5
ลี่หลินลอบพิจารณาบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อย ๆ ผุดขึ้นมา
ในเมืองหลวงมีอ๋องไม่กี่พระองค์ และผู้ที่มักใช้รถม้าสีเข้มเรียบขรึม มีองครักษ์ฝีมือดีติดตาม และขึ้นชื่อเรื่องไม่ชอบความวุ่นวายคือฉินมู่หยวน
ฉินอ๋อง อนุชาของฮ่องเต้ฉินหลงจวิน
แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงจากสนามรบ เจ้าของฉายา อ๋องไร้พ่าย
ลี่หลินนิ่งไปครู่หนึ่ง
ยอดเยี่ยม
หนีแม่เลี้ยงออกมาไม่ถึงครึ่งคืน ข้าก็กระโดดเข้ารถม้าของพระอนุชาฮ่องเต้เสียแล้ว
ฉินมู่หยวนมองสีหน้าของนาง
“รู้แล้วหรือว่าข้าเป็นใคร”
ลี่หลินยกมือประสานทันที
“หม่อมฉันไป๋ลี่หลิน ถวายพระพรฉินอ๋องเพคะ เมื่อครู่เสียมารยาท ขอท่านอ๋องโปรดอภัย”
“เมื่อครู่ยังข้ากับท่านอยู่เลย”
“ตอนนั้นหม่อมฉันยังไม่รู้”
“ตอนนี้รู้แล้วจึงกลัว”
ลี่หลินคิดเล็กน้อย “เกรงใจมากขึ้นเพคะ”
“ไม่กลัวหรือ”
นางสบตาเขา
“ถ้าท่านอ๋องคิดจะฆ่าหม่อมฉันจริง คงไม่เสียเวลาถามมาหลายประโยคแล้วเพคะ”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่ ก่อนฉินมู่หยวนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ปากกล้าดีนี่”
“หม่อมฉันถือว่าเป็นคำชม”
“ข้าไม่ได้ชม”
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะคิดเสียว่าไม่ได้ยิน”
คราวนี้ดวงตาของฉินมู่หยวนปรากฏแววประหลาดใจชัดขึ้น
สตรีตรงหน้าผอมบาง ใบหน้าซีดจนเห็นได้ชัดว่าป่วยหนักมาไม่นาน แต่กลับมีสติครบถ้วนแม้กำลังถูกตามล่า มิหนำซ้ำยังกล้าต่อปากต่อคำกับเขา
ไม่เหมือนข่าวที่เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับคุณหนูรองตระกูลไป๋เลยสักนิด
เสียงชุ่ยฮวาดังขึ้นด้านนอก
“พวกข้ากำลังตามหาคนจากจวน ขอค้นรถม้าคันนี้หน่อย”
ลี่หลินหันขวับไปทางประตู จากนั้นก็ได้ยินเสียงเย็นชาขององครักษ์
“บังอาจ!”
ด้านนอกเงียบลงทันที
“รู้หรือไม่ว่านี่คือรถม้าของผู้ใด”
ไม่มีเสียงตอบ ไม่นานเสียงชุ่ยฮวาก็เปลี่ยนเป็นลนลาน “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ ขออภัย พวกบ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป ลี่หลินผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไร”
“แค่ไม่โยนหม่อมฉันออกไปก็ถือว่าช่วยแล้วเพคะ”
ฉินมู่หยวนมองนาง “คนของจวนตระกูลไป๋ตามจับคุณหนูรองตระกูลไป๋ เพราะเหตุใดกัน”
ลี่หลินชะงัก
“เรื่องในครอบครัวเพคะ”
“เรื่องในครอบครัวถึงขั้นต้องแต่งเป็นบุรุษหนีออกมากลางค่ำกลางคืน”
“ครอบครัวบางบ้านรักกันไม่เหมือนครอบครัวทั่วไปเพคะ”
“แล้วเจ้ากำลังจะไปไหน” คำถามนั้นทำให้นางระวังตัวขึ้นทันที ฉินมู่หยวนสังเกตเห็น
“ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ”
“ไปพบคนผู้หนึ่งเพคะ”
“ผู้ใด”
“เมื่อครู่ท่านอ๋องรับสั่งเองว่า หากไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ หม่อมฉันขอใช้สิทธิ์นั้นกับคำถามนี้ด้วยเพคะ”
ฉินมู่หยวนเงียบ ลี่หลินยิ้มบาง
“หม่อมฉันจึงเลือกไม่ตอบเพคะ”
“เจ้าช่างกล้าใช้คำพูดยอกย้อนกับข้า”
“หม่อมฉันขออภัยเพคะ”
ฉินมู่หยวนมองนางนิ่ง ก่อนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“เฟิงอี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ออกรถ”
ลี่หลินเบิกตา “ท่านอ๋องจะไปไหนเพคะ”
“รถม้าของข้า ข้าต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ”
“ไม่ต้องเพคะ แต่หม่อมฉันต้องไปทางตะวันตก”
“แล้ว”
“หากท่านอ๋องไปทางตะวันออก หม่อมฉันคงลำบาก”
มุมปากฉินมู่หยวนยกขึ้นน้อย ๆ
“เมื่อครู่ยังขอเพียงหลบชั่วคราว ตอนนี้เริ่มเลือกเส้นทางให้รถม้าข้าแล้วหรือ”
“หม่อมฉันเพียงเจรจา”
“นี่เรียกว่าเจรจา” ฉินมู่หยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงคล้ายกำลังเย้าแหย่ ทำให้ลี่หลินอดบ่นเขาในใจไม่ได้
“เป็นความสามารถเลี้ยงชีพเพคะ” คำตอบประหลาดทำให้เขามองนางอีกครั้ง
ฉินมู่หยวนจึงถาม “ฝั่งตะวันตกที่ใด”
“ตลาดตะวันตกเพคะ”
เขาเคาะผนังรถม้าสองครั้ง
“เฟิงอี้ ผ่านตลาดตะวันตก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลี่หลินกะพริบตา ไม่คิดว่าเขาจะยอมง่ายถึงเพียงนี้
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
“ข้าจะจำหนี้ที่เจ้าพูดไว้”
“หม่อมฉันก็จะจำเพคะ”
รถม้าเคลื่อนตัวไปตามถนนอย่างนุ่มนวล ลี่หลินนั่งเงียบลง คราวนี้เพิ่งรู้ตัวว่าฝ่ามือเย็นเฉียบไปหมด
เมื่อความตื่นเต้นจากการหลบหนีลดลง ความอ่อนเพลียก็กลับมาเล่นงานอีกครั้ง
ฉินมู่หยวนมองใบหน้าซีดของนาง
“เจ้าป่วย”
“ใกล้หายแล้วเพคะ”
“โกหก”
“ยังไม่ตายก็ถือว่าใกล้หาย”
เขาขมวดคิ้ว “ใครสอนเจ้าให้พูดเช่นนี้”
“ชีวิตเพคะ” คำตอบสั้น ๆ ทำให้ฉินมู่หยวนไม่ถามต่อ
ไม่นานรถม้าก็หยุดลงบริเวณใกล้ตลาดตะวันตก
ลี่หลินรีบลุก แต่เพียงยืนขึ้นก็หน้ามืดจนต้องจับผนังรถ
ฉินมู่หยวนมองอย่างไม่แสดงอารมณ์
“สภาพเช่นนี้ยังกล้าหนีออกจากจวน”
“หากรอให้แข็งแรงกว่านี้ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้ออกมาแล้วเพคะ” นางประสานมือคารวะ
“คืนนี้ขอบพระทัยท่านอ๋อง หนี้บุญคุณครั้งนี้หม่อมฉันจะจำเอาไว้”
“ไป๋ลี่หลิน”
“เพคะ”
“อย่าตายก่อนใช้หนี้”
นางชะงัก ก่อนยิ้มออกมา
“หม่อมฉันหวงชีวิตมากเพคะ” นางตอบแล้วจึงลงจากรถม้าไป
ฉินมู่หยวนมองร่างบางในชุดบุรุษค่อย ๆ เดินหายเข้าไปในตรอก
เฟิงอี้ขยับเข้ามาใกล้
“ท่านอ๋อง จะให้ข้าน้อยส่งคนตามนางหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง” ฉินมู่หยวนตอบ ก่อนหยุดเล็กน้อย
“แต่ให้คนตรวจดูว่าคืนนี้คนของจวนไป๋กำลังทำอะไร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ม่านรถม้าถูกปล่อยลง ทว่าใบหน้าของสตรีปากกล้าผู้นั้นยังคงติดอยู่ในความคิดของฉินมู่หยวนอย่างประหลาด
อีกด้านหนึ่ง ลี่หลินเดินตามความทรงจำของเจ้าของร่างจนมาถึงร้านค้าเล็ก ๆ หลังหนึ่งตรงปลายถนน
ป้ายไม้เหนือประตูเก่าจนสีซีด ร้านปิดแล้ว แต่ด้านหลังยังมีแสงโคมลอดออกมา
นางเคาะประตูสามครั้ง เงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงมีเสียงชายสูงวัยดังจากด้านใน
“ผู้ใด”
“ข้ามาหาผู้ดูแลเต๋อ”
เสียงด้านในเงียบไป
