2
“โอเคเรียบร้อย เดี๋ยวผมกลับไปต่อสายไฟรถต่อ ไม่งั้นค่ำนี้อดไปซื้อของให้ข้าวปั้น”
“ขอบคุณที่ช่วยนะคะ ถ้าจะเทสต์ลำโพงอีก รบกวนเบา ๆ หน่อยนะคะ”
“ครับผม” เขารับปากแล้วหัวเราะ
มะนาวมองแผ่นหลังที่เดินข้ามรั้วกลับไปไม่วางตา
เย็นย่ำ ท้องฟ้าระบายสีส้ม มะนาวเอากระบวยไปรดน้ำสวนเล็ก ๆ ข้างบ้าน
“นี่สิ ชีวิตที่อยากได้”
ไม่นานรถกระบะคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาจอดซ้อนหน้าบ้านของเธอ จนรถเธอออกไม่ได้ ทำให้เธอต้องชะโงกไปดู
“โทษทีครับ ลงของแป๊บเดียว เดี๋ยวผมย้ายรถให้” ภูผาตะโกนข้ามรั้ว มือชูคีมเหมือนชูธงขอเวลา
“แป๊บเดียวของพี่กี่นาทีคะ”
“เอ่อ... ผมสัญญาว่าไม่เกินยี่สิบนาที!”
“สิบห้าค่ะ” เธอพ่นลมหายใจ หันกลับมารดน้ำต้นไม้อย่างพยายามใจเย็น
สิบห้านาทีผ่านไป รถยังอยู่อย่างมั่นคง พอดีภูผาวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากในบ้าน
“ขอโทษครับ ผมย้ายเดี๋ยวนี้เลย”
“โอเคค่ะ คราวหน้าขออนุญาตก่อนนะคะ ฉันต้องออกไปซื้อของ” มะนาวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ชัดเจน
“รับทราบครับ” เขายกมือทำความเคารพ
ค่ำวันเดียวกัน แหวนแก้ววิดีโอคอลมาในจังหวะที่มะนาวกำลังปิ้งขนมปัง
“เล่าเรื่องศึกข้างรั้ววันนี้ให้ฟังหน่อยว่าถึงไหนแล้ว” มะนาวยักไหล่
“มีเปิดเพลงกับจอดรถ แต่ก็มีน้ำใจมาช่วยยกของ”
แหวนแก้วยิ้มกว้าง
“เพื่อนบ้านหล่อไหม”
“อะไรของเธอนี่”
“ถ้าหล่อนิยายดี จีบเลย แกยังโสดนี่นา”
“ไม่เอา แค่เพื่อนบ้าน” มะนาวทำเสียงแข็งใส่
“ฉันย้ายมาเพื่อความสงบ แค่นี้ก็มากพอแล้ว”
“มีแฟนดีก็สงบได้นะนาว” แหวนแก้วยังพูดไม่ทันจบ ไฟทั้งบ้านก็กะพริบ แล้วดับวูบลงพร้อมกันทั้งซอย
ความมืดสนิทโอบล้อม เงียบเชียบ ปนความวังเวงนิด ๆ เพราะเธอยังไม่ชินกับที่อยู่ใหม่ ก่อนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างรั้ว ๆ
“มะนาว! โอเคไหมครับ” เสียงของภูผาดังชัดเจนท่ามกลางความมืด
“โอเคค่ะ” เธอรับคำเพราะว่าโทรศัพท์ของเธอแบ็ตก็ดันมาหมดพอดี
บ้านทั้งซอยยังจมอยู่ในความมืด เงาไม้ใหญ่พาดลงบนถนนแคบ ๆ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนดังแทรกมาเป็นระยะ ๆ มะนาวกอดแขนตัวเองเบา ๆ แม้จะไม่กลัว แต่ก็รู้สึกแปลกที่ความเงียบสนิทปกคลุมไปทั่ว
ทันใดนั้น แสงไฟฉายวูบผ่านรั้วไม้เข้ามา
“มะนาว คุณอยู่ตรงไหนครับ” เสียงของภูผาตะโกนถาม
“อยู่ตรงนี้ค่ะ” เธอตอบรับ นึกตำหนิตัวเองที่ไม่มีไฟฉายสักกระบอก ไม่มีเทียนไขสักเล่ม คิดว่ามีแค่โทรศัพท์ก็คงพอ แต่พอฉุกเฉินกลับไร้ประโยชน์สินดี
“โอเคครับ”
“ไฟดับทั้งซอยเลยใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ น่าจะหม้อแปลงมีปัญหา” ภูผาส่องไฟฉายขึ้นเหนือรั้ว
“ปกติแบบนี้กว่าจะกลับมาก็เกือบชั่วโมง”
“แย่จัง” เธอบ่น
“ฉันยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย”
“หิวแล้วสิ” ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้น
“ก็นิดหน่อยค่ะ”
“ผมทำบะหมี่ให้เอาไหมครับ”
มะนาวหัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็มีบะหมี่เหมือนกัน แค่ไม่อยากทำในความมืดน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวผมยกเตามาไว้ใกล้รั้ว แล้วเรานั่งกินกันคนละฝั่งรั้วดีไหม คุณจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว”
“นั่งกินบะหมี่คนละฝั่งรั้วgsiv8t”
“ใช่ครับ โรแมนติกนะครับ” เสียงเขาขำในลำคอ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเกรงใจ”
“ถ้าหิวก็บอกได้นะครับ” มะนาวเงียบไป แต่ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆ เธอเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วพี่ซ่อมอะไรอยู่ตลอดเลยเหรอ เห็นทั้งเช้า ทั้งบ่าย ทั้งเย็น มีสายไฟเต็มมือ”
“ผมเรียนจบไฟฟ้ามาน่ะครับ ชอบซ่อมโน่นนี่ไปเรื่อย ของเสียอยู่ใกล้มือมันก็อดไม่ได้”
“แล้วลำโพงที่เปิดดัง ๆ นั่นก็ซ่อมเหรอคะ”
“ซ่อมจริง ๆ ครับ แต่ก็แอบเทสต์เพลงไปด้วย” เขาสารภาพเสียงเจื่อน
เงียบไปชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืน แล้วภูผาก็เอ่ยเสียงนุ่มลง
“จริง ๆ ผมดีใจนะที่มีเพื่อนบ้านใหม่มาอยู่ตรงนี้ ก่อนหน้านี้เงียบเหงาไปหน่อย”
มะนาวชะงัก ใจเธอเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด
“ฉันย้ายมาที่นี่เพื่อความสงบ ไม่ใช่เพื่อความวุ่นวายนะคะ”
“ครับ ผมเข้าใจ” เขารับคำง่าย ๆ
“งั้นผมจะพยายามเป็นเพื่อนบ้านที่เงียบ เท่าที่ทำได้” แสงไฟฉายสั่นเล็กน้อย เหมือนเขายกมือเกาศีรษะอยู่หลังรั้ว มะนาวแอบหัวเราะเบา ๆ แล้วถามกลับ
“แล้วถ้าพี่ทำเสียงดังอีกจะทำยังไงคะ”
“ก็จะยอมรับคำด่า แล้วหาของหวานมาง้อ”
“พูดเหมือนรู้จักฉันมานานเลยนะคะ”
“ก็เริ่มรู้จักแล้วไง” ประโยคนั้นทำให้หัวใจของมะนาวสะดุดกึก
ไม่นานเสียงรถกระบะของการไฟฟ้าก็แล่นเข้าซอยมา ไฟฟ้าสว่างวาบกลับคืนมาอย่างพร้อมเพรียง บ้านทั้งซอยสว่างจ้า
“เห็นไหมครับ ไฟมาแล้ว คืนนี้ได้กินข้าวแน่”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ยินดีครับ” เขาพยักหน้า
“คืนนี้ฝันดีนะครับ”
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ฝันดีค่ะพี่”
เธอหันหลังกลับเข้าบ้าน ใจยังเต้นแรงกับคำพูดง่าย ๆ ที่ลอดผ่านรั้วไม้เหมือนแสงไฟอุ่น ๆ ที่ยังคงส่องเข้ามาในหัวใจ
เช้าวันถัดมา อากาศสดใส ลมอ่อนพัดกลิ่นหญ้าตัดใหม่โชยมาปะทะจมูก มะนาวขับรถคันเล็กสีขาวกลับจากตลาด ตั้งใจจะนำรถเข้าจอดในบ้าน ทว่าภาพตรงหน้าทำให้เธอต้องเหยียบเบรกรถในทันที
รถกระบะคันสีดำของภูผาจอดเอียงกินพื้นที่จนล้ำเข้ามาเกือบครึ่งหน้าบ้านเธอ เหลือช่องแค่พอให้จักรยานลอดไปได้
มะนาวดับเครื่อง เดินลงจากรถ กอดถุงผักแนบอกแล้วมองไปทางรั้ว
“คุณภูผา!”
เสียงทุบเหล็กดังตึงตังจากในโรงรถฝั่งโน้น
“ครับ”
ประตูเล็กเปิดออก เผยให้เห็นภูผาในเสื้อกล้ามเปื้อนคราบน้ำมัน มือยังถือค้อนอยู่ เขามองหน้าเพื่อนบ้านสาวแล้วยิ้มกว้างทักทาย
“พี่จอดรถแบบนี้ ฉันเอารถเข้าบ้านไม่ได้ค่ะ” มะนาวชี้นิ้วไปที่กระบะคันสีดำ ภูผาหันไปมองก่อนยิ้มแหย
“โทษทีนะ รีบขนของเลยจอดแบบนั้น เดี๋ยวผมขยับให้”
“ตอนนี้เลยค่ะ”
“รับทราบครับ”
เมื่อทางโล่ง เธอรีบถอยรถเข้าบ้าน แต่ยังไม่วายหันไปพูด
“คราวหน้าถ้าจอดแบบนี้อีก ฉันจะเอากระถางต้นไม้เรียงไว้รอบ ๆ รถพี่เลย จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสาธารณะ” ภูผาหัวเราะลั่น เขารีบเดินตามมาที่รั้ว
