าไม่เท่ากับห้องของเขา มาเฟียร้ายที่เพิ่งจะทำให้เธอเสียใจมาหมาดๆ ร่างบางเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า พอถึงโซฟาตัวโปรดที่มักใช้นอนเอนแทนการพักผ่อนก่อนจะเข้านอนจริงๆ ก็ทิ้งตัวลงทันที ความโกรธบวกกับความเหนื่อยทำให้เธอถอนหายใจพรืด ก่อนจะปล่อยน้ำตาลงมาเป็นทาง จังหวะนั้นไม่มีใครปลอบใจได้เท่ากับร่างกายตัวเองอีกแล้ว เพิ่งจะค้นพบว่าฝ่ามือยามยกขึ้นมาปิดหน้าแล้วปล่อยโฮจนสุดกลั้น รู้สึกดีที่สุด มันเป็นอย่างนี้นี่เอง จากเคยคิดว่าตนนั้นเก่ง ไม่เคยกลัวสิ่งใดและใช้ชีวิตดีมาด้วยตลอด เมื่อมาเจอเขาคนที่มีอิทธิพลยิ่งกว่า ถึงขนาดทำให้เห็นความพ่ายแพ้ ที่มันแพ้ซะจนราบคาบจริงๆ ถึงตอนนั้นก็ทราบเลยทันทีว่ายังมีอีกหลายอย่างหากอยากจะเอาชนะก็ต้องสู้ และอีกหลายอย่างที่พยายามแค่ไหนก็สู้ไม่ได้! ยกตัวอย่างอาทิ..เช่นเขา
“บ้าชะมัด ฮึก..”
เลียมทำให้เธอค้นพบบางอย่างในตัวเอง นั่นก็คือความหวาดกลัวที่คิดว่าตนนั้นไม่เคยมี แท้จริง..มันก็แค่หลับใหลอยู่ใต้ก้นบึ้งสุดลึก เธอเอนหลังพิงพนักโซฟาอยู่นานสองนาน ลักษณะเหม่อลอยไปถึงไหนต่อไหน กว่าจะหลุดพ้นออกจากภวังค์ได้ ก็ตอนเสียงเรียกเข้าดังขึ้น สาวเจ้ากดรับโดยไม่มองชื่อบนจอ
“ฮัลโหล..”
(ชงโค! แก...เป็นยังไงบ้าง)
ก่อนจะก้มหน้างุด ทำสีหน้าสลดปนเหนื่อยหน่าย
“ไม่เป็นไร”
เธอเลือกที่จะตอบตรงกันข้าม ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หลับตาเบาพยายามฝืนความรู้สึกที่มีอยู่
(เขาไม่ได้ทำอะไรแกใช่ไหม ฉันจะยืนรอแกแต่ลูกน้องเขาไล่ฉัน กลับมาอีกทีก็ไม่มีใครแล้ว)
นี่ขนาดผับของจินนี่ หล่อนยังทำอะไรไม่ได้ ก็คิดเอาถึงอิทธิเลื่องชื่อ ที่ผ่านมาเธอเคยเฉยๆกับมัน ทว่าตอนนี้..
“อืม.. ช่างเถอะ”
ร่างบางตัดบทไว้อาลัยให้กับความยิ่งใหญ่ของเขา เคยได้ยินอยู่บ้างเกี่ยวกับมาเฟียบางกลุ่มที่มีอำนาจครอบคลุมทั้งหมดในเขตพื้นที่ที่เธออาศัยอยู่คิดมาตลอดคนธรรมดารากหญ้าอย่างเธอคงไม่มีวันตัวเฉียดไปเจอ แต่นึกไม่ถึงเขาจะเป็นหนึ่งในนั้น
(ตอนนี้แกอยู่ห้องเหรอ ให้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนไหม)
“ไม่ต้อง ฉันอยากอยู่คนเดียว”
เธอปฏิเสธทันควัน โดยไม่ครุ่นคิด
(เหรอ? ถ้างั้นมีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ)
“พรุ่งนี้ขอหยุดงานหน่อย”
(อ้อเรื่องนั้น.. ได้สิ แกจะหยุดจนกว่าแกจะสบายใจก็ได้)
“ขอบใจ”
และตัดสายทิ้งโดยไม่บอกกล่าวอำลากันก่อน ทว่าวางสายได้ไม่นานโทรศัพท์ที่ถืออยู่ก็ร้องขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ดูชื่อบนจอเหมือนเดิม แต่เลือกที่จะปัดหน้าจอรับสายเลยทันที เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนของเธอที่เธอมาอีกรอบ แต่เหมือนสิ่งที่คิดจะผิด เมื่อปลายสายเป็นเสียงทุ้มของใครอีกคน
(ไง..)
แน่นอนเธอจำเสียงได้ สาวเจ้าเบิกตาค้างหลังได้ยินคำทักทายนั้น ก่อนจะเร่งตัดสายแล้วปิดเครื่องไปทันทีหลังจากมีสติ
ตุบ!
ความกลัวทำให้เธอขว้างโทรศัพท์ออกจากตัว พลางดึงเข่ามากอด ดึงตัวขึ้นมาโน้มหน้าลงจนตัวคู้ ไม่นานก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาแห่งความเสียใจปนเสียความรู้สึก
