บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ไปวัด

หยางซานกลับจวนตระกูลลู่มาอย่างราบรื่นปลอดภัย เขาหลบเลี่ยงสายตาผู้คนมาได้อย่างไม่เผยพิรุธ เมื่อกลับมาที่ห้องนอนแล้วชายหนุ่มทิ้งกายลงนอนบนเตียงพร้อมกับใคร่ครวญเรื่องของจินซินไม่หยุด

ชาติก่อนนั้นจินซินไม่ได้เป็นเช่นนี้ นางไม่สนใจใครทั้งสิ้น และแน่นอนว่านางไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำว่าบ่าวไพร่จะเป็นจะตายเช่นไร บ่าวคนไหนป่วยใกล้ตายนางก็ให้เอาไปโยนทิ้งที่ป่าร้างนอกจวน บ่าวคนไหนไม่เชื่อฟังนางก็ทุบตีจนตาย ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีอย่างไม่น่าให้อภัย ทว่าในชาตินี้นางกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดูแลเอาใจใส่บ่าวไพร่ อีกทั้งยังดีกับเขามาก

หยางซานแม้จะสงสัยมากเพียงใดแต่ยามนี้คงทำได้เพียงเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจก่อน เขาอยากจะรอดูให้แน่ใจอีกสักหน่อย จากนั้นค่อยหาทางสอบถามนางดูว่า นางใช่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับเขาหรือไม่

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาหนักๆ ทีหนึ่ง แม้เขาจะดีใจที่นางและเขาได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงบ่าวฐานะต่ำต้อย สิ่งที่จะสามารถทำได้คงเป็นเพียงการปกป้องนางให้ปลอดภัย คอยชี้นำให้นางเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

เขาหลงรักนางมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ว่านางจะมีนิสัยเลวร้ายมากเพียงไร ผู้คนจะเกลียดชังนางมากแค่ไหน แต่ว่าเขาก็ไม่เคยกล่าวโทษนางเลย

เรื่องราวในชาติก่อนหนักหนาสาหัสเกินไป ทุกคนกลายเป็นเพียงหมากบนกระดานของฉินหงเย่เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาคิดหนัก การจะจัดการฉินหงเย่คงไม่ง่ายนัก

แต่ช่างเถอะ วันคืนยังอีกยาวไกล เขาค่อยๆ คิดหาหนทางก็ยังไม่สาย

เขาในชาติก่อนหวาดกลัวขี้ขลาด ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำร้ายคน ไม่กล้าปรามนาง แต่นับจากนี้ไปเขาจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

ทางด้านจินซินนั้นเมื่อกลับมาถึงเรือนแล้ว อาซีและอาหลิงก็บอกว่าโหวฮูหยินสั่งให้คนนำมื้อเย็นมาให้นางที่เรือน เพราะเกรงว่านางจะหิวกลางดึก จินซินพยักหน้าแย้มยิ้มออกมา นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวทิ้งกายลงที่เก้าอี้และกินอาหารจนอิ่ม หลังจากกินอิ่มแล้วนางก็มานั่งมองท้องฟ้าอยู่ที่หน้าเรือน พลางครุ่นคิดเรื่องของหยางซาน

นางรู้สึกได้จริงๆ ว่าหยางซานดูแปลกไป แต่แปลกตรงที่ใดนางก็มองไม่ออก เหตุผลที่เขาบอกกับนางมันก็สมเหตุสมผลไม่ได้มีสิ่งใดน่าสงสัย หรือบางครานางอาจจะคิดมากเกินไปกระมัง

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาช้าๆ เพื่อไล่ความคิดที่น่าปวดหัวออกไป หลังจากนั่งรับลมจนพอใจแล้ว นางก็หันมาเอ่ยกับอาซีและอาหลิง

"วันพรุ่งข้าอยากจะไปไหว้พระที่วัด"

อาซีและอาหลิงคิดว่าตนเองหูฝาดไปชั่วขณะ แต่ไหนแต่ไรคุณหนูของพวกนางเคยเข้าวัดไหว้พระเสียที่ไหนกัน อีกทั้งยังบ่นว่าในวัดเหม็นกลิ่นควันกลิ่นธูป แต่อยู่ๆ วันนี้กลับบอกว่าอยากเข้าวัดเสียได้

จินซินมีหรือจะมองไม่เห็นสายตาสงสัยใคร่รู้ของสาวใช้ทั้งสองแต่นางคร้านจะสนใจ หญิงสาวรีบล้างหน้าล้างตาให้สะอาดและเข้านอนแต่หัววัน

ตกกลางดึกนางกลับฝัน

นางฝันเห็นเรื่องราวที่ผ่านมา ฝันเห็นเรื่องชั่วช้าที่ตนเองทำ ในฝันนั้นยังมีเสียงกรีดร้องขอความเมตตาจากคนที่นางเคยทำร้ายดังแว่วเข้ามาในหูไม่หยุด

จินซินสะดุ้งตื่นและผุดลุกขึ้นมานั่งบนเตียง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาเต็มหน้าผาก นางยกมือขึ้นเช็ดมันออกอย่างลวกๆ พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ความฝันนั้นตามหลอกหลานนางแทบจะทุกคืน

หญิงสาวส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ภาพอดีตเหล่านี้ออก ก่อนจะพยายามข่มตานอนให้หลับ แต่พยายามเท่าใดก็ไม่หลับเสียที นางจึงนอนมองเพดานไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งถึงเวลารุ่งสางจึงลุกขึ้นมาแต่เช้า หลังกินมื้อเช้าอิ่มแล้ว นางจึงบอกกับคนตระกูลลู่ว่าตนเองจะขอไปไหว้พระที่วัดเพื่อขอพร

โหวฮูหยินและลู่โหวถึงกับมองหน้ากันครู่หนึ่ง หากบอกว่านางจะไปหาเรื่องคนยังจะน่าเชื่อมากกว่า แต่นี่มาบอกว่าจะไปไหว้พระถึงแม้จะมีความสงสัยมากมายในจิตใจ ทว่าโหวฮูหยินก็ยังอนุญาตและบอกให้บ่าวไพร่ไปเตรียมรถม้าให้นาง จินซินย่อกายขอบคุณอย่างนอบน้อม แล้วเดินไปที่รถม้าทันที ครั้งนี้นางให้อาซี อาหลิงและหยางซานติดตามไปด้วย จังหวะที่นางยังไม่ทันจะเดินขึ้นรถม้า ลู่จื่อเซวียนก็มาขวางทางนางเอาไว้เสียก่อน อีกทั้งยังใช้สายตาแปลกประหลาดจับจ้องนางไม่หยุด

เมื่อคิดถึงเรื่องในวันนั้นที่นางเมาหัวทิ่มต่อหน้าเขา จินซินก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ช่างเถอะ ในเมื่อเรื่องมันผ่านไปแล้วจะแก้ไขสิ่งใดก็มิได้

"ลูกพี่ลู่ ท่านมองข้าทำไม มีสิ่งใดจะถามหรือ"

จินซินถามอย่างตรงไปตรงมา ลู่จื่อเซวียนมีท่าทีไม่ไว้วางใจในตัวหญิงสาวพลางกล่าวตรงๆ ว่า

"เจ้าคงไม่ใช่ จะไปเผาวัดหรอกนะ"

จินซิน "......"

จินซิินถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก นี่เขาเห็นนางเป็นพวกมารศาสนาหรือไรกัน เหลือเกินจริงเชียว!

"ลูกพี่ลู่ ข้าจะไปไหว้พระไหว้เจ้า ทำไม? ข้าจะเข้าวัดทำบุญไม่ได้หรือ กรุณาหลีกทางด้วยเจ้าค่ะ"

"ช้าก่อน"

"ทำไมอีกเจ้าคะ"

"ท่านแม่ให้นำถุงเงินนี่มามอบให้เจ้า เผื่อว่าเจ้าต้องการใช้เงิน อย่างไรเจ้าก็อยู่ในจวนตระกูลลู่พวกเราย่อมต้องดูแลเจ้า"

เขาโยนถุงเงินมาให้นาง จินซินยื่นมือมารับเอาไว้ พลางกล่าวว่า

"ไม่เป็นอันใด ข้ามี...."

"ข้ารู้ว่าเจ้ามีเงินมากมาย แต่อย่างไรเจ้าก็อยู่ในความดูแลของท่านพ่อท่านแม่ข้า รับไปเสีย แล้วก็อย่าคิดว่าข้าทำไปเพราะชอบเจ้าล่ะ"

"รู้แล้วน่า ฝากขอบคุณท่านลุงท่านป้าด้วย"

นางรับถุงเงินมาและกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าเพื่อออกเดินทาง ลู่จื่อเซวียนมองตามรถม้าของจินซินไปจนลับสายตา ชายหนุ่มรู้สึกว่าระยะนี้หญิงสาวดูแปลกไปมากจริงๆ นางไม่ทุบตีด่าทอบ่าวไพร่เหมือนแต่ก่อน สาวใช้ในจวนเขาก็เริ่มพูดถึงนางในทางที่ดีมากขึ้น และที่สำคัญนางไม่เอาแต่ตามติดเขาเหมือนเช่นแต่ก่อน

เดิมทีแม้เขาจะไม่ได้ชอบพอในตัวนาง แต่ถ้าหากนางทำตัวดีสักหน่อย ไม่ก่อปัญหาให้เขา เขาเองก็ไม่รังเกียจที่จะเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

ทางด้านจินซินที่นั่งอยู่ในรถม้าก็กำลังมองดูถุงเงินในมือก่อนจะยื่นมือไปเปิดผ้าม่านออกเพื่อมองดูทิวทัศน์ข้างทาง วันนี้หยางซานรับหน้าที่เป็นสารถีคอยขับรถม้าให้กับนาง

หยางซานในความทรงจำของนางนั้นเขามีความสามารถอยู่ไม่น้อย แม้บิดาของนางจะรับเขามาเลี้ยงดูในฐานะบ่าว แต่ให้ความเอ็นดูรักใคร่เมตตาให้เขาได้เรียนหนังสือ และยังจ้างอาจารย์มาสอนวรยุทธ์ให้กับเขา แต่เพราะหยางซานมีนิสัยเจียมเนื้อเจียมตัวเขาจึงไม่เคยโอ้อวดความสามารถของตนเองเลยสักครั้ง อีกทั้งยังบอกว่าเขาเป็นเพียงบ่าวจะทำตัวโดดเด่นไปทำไมกัน

หยางซานคอยดูแลนางไม่ห่าง แม้นางจะชอบทุบตีด่าทอเขาแต่เขาก็ไม่เคยไปจากนาง จนกระทั่งวันที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนม เขายังใจเด็ดตัดความเป็นชายของตนเองทิ้งและติดตามนางเข้าวังหลวงในฐานะขันที และกลายเป็นขันทีคนสนิทของนาง

คนรอบตัวล้วนทำเพื่อนางมากมายเหลือเกิน แต่นางกลับไม่เคยมองเห็นคุณค่า นางมองเห็นเพียงความต้องการของตนเองเท่านั้น

ยามนี้นางได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขแล้ว นางจะไม่ยอมให้หยางซานทำเช่นนั้นอีก คนกตัญญูเช่นเขาควรจะได้พบกับสตรีดีดีและแต่งงานครองคู่กันไปชั่วชีวิต ไม่ควรต้องเอาชีวิตมาจมปลักอยู่ข้างกายนาง

ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงวัดชิงเหลียนอานเสียที วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขา ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ผู้คนมักพากันมากราบไหว้ขอพรพระโพธิสัตว์ที่อารามบัวเขียวของวัดแห่งนี้ หญิงสาวได้ยินมานานแล้วว่าพระโพธิสัตว์ของวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ผู้ใดได้มากราบไหว้ขอพรก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยไร้ทุกข์ไร้โศก และประสบความสำเร็จดั่งใจปรารถนา

"ถึงแล้วขอรับคุณหนู"

หยางซานเลิกผ้าม่านขึ้นและบอกกับนางอย่างอ่อนโยน จินซินพยักหน้าก่อนจะก้าวลงมาจากรถม้า และเดินตรงเข้าไปในวัดชิงเหลียนอานอย่างช้าๆ

เมื่อนางก้าวเดินเข้ามาในวัด ก็พบว่าวันนี้ผู้คนค่อนข้างคับคั่งไม่น้อย เมื่อสอบถามก็ได้ความว่าวันนี้ผู้คนมากราบไหว้ไต้ซือชื่อดังเพื่อขอพร บรรยากาศจึงค่อนข้างคึกคักจินซินไม่ได้เอ่ยวาจาอะไร เพียงเดินมุ่งหน้าไปที่อารามบัวเขียวนางเพียงอยากมาไหว้พระ ทำบุญจากนั้นก็จะกลับจวนแล้ว

ทว่าเมื่อนางเข้ามาในอารามบัวเขียวก็พบเข้ากับสายตาของเหล่าผู้คนที่มองมา มีทั้งความสงสัยใคร่รู้ ไม่อยากจะเชื่อและดูแคลนอยู่ในที บางคนถึงขนาดซุบซิบกันว่า

ดูสิ ตัวอัปมงคลเข้าวัดมาได้อย่างไรกัน

ให้ตายเถอะ ลมอันใดหอบนางมาถึงนี่ วันนี้ไม่ไปหาเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นหรอกหรือ

ได้ยินว่านางป่าวประกาศไปทั่วว่าตนเองจะได้เป็นฮูหยินน้อยจวนโหว ช่างหน้าไม่อาย เหมือนว่าไม่นานมานี้นางจะตบตีสตรีน้อยที่แอบมองลู่ซื่อจื่อด้วย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel