ตอนที่ 2 หากวันหนึ่งข้ากลายเป็นคนไร้ความสามารถ
ความหยาบช้าและโหดร้ายของ ฉินชิงหร่าน ได้ถูกจารึกลงไปในดวงวิญญาณของ ฉินเซียนหรู ราวกับตราประทับอันไม่มีวันเลือน มันไม่เพียงสร้างความเจ็บปวด หากยังกลายเป็นรอยแผลที่ติดตรึงไปจนชั่วกาลทว่าท่ามกลางความทรงจำอันเลวร้ายนั้น นางกลับหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มที่มิได้เกิดจากความโกรธเกลียด หากแต่เป็นรอยยิ้มแห่งโอกาส
“หรือบางที… นี่อาจเป็นโอกาสของข้า”
นางพึมพำกับตนเอง ดวงตาฉายประกายสว่างในความมืดมิด ช่วงชีวิตก่อน นางคืออัญมณีแห่งตระกูลฉิน ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งเกินผู้ใด ทั้งยังเป็นความภูมิใจของท่านพ่อและสายโลหิตทั้งตระกูล จนทุกก้าวย่างของนางเต็มไปด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้ง ทว่าในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ นางกลับปรารถนาเพียงชีวิตอันเรียบง่ายดุจหญิงสามัญ มิใช่เส้นทางสูงส่งที่ต้องแลกด้วยความเดียวดายนางทอดถอนใจ พลางคิดถึงผู้เป็นพี่สาวต่างมารดา“ข้าควรเกลียดเจ้าหรือควรขอบคุณเจ้าดี… ชิงหร่าน”
ใช่แล้ว เพราะการหักหลังนั้นเอง นางจึงตื่นรู้ความจริงของโลกใบนี้ คนเรารู้หน้า แต่ไม่อาจรู้ใจ ต่อให้ตนมีบุญคุณเทียมฟ้า ก็มิใช่ว่าอีกฝ่ายจะตอบแทนด้วยความจริงใจ
นางย้อนนึกถึงรอยยิ้มของผู้คนในอดีต รอยยิ้มที่ดูงดงาม ทว่าเมื่อครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งกลับเข้าใจว่ามันไม่ใช่รอยยิ้มจากใจจริง หากเป็นรอยยิ้มที่เกิดจาก พรสวรรค์ ของนาง หากวันหนึ่งพรสวรรค์นั้นมลายหายเล่า? ผู้คนที่เคยโอบอุ้มยกย่อง…ยังจะเหลือสักกี่คนที่ยืนเคียงข้าง?
ความคิดนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ ดึงเอาเงามืดทั้งหลายให้เผยโฉมออกสู่แสงสว่าง โลกที่นางเคยเชื่อว่าบริสุทธิ์และจริงใจแท้จริงแล้วคือฉากละครที่แต่งแต้มขึ้นด้วยความโลภและความทะเยอทะยานของมนุษย์ทั้งสิ้น
ฉินเซียนหรูหลับตาลง รอยยิ้มสงบนิ่งแต่งแต้มบนใบหน้า ความมุ่งมั่นที่ต่างจากเดิมกำลังถือกำเนิดขึ้นในห้วงลึกแห่งวิญญาณ
แสงแดดยามสายส่องลอดหน้าต่างบานสูงเข้ามาภายในห้องโถงอาหารอันโอ่อ่า กลิ่นอาหารที่ถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถันลอยอบอวลไปทั่ว แต่สิ่งที่ดึงสายตาผู้คนมากกว่าคือร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งประทับอยู่ใจกลางโต๊ะอาหาร แม่ทัพฉินเทียนหง
เขาคือเสาหลักแห่งตระกูลฉิน ชายผู้ผ่านศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าแข็งกร้าวและแววตาแหลมคมสะท้อนอำนาจที่ทำให้ผู้คนยำเกรง แต่รอบกายเขากลับล้อมไปด้วยสตรีมากมาย ทั้งภรรยาและอนุภรรยานับไม่ถ้วนทุกนางต่างมีบุตรธิดาของตนเอง เกิดหัวปีท้ายปีจนห้องโถงแห่งนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้สืบสายเลือดแห่งตระกูลฉิน
เสียงของแม่ทัพดังก้องในบรรยากาศอันเงียบสงบ“เซียนหรู… อีกไม่นานเจ้าก็ต้องเข้ารับการทดสอบวัดระดับพรสวรรค์แล้ว จำไว้อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเป็นอันขาด”
คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยความหมายใหญ่หลวงสำหรับลูกหลานตระกูลฉิน แต่ทว่าท่าทีของเขาที่หันมามอง ฉินเซียนหรู กลับมิใช่ความเย็นชาเช่นผู้อื่น หากเป็นน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาอบอุ่น และรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและความคาดหวัง
ด้วยบุคลิกและรูปโฉมอันน่ารักน่าชังของนาง แม้พรสวรรค์ยังไม่ปรากฏชัด แต่เขากลับมอบความอบอุ่นล่วงหน้า ราวกับเชื่อมั่นว่าบุตรีน้อยผู้นี้จะต้องเจิดจรัสดั่งดาวเหนือ
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เสียงตอบรับของเซียนหรูแผ่วเบาและอ่อนน้อมในแววตานั้น นางเห็นภาพซ้อนทับกับชีวิตก่อนความทรงจำที่ท่านพ่อผู้นี้มักโอบอุ้ม ปกป้อง และตามใจนางเสมอ และเมื่อผลการตรวจวัดพรสวรรค์ของนางเผยออกมาเป็นพรสวรรค์หาตัวจับยาก ความรักที่ได้รับก็ทวีคูณจนเกินกว่าบุตรใดในตระกูลจะได้รับ
แต่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ นางกลับอดสงสัยมิได้…หากครั้งนี้ ข้าปิดบังพรสวรรค์ หากข้ากลายเป็นสตรีไร้ค่าในสายตาผู้คนท่านพ่อจะยังรักและเมตตาข้าอยู่หรือไม่…?
ความคิดนั้นดั่งเกลียวคลื่นกระทบหัวใจ ทำให้รอยยิ้มเล็กน้อยบนริมฝีปากของนางแฝงด้วยประกายบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ประกายแห่งการทดลองชะตาชีวิตครั้งใหม่
“พี่เชื่อว่าพรสวรรค์ของเจ้าจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่”
เสียงหวานใสของ ฉินชิงหร่าน ก้องกังวานในห้องโถง รอยยิ้มละไมและแววตาอ่อนโยน ทำให้ผู้คนที่อยู่รายรอบต่างมองภาพสองพี่น้องด้วยความเอ็นดู นางคือผู้ที่เพิ่งผ่านการตรวจสอบพรสวรรค์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นพรสวรรค์หายาก จนกลายเป็นดาวเด่นที่ผู้คนพากันยกย่องเอาใจ
ฉินเซียนหรู เงยหน้ามองพี่สาวตรงหน้า ริมฝีปากโค้งยิ้มเล็กน้อย เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอ่อนน้อม“ข้าคงเทียบท่านไม่ได้หรอก”
ชิงหร่านหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวเสริม น้ำเสียงอ่อนหวานแต่ซ่อนความยกตน“เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก”
ภาพที่แลดูช่างงดงามราวกับความรักใคร่ฉันพี่น้อง แต่แท้จริงแล้ว…เบื้องหลังรอยยิ้มของ เซียนหรู กลับซ่อนเร้นด้วยความคิดที่สงบนิ่งและเฉียบคม
“ชาติภพก่อน ข้าคือผู้ที่สูงส่งเหนือทุกผู้คน แต่ในชาตินี้ ข้าจะปล่อยให้เจ้าได้เป็นผู้ส่องประกายแทน”
ไม่ใช่เพราะนางโอบอ้อมอารี หากแต่เพราะนางต้องการเพียงชีวิตที่สงบสุข ไร้สายตาจับจ้องและความคาดหวังถาโถม อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่จะกระชากหน้ากากรอยยิ้มจอมปลอมที่รายล้อมนางมาตลอดให้เผยโฉมออกมาทีละน้อย รอยยิ้มบางที่ปรากฏบนใบหน้าของเซียนหรูในยามนั้น จึงไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กหญิงที่ไร้เดียงสา หากแต่เป็นหน้ากากที่ปกปิดดวงใจของสตรีผู้เคยผ่านความตายสตรีผู้ตัดสินใจจะกำหนดโชคชะตาของตนเองใหม่อีกครั้ง
แม้ในยามนี้นางมีอายุเพียง 9 ปี ร่างกายยังเล็กบอบบาง ทว่าภายในกลับสั่งสมความรู้และประสบการณ์ที่เคยผ่านการบ่มเพาะจนถึงจุดสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ละการโคจรลมปราณที่นางรำลึก ล้วนถูกนางถ่ายทอดลงสู่ร่างใหม่อย่างแม่นยำดุจหยดน้ำสู่มหาสมุทร
ความลับนี้…เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในตระกูลหยั่งรู้ได้ แม้แต่พี่สาวต่างมารดาผู้เคยหักหลังนาง
เพราะความรู้ทางปราณของเซียนหรูนั้นทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร การฟื้นคืนทักษะเก่าแก่จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงไม่กี่ปีหลังจากนี้ ความสามารถของนางจะกลับไปแตะระดับที่เคยสูงสุดอีกครั้งหากแต่คราวนี้ นางจะไม่ส่องแสงเจิดจ้าเพื่อให้ใครมาชื่นชม หากจะเก็บซ่อนมันไว้เป็นเกราะกำบังและเป็นหอกแหลมในยามที่จำเป็นต้องใช้
