บทที่ 9 คนที่อยากหนี และคนที่กำลังกลับมา
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”
“ท่านแม่!” เฟิ่งเปาเปาสะดุ้งสุดตัวและรีบหันกลับไป แลเห็นกู้เตี้ยนเถียนกำลังยืนพิงกรอบประตูอยู่ ในมือถือถ้วยชา ดวงตาเต็มไปด้วยความขบขัน เฟิ่งเปาเปาเห็นเช่นนั้นจึงรีบใช้แขนปิดกระดาษทันที
“แม่ขอถามอะไรหน่อย” กู้เตี้ยนเถียนเดินเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“เจ้าคิดจริงๆ หรือ ว่าการเขียนคำว่า ‘ห้ามเข้าใกล้โกวเฉิงหยาง’ ตัวโตขนาดนี้ จะช่วยอะไรได้” นางพยายามกลั้นหัวเราะ แต่คำถามนั้นทำให้เฟิ่งเปาเปาหน้าแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่างน้อยก็ช่วยเตือนตัวเอง” นางเถียงเสียงเบา
“อ้อ แล้วเหตุใดต้องวงสามรอบ” กู้เตี้ยนเถียนหรี่ตาลง มองบุตรสาวอย่างจับผิด
“เพราะสำคัญ”
“สำคัญกว่าช่วยท่านพ่ออีกหรือ” นางแสร้งทำเสียงล้อเลียน
“ท่านแม่!” เฟิ่งเปาเปาทำตาโต เงยหน้าขึ้นมองคนเป็นแม่อย่างรวดเร็ว
กู้เตี้ยนเถียนหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด เสียงหัวเราะสดใสจนเฟิ่งเปาเปายิ่งหน้าแดงกว่าเดิม
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร” กู้เตี้ยนเถียนยกมือขึ้นยอมแพ้ แต่รอยยิ้มยังคงอยู่
“เพียงแต่รู้สึกว่า คนที่พยายามหนีอะไรบางอย่างมากเกินไป บางครั้งกลับวิ่งเข้าใส่มันโดยไม่รู้ตัว” นางมองกระดาษตรงหน้า กล่าวอย่างครุ่นคิด
“แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะคราวนี้ข้ารู้อนาคตแล้ว” เฟิ่งเปาเปายกมือขึ้นกอดอกตอบอย่างหนักแน่น
“ข้าจะไม่เป็นไท่จื่อเฟย จะไม่แต่งเข้าวัง จะไม่ยุ่งกับโกวเฉิงหยาง”
“อืม” กู้เตี้ยนเถียนพยักหน้ารับเบาๆ
“เหตุใดท่านแม่ถึงตอบแต่อืมล่ะเจ้าคะ” เฟิ่งเปาเปาหรี่ตาลง ถามคนเป็นแม่อย่างงอนๆ
คราวนี้กู้เตี้ยนเถียนหัวเราะอีกครั้ง นางมองลูกสาวที่กำลังพองแก้มอย่างไม่พอใจ ก่อนเอื้อมมือไปหยิกแก้มเบาๆ
“เช่นนั้นแม่จะรอดู อีกสามเดือน หรือไม่ก็สามวัน”
“สามวันอะไรกัน ไม่มีทาง” เฟิ่งเปาเปารีบปัดมือมารดาออก
กู้เตี้ยนเถียนยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบ เพราะบางครั้งประสบการณ์ของคนที่เคยเปลี่ยนโชคชะตามาแล้ว ก็บอกนางได้อย่างหนึ่ง นั่นคือ โชคชะตาไม่เคยเปลี่ยนเพราะการวิ่งหนี
กู้เตี้ยนเถียนมองลูกสาวที่กำลังนั่งปกป้องกระดาษแผ่นนั้นราวกับสมบัติล้ำค่า พลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ส่วนเฟิ่งเปาเปาเองก็ยังไม่รู้เลยว่า แผนการข้อสุดท้ายของนาง กำลังจะถูกทดสอบเร็วกว่าที่คิดมากนัก
ในเวลาเดียวกัน บนถนนหลวงสายหลักที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ขบวนม้ากลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวอย่างไม่รีบร้อน บุรุษหนุ่มในชุดสีครามเข้มนั่งอยู่บนหลังม้าตัวดำสนิท
แสงแดดยามสายตกกระทบบนใบหน้าคมคายจนดูโดดเด่นกว่าผู้คนรอบข้าง แม้จะไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายหรูหรา แต่ท่วงท่านั่งหลังตรง สายตาสงบนิ่ง และกลิ่นอายบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา กลับทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ามองตรงๆ นานนัก
โกวเฉิงหยางเงยหน้ามองกำแพงเมืองหลวงที่เริ่มปรากฏอยู่ลิบๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
เกือบสิบปี นับจากวันที่ออกจากเมืองหลวงไปศึกษาที่สำนักชิงเหอ วันนี้เขากลับมาแล้ว
ซ่งข่ายควบม้าเข้ามาใกล้ พร้อมยื่นส่งม้วนกระดาษฉบับหนึ่งให้
“รายงานล่าสุดจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
โกวเฉิงหยางรับมา คลี่ออกดูอย่างเงียบๆ ภายในมีรายงานหลายเรื่อง ทั้งเรื่องราชสำนัก เรื่องขุนนาง เรื่องชายแดน รวมถึงเรื่องตระกูลใหญ่ต่างๆ สายตาของเขาไล่อ่านอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหยุดอยู่ที่บรรทัดหนึ่ง
ซ่งข่ายแอบเหลือบมอง ก่อนจะลอบยิ้มอยู่ในใจ เพราะแทบไม่ต้องเดาเลยว่าไท่จื่อกำลังอ่านส่วนใด
โกวเฉิงหยางมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษกลับดังเดิม สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่ซ่งข่ายที่ติดตามมาหลายปี กลับสังเกตเห็นมุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยจนคนทั่วไปไม่มีวันสังเกตเห็น
“คุณหนูเฟิ่งกลับถึงเมืองหลวงแล้วสินะพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งข่ายเอ่ยขึ้น
“เหตุใดเจ้าถึงได้พูดมากขึ้นทุกวัน” โกวเฉิงหยางเหลือบมองเขา
“กระหม่อมเพียงกำลังสนทนากับพระองค์”
“ไม่จำเป็น”
“กระหม่อมจำได้ว่าตอนอยู่เขาหลิงชวน มีคนบางคนทำเป็นไม่รู้จักพระองค์” ซ่งข่ายยิ้มแห้ง แต่ก็ยังไม่หยุด
โกวเฉิงหยางหัวเราะในลำคอ เมื่อนึกถึงสีหน้าตื่นตกใจของเฟิ่งเปาเปา ตอนพยายามบอกว่าตนชื่อ ‘หลิวเอ๋อร์’ แล้วก็เผลอบอกว่าตนแซ่หลี่ จนตอบไม่ตรงกันเสียเอง
เด็กหญิงผู้นั้น โตขึ้นแล้วก็ยังเก็บอาการไม่เก่งเหมือนเดิม
“นางเป็นคนที่น่าสนใจดี” เขาพึมพำเบาๆ
ซ่งข่ายแทบหลุดหัวเราะ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นไท่จื่อสนใจสตรีคนใด แม้จะมีบุตรสาวขุนนางระดับสูงมากมายพยายามเข้าหา แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้รับความสนใจแม้แต่น้อย มีเพียงเฟิ่งเปาเปาเท่านั้นที่ทำให้ผู้เป็นนายพกปิ่นหยกติดตัวมาสิบปี และทุกครั้งที่ข่าวของสกุลเฟิ่งผ่านเข้าหู เขาก็มักฟังจนจบเสมอ
“พระองค์คิดว่าคุณหนูเฟิ่งจำได้จริงๆ หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
โกวเฉิงหยางนิ่งไป สายตาจะทอดออกไปยังถนนเบื้องหน้า
“นางจะจำได้หรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะตอนนี้ ข้าสนใจมากกว่าเหตุใดนางถึงพยายามหนีข้า” โกวเฉิงหยางกล่าว ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่ง
ลมยามสายพัดผ่าน ชายเสื้อสีครามปลิวไหว โกวเฉิงหยางไม่ใช่คนหลงตัวเอง แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่
ตอนอยู่ที่เขาหลิงชวน เฟิ่งเปาเปาไม่ได้ทำตัวเหมือนคนเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก นางตกใจ ระแวง และพยายามรักษาระยะห่าง ราวกับรู้จักเขาดีอยู่แล้ว ทั้งที่ตามปกติ นางควรไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาเป็นใคร
ซ่งข่ายมองสีหน้าครุ่นคิดของผู้เป็นนาย ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“อีกสามวันมีงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของพระองค์ ฝ่าบาททรงเชิญขุนนางหลายตระกูลเข้าวัง”
โกวเฉิงหยางพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจนัก การกลับมาของไท่จื่อหลังห่างหายจากเมืองหลวงหลายปี ย่อมดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายสนับสนุน ทั้งฝ่ายตรงข้าม รวมถึงคนที่กำลังจับตามองตำแหน่งรัชทายาท
“สกุลเฟิ่งก็ได้รับเชิญเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งข่ายกล่าวต่อ
คราวนี้โกวเฉิงหยางเงียบไป แต่เพียงครู่เดียว รอยยิ้มบางเบาก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง จนซ่งข่ายได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจ ดูเหมือนคุณหนูเฟิ่งจะยังไม่รู้ตัวเลยว่า ต่อให้นางหนีจากเขาหลิงชวนได้ ก็คงหนีออกจากเมืองหลวงไม่ได้ และยิ่งหนีจากคนตรงหน้า ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่
ขบวนม้าเคลื่อนตัวต่อไปท่ามกลางแสงแดดยามสาย กำแพงเมืองหลวงอยู่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับโชคชะตาของใครบางคน ที่กำลังเริ่มหมุนกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมอีกครั้งอย่างช้าๆ
ณ จวนสกุลเซียว
ภายในจวนเสนาบดีฝ่ายขวา เสียงพิณกู่เจิงดังแว่วออกมาจากศาลาริมสระบัว ท่วงทำนองสงบนุ่มนวล แต่กลับแฝงความหนักแน่นอยู่ในทุกจังหวะของเสียงเพลง
สตรีในชุดสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หลังโต๊ะพิณ ปลายนิ้วเรียวงามเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เส้นผมดำขลับถูกรวบอย่างประณีต ใบหน้างดงามอ่อนหวานราวภาพวาด หากแต่ดวงตากลับสงบนิ่งเกินกว่าสตรีวัยเดียวกันจะมี
เมื่อบทเพลงสุดท้ายจบลง เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ดี ไม่เสียแรงที่แม่เชิญอาจารย์มู่มาสอนเจ้าตั้งแต่เด็ก”
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งยิ้มอย่างพอใจ ‘เซียวรั่วซี’ ลุกขึ้นคำนับอย่างงดงาม ทุกการเคลื่อนไหวราวกับผ่านการฝึกฝนมานับพันครั้ง
“ท่านแม่ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
เซียวฮูหยินมองบุตรสาวด้วยความภาคภูมิใจ ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา นางทุ่มเททุกอย่างให้เด็กคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิณ หมากล้อม เขียนพู่กัน วาดภาพ กฎระเบียบในวัง มารยาทราชสำนัก การบริหารเรือนหลัง รวมถึงวิธีเป็นฮองเฮาในอนาคต
ใช่… ตั้งแต่เซียวรั่วซีอายุเพียงห้าขวบ คนทั้งจวนก็ล้วนรู้กันดีว่า นางถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นไท่จื่อเฟย และวันหนึ่งจะต้องเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเฝิง
“อีกสามวัน ไท่จื่อจะเสด็จกลับเมืองหลวง” เซียวฮูหยินเอ่ยขึ้น
เซียวรั่วซีพยักหน้ารับเบาๆ นางทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของโกวเฉิงหยางถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในราชสำนัก หรือในวงสังคมของตระกูลใหญ่
ไท่จื่อผู้เฉลียวฉลาด ผู้เป็นความหวังของใต้หล้า และเป็นบุรุษที่สตรีครึ่งเมืองหลวงอยากแต่งงานด้วย แต่เซียวรั่วซีไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นนัก เพราะสำหรับนาง ตำแหน่งไท่จื่อเฟยไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นหน้าที่เป็นสิ่งที่นางเตรียมตัวมาทั้งชีวิต
เซียวรั่วซีไม่เคยถามตนเองว่าต้องการตำแหน่งนั้นหรือไม่ เพราะตั้งแต่จำความได้ ทุกคนรอบตัวล้วนบอกนางว่า นั่นคือสิ่งที่นางเกิดมาเพื่อเป็น
“งานเลี้ยงต้อนรับจะจัดขึ้นในวัง หลูฮองเฮาจะทรงเลือกบุตรสาวตระกูลใหญ่หลายคนเข้าร่วม” เซียวฮูหยินกล่าวต่อ
“เจ้าต้องทำให้ดีที่สุด”
“เจ้าค่ะท่านแม่” เซียวรั่วซีตอบอย่างสงบนิ่ง
เซียวฮูหยินยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะบุตรสาวคนนี้ไม่เคยทำให้นางผิดหวัง แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน สาวใช้คนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามา ก่อนคำนับอย่างนอบน้อม
“ฮูหยินใหญ่ คุณหนูเจ้าคะ มีข่าวใหม่จากจวนฉินเจ้าค่ะ”
เซียวฮูหยินรับถ้วยชาจากสาวใช้ ก่อนถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ข่าวอะไร”
“ได้ยินว่าบุตรสาวของเฟิ่งไท่ฝูเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ และทำให้เซียวฮูหยินชะงักไป
“บุตรสาวของเฟิ่งเหมาไท่ฝูน่ะหรือ”
“เจ้าค่ะ คุณหนูเฟิ่งเปาเปา”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น เซียวรั่วซีที่กำลังเก็บพิณอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มบทสนทนา ที่แววตาของนางเปลี่ยนไป เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้ หากมีสตรีคนใดที่นางถูกสอนให้ต้องระวังมาตั้งแต่เด็ก คนผู้นั้นก็คือบุตรสาวของเฟิ่งเหมาไท่ฝู
