ตอนที่ 3 เมื่อความรักเปลี่ยนเป็นความเย็นชา
ยามบ่ายอันแสนสงบ สายลมอ่อนพัดพลิ้วพาเอากลิ่นบุปผาจากสวนท้ายเรือนลอยมาแตะปลายจมูก ฉินเซียนหรู นั่งเคียงข้างท่านแม่ใต้ร่มไม้ใหญ่ บ่าวรับใช้หลายคนคอยปรนนิบัติไม่ขาด รินชาร้อนถวายอย่างนอบน้อมด้วยเกรงเกียรติของนายหญิง
สตรีผู้เลอโฉมที่นั่งอยู่เบื้องหน้า หลิวเยว่เหมย มารดาผู้ให้กำเนิดเซียนหรู นางคือหนึ่งในอนุภรรยาของแม่ทัพฉิน ความงดงามของนางประหนึ่งดอกไม้แรกแย้มที่เบ่งบานยามรุ่งอรุณ ทว่าภายใต้เปลือกนอกอันอ่อนโยน ความจริงกลับโหดร้ายในหัวใจของยอดบุรุษเช่นแม่ทัพฉิน มิได้ปรารถนาเพียงสตรีข้างกายที่รูปโฉมงดงาม หากแต่สตรีเหล่านั้นจะต้องให้กำเนิดทายาทที่เปี่ยมพรสวรรค์ เพื่อแลกกับความโปรดปรานและที่ยืนในเรือนใหญ่
สายตาของหลิวเยว่เหมยมองลูกสาวเพียงคนเดียวด้วยความเข้มงวด ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดดัน“เซียนหรู ลูกแม่ เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนให้หนักหน่วง อย่าได้ทำให้ท่านพ่อของเจ้าต้องผิดหวัง อย่างน้อยพรสวรรค์ของเจ้าต้องไม่ด้อยไปกว่าพี่ ๆ ของเจ้าเป็นอันขาด”
คำพูดนั้นคือทั้งความห่วงหาและพันธนาการในเวลาเดียวกัน หลิวเยว่เหมยเคยให้กำเนิดทายาทแก่แม่ทัพมาหลายคน เด็ก ๆ ล้วนมีพรสวรรค์พอสมควร แต่ก็ยังไม่โดดเด่นพอจะทำให้นางได้ยืนเหนือผู้อื่นในจวนใหญ่ ดังนั้นความหวังทั้งหมดจึงถูกฝากไว้บนบ่าของเซียนหรู
“เจ้าค่ะ…ท่านแม่”เสียงตอบรับของเซียนหรูเรียบง่ายอ่อนน้อม ดวงตาใสดูไร้เดียงสา หากแต่ในส่วนลึกของหัวใจกลับเจือรสขมแห่งความเศร้าหมองเพราะนาง…มิใช่เด็กน้อยธรรมดาอีกต่อไป จิตวิญญาณของนางผ่านความตายและการหักหลังมาคราหนึ่งแล้ว นางรู้เท่าทันความคิดของผู้ใหญ่และเจตนาอันซ่อนเร้น
ในห้วงจิตสำนึก นางพึมพำกับตนเองอย่างเงียบงัน“ท่านแม่… หากวันหนึ่งข้าไร้ซึ่งพรสวรรค์เล่า ท่านยังจะรักและเอ็นดูข้าหรือไม่… หรือข้าก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ท่านใช้เพื่อผูกหัวใจของชายผู้หนึ่งเอาไว้เท่านั้น”
คำถามนั้นไร้เสียง แต่กลับก้องสะท้อนลึกลงไปในวิญญาณของเซียนหรู ยิ่งตอกย้ำให้ชัดเจนว่า ชีวิตครั้งใหม่นี้ นางจะต้องไม่ยอมให้ใครกำหนดคุณค่าของตนเองอีกต่อไป
ยิ่งมีผู้คนฝากความหวังในตัวนางมากเท่าใด ฉินเซียนหรู ก็ยิ่งอยากทดสอบหัวใจมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น นางเฝ้ารอคอยวันเวลานี้มานานและแล้ว วันที่ทุกคนในตระกูลรอคอยก็มาถึง
เมื่ออายุครบสิบปี คือช่วงเวลาที่ต้องเข้ารับการตรวจวัดพรสวรรค์ทางปราณ ห้องโถงบรรพชนถูกเปิดออกอย่างยิ่งใหญ่ ภายในเต็มแน่นไปด้วยบ่าวไพร่และสายโลหิตตระกูลฉิน ทั้งหมดต่างมองไปยังสตรีน้อยผู้เป็นดั่งอัญมณีแห่งเรือนใหญ่
เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่“ข้าคิดว่าพรสวรรค์ของคุณหนูเซียนหรู ต้องไม่ธรรมดาแน่”“จริงแท้ นางงดงามถึงเพียงนี้ ฟ้าคงมอบพรสวรรค์ล้ำเลิศให้นางเป็นแน่แท้”
บ่าวรับใช้พากันเอ่ยประจบอย่างออกนอกหน้า ยิ่งเซียนหรูเติบใหญ่ ความงดงามของนางก็ยิ่งเปล่งประกายเหนือกว่าธรรมดาสามัญ ทั้งบุคลิกและรูปโฉมราวเทพธิดา ยิ่งทำให้ผู้คนคาดหวังสูงล้นบนที่นั่งสูงสุด แม่ทัพฉินเทียนหง ประทับอยู่กลางห้อง ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวจากการผ่านศึกสงครามมากมาย เวลานี้กลับแฝงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาฉายประกายตื่นเต้นที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“เซียนหรู… จงแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงพรสวรรค์ของเจ้า”เสียงของเขากังวานหนักแน่น แต่แฝงด้วยความคาดหวังที่ล้นเอ่อ
“เจ้าค่ะ…ท่านพ่อ”เสียงใสของเซียนหรูดังขึ้นอย่างนอบน้อม ร่างเล็กก้าวออกไปข้างหน้าอย่างสงบเสงี่ยมห้องโถงพลันเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องที่นางเพียงผู้เดียว เซียนหรูก้าวขึ้นไปยังแท่นศิลาเก่าแก่ที่ใช้ทดสอบพรสวรรค์มาเนิ่นนาน ศิลานั้นเย็นเยียบและสงบนิ่ง ทว่าเมื่อถูกสัมผัสด้วยพลังวิญญาณแท้จริง ย่อมเผยประกายแห่งชะตากรรมออกมา
นางยกมือเล็กวางลงบนแท่นศิลาทันใดนั้น แสงสว่างเริ่มก่อตัวขึ้น ราวกับเปลวเพลิงเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ปรากฏบนผิวหินโบราณ ทุกลมหายใจในห้องโถงหยุดนิ่ง ไม่ว่าบ่าวไพร่หรือลูกหลานตระกูลฉิน ล้วนจ้องมองอย่างไม่กะพริบ ยิ่งแสงนั้นส่องสว่างมากเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นเครื่องชี้วัดถึงพรสวรรค์ที่สูงล้ำของบุตรหลานตระกูลฉินทุกสายตารอเพียงผลลัพธ์ของเด็กหญิงวัยสิบปีนามว่า ฉินเซียนหรู
ทันใดนั้น แสงสว่างพวยพุ่งขึ้นจากผิวหิน ประหนึ่งดวงดาวที่เปล่งประกายกลางรัตติกาล… เสียงอุทานเบา ๆ ดังขึ้นรอบห้องโถง ผู้คนหลายคนเผยรอยยิ้มยินดีออกมา ความคาดหวังลุกโชนขึ้นในแววตาทุกคู่แต่เพียงชั่วอึดใจแสงนั้นกลับค่อย ๆ ริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว ราวกับเปลวเทียนต้องสายลม จางหายไปจนแทบไม่เหลือเค้าแห่งพรสวรรค์
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้คนเมื่อครู่พลันแข็งค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังฉับพลัน บ่าวไพร่บางคนถึงกับเอ่ยปากออกมาอย่างเหลือเชื่อ“บัดซบ… พรสวรรค์เช่นนี้ ข้ายังสูงล้ำยิ่งกว่านางเสียอีก!”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังตามมาไม่ขาดสาย ความชื่นชมเมื่อครู่พลันกลายเป็นการดูหมิ่นอย่างไร้ปรานีบนบัลลังก์สูงสุด แม่ทัพฉินเทียนหง สีหน้าเข้มขรึมกลายเป็นมืดหม่นทันที เขากระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจ“หึ… ช่างน่าผิดหวังนัก”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวมองลูกสาวที่เคยเฝ้าทะนุถนอมแม้แต่น้อยเสียงเย็นชาของ หลิวเยว่เหมย มารดาผู้ให้กำเนิดก็ตามมาไม่ช้า เต็มไปด้วยโทสะและความผิดหวัง“นางลูกไม่รักดี… เจ้ากล้าเนรคุณข้าเช่นนี้หรือ!”
คำพูดนั้นเสียดแทงลึกลงกลางใจ มากกว่าดาบใด ๆ แต่ในยามที่ความรักความอบอุ่นของพ่อแม่กลับกลายเป็นความเย็นชาฉับพลัน ฉินเซียนหรู กลับไม่สะทกสะท้าน นางยืนอยู่ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันและสายตาดูแคลนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรก
เพียงในห้วงลึกของใจเท่านั้นที่สั่นสะเทือน…“ไม่นึกเลย… ความรักที่เคยห้อมล้อม จะเปลี่ยนแปรเป็นความเย็นชาได้ถึงเพียงนี้”
แต่ยิ่งเจ็บปวดเท่าใด ดวงตาของนางกลับยิ่งนิ่งสงบ รอยยิ้มบางคลี่ขึ้นอย่างเย็นชาเพราะนี่คือสิ่งที่นางเฝ้ารอคอย นี่คือความจริงแท้ของหัวใจมนุษย์ที่นางต้องการพิสูจน์ด้วยตาตนเอง
