บทที่ 3 ลงแดง
"ถอนหมั้นหรือ?"
ลู่โหวที่ได้ยินถึงกับหันไปสบตากับโหวฮูหยินภรรยาของตนด้วยความตกใจ เช้าวันนี้หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จินซินก็บอกว่ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับพวกเขาให้ชัดเจน เดิมทีพวกเขาคิดว่านางจะมาเร่งเร้างานแต่งงาน ทว่ากลับผิดคาด นางไม่ได้มาขอเร่งวันแต่งแต่มาขอถอนหมั้นต่างหาก
ลู่จื่อเซวียนแทบจะสำลักน้ำชาออกมา เขาเกือบยกมือขึ้นแคะหูตนเองเพราะคิดว่าขี้หูคงอุดตันหูจนเขาได้ยินผิดเพี้ยนไป แต่เมื่อได้ฟังที่จินซินเอ่ยย้ำอีกรอบเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าตนเองไม่ได้ฟังผิดไป นางมาขอถอนหมั้นจริงๆ อีกทั้งยังไม่ได้ทำไปเพราะความประชดประชันหรือโทสะเลยแม้แต่น้อย
จินซินตัดสินใจดีแล้ว นางนอนคิดทั้งคืนก็คิดตกเสียที การหมั้นหมายนี้เป็นเพียงการหมั้นหมายปากเปล่า และยังไม่ได้กำหนดวันเวลาไม่มีการมอบสินสอด มีแต่นางที่ลอยหน้าลอยตาเอาไปโพนทะนาให้คนที่นอกจวนฟังเอง เช่นนี้ย่อมยกเลิกได้ไม่เป็นปัญหา นางไม่สนใจขี้ปากคนอื่นอยู่แล้ว ในเมื่อคนเขาไม่รักและนางก็ไม่อยากจะลดทอนคุณค่าของตนเองไปไล่ตามบุรุษที่ไม่ได้ชมชอบในตัวนาง เช่นนั้นการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้นับว่าดีที่สุด
โหวฮูหยินยังคงไม่เชื่อหูตนเอง นางจำได้ว่าจินซินชอบลู่จื่อเซวียออกปานนั้น นางจะยอมถอยง่ายๆ เช่นนี้จริงหรือ
"ซินเอ๋อร์ เจ้าพูดจริงหรือ”
“เจ้าค่ะท่านป้า ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว การหมั้นหมายนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตกลงกันเองแต่มิได้มีสัญญาหมั้นหมาย ข้าและซื่อจื่อเองก็ไม่ได้รับรู้ด้วย อีกอย่างเขาก็ไม่ชอบข้า ข้าเองก็ไม่อยากแต่งงานกับบุรุษที่ไม่ได้รัก ข้าเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะท่านป้า หลายวันก่อนข้าฝันเห็นท่านพ่อท่านแม่ ทั้งสองท่านอยากให้ข้ามีความสุขใช้ชีวิตของตนเองให้ดี หลังจากข้าตื่นขึ้นมาก็ตระหนักได้ว่าควรจะต้องทำเพื่อตนเองให้มาก และไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร จึงตัดสินใจว่าจะไม่แต่งงานกับซื่อจื่อเจ้าค่ะ ท่านลุงท่านป้า โปรดสนับสนุนข้าเถอะนะเจ้าคะ"
ลู่โหวงุนงงไม่น้อยเลย หลานสาวผู้นี้ของเขาเมื่อหลายวันก่อนยังไปตบตีกับหญิงสาวคนอื่นๆ อยู่เลย แต่วันนี้กลับบอกว่าไม่อยากแต่งเสียแล้ว
“ซินเอ๋อร์ ช่วงนี้เจ้าได้เอาหัวไปกระแทกหน้าต่าง หรือว่าทิ่มลงพุ่มไม้พุ่มหญ้าบ้างหรือไม่”
จินซิน”……”
จินซินหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ให้ตายเถอะ นางทำเรื่องไม่ดีมามาก พอมาทำดีคนจึงไม่เชื่อ
ด้านโหวฮูหยินก็คิดเช่นเดียวกับสามี จึงพูดกับจินซินอย่างใจเย็น
"ซินเอ๋อร์ หากว่าเจ้าน้อยใจที่พี่เขาไม่รักเจ้า แล้วคิดจะถอนหมั้นป้าว่าเจ้าคิดใหม่เถอะ จื่อเซวียนน่ะไม่ค่อยแสดงออกแต่แท้จริงเขาก็เอ็นดูเจ้านะ อีกอย่างเจ้าก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน อีกทั้งยังมาจากตระกูลคหบดี ป้าไม่ได้ดูถูกชาติกำเนิดของเจ้า แต่เจ้าก็รู้ดีว่าสตรีที่เกิดจากตระกูลคหบดีนั้นการจะหาสามีดีดีสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย"
"เช่นนั้นก็ช่างมันสิเจ้าคะ ข้าไม่มีสามีก็ได้ ข้าวางแผนชีวิตไว้แล้ว ข้าจะทำการค้าขาย ข้ามีความรู้ไม่น้อยย่อมหาเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุรุษ หากว่าข้าตั้งตัวได้ ข้าจะย้ายออกเจ้าค่ะ ข้าเองก็เกรงใจพวกท่าน"
"เหลวไหล เจ้าจะอยู่ที่นี่นานเท่าใดก็ย่อมได้ พวกเราไม่เคยคิดจะไล่เจ้า ต่อให้เจ้าแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว เจ้าก็ยังเป็นลูกหลานของพวกเรา เข้าใจหรือไม่"
จินซินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับคำ ในใจรู้สึกอบอุ่นเป็นอันมาก อีกทั้งยังรู้สึกผิดที่ชาติก่อนนางอำมหิตทำร้ายพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น
"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นเรื่องหมั้นหมายก็ยกเลิกไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าตัดสินใจดีแล้ว"
เมื่อเห็นว่าไม่อาจทัดทานนางได้ ลู่โหวและโหวฮูหยินจึงยอมรับปากนางไปก่อน ส่วนเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไปนั้นรอให้ผ่านพิธีปักปิ่นไปก่อนค่อยว่ากันเถิด
อยู่สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง จินซินก็ขอตัวลากลับเรือนพัก นางเพิ่งจะเดินไปได้ครึ่งทาง อยู่ๆ ลู่จื่อเซวียนก็เดินมาขวางเบื้องหน้านางเอาไว้ อีกทั้งยังจ้องนางอย่างไม่คลาดสายตา เขาจับจ้องเสียจนนางเริ่มประหม่า
"ท่านมองข้าทำไม"
ลู่จื่อเซวียนยกยิ้มเย็นชา ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัย
"คราวนี้เจ้าวางแผนอันใดอีกเล่า หรือเพราะทำชั่วแล้วข้าไม่สน เจ้าจึงเปลี่ยนมาแกล้งทำดีเพื่อหลอกให้ทุกคนตายใจ จินซิน เจ้ามันเกินเยียวยาแล้วรู้ตัวหรือไม่"
จินซินยกมือขึ้นลูบจมูกตน นิสัยอันธพาลก่อนหน้านี้ของนางมันทำให้ลู่จื่อเซวียนไม่เชื่อว่านางจะกลับตัวเป็นคนดีได้ ช่างน่าเวทนาตนเองยิ่งนัก
"ซื่อจื่อ ข้าพูดจากใจจริง ข้าไม่อยากแต่งงานกับท่านแล้ว ต่อไปนี้ท่านไปหาคนที่ท่านชอบเถอะ ข้าเหนื่อย ไม่อยากวิ่งไล่ตามท่านแล้ว”
"เจ้าพูดจริงหรือเสแสร้งกันแน่”
"แล้วแต่่ท่านจะคิดเถอะ ข้าขอตัวก่อน"
จินซินคิดจะเดินจากไปแต่กลับชะงักฝีเท้า นางรู้สึกว่าตนเองมือไม้สั่น เหงื่อออกตามมือตามเท้าลำคอแห้งผาก อาการนี้ไม่เกิดขึ้นกับนางนานแล้ว ไม่คิดเลยว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง
นางยกมือขึ้นตีหน้าผากตนเองพลางอุทานว่ามารดามันเถอะ ทำเอาลู่จื่อเซวียนสะดุ้งคิดว่านางด่าแม่เขา แต่จินซินกลับไม่ได้สนใจลู่จื่อเซวียนเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้นางกำลังต่อสู้กับอาการทางร่างกายของตนเอง
บัดซบ! นางลงแดงอีกแล้ว!
ชาติก่อนนั้นเพราะถูกลู่จื่อเสวียนปฏิเสธ นางจึงประชดชีวิต เข้าโรงพนัน เข้าหอสุรา ติดสุราติดการพนัน จนหยางซานต้องแบกนางกลับจวน ไม่เพียงเท่านั้น ยามครองสติไม่อยู่นางยังไปท้าต่อยตีกับพวกอันธพาลที่เฝ้าหน้าโรงพนันอีกด้วย
จนวันที่เข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมนางก็ยังติดสุรา ยิ่งเจอฉิงหงเยี่ยนฮ่องเต้ทรราชนิสัยสุดโต่งยิ่งพากันเมามายไม่สร่าง
เดิมทีคิดว่ามาเกิดใหม่แล้ว อาการติดสุราเรื้อรังจะหายไปแล้ว แต่ที่ไหนได้นอกจากจะไม่หายยังกำเริบรุนแรงอีกด้วย
ไม่ได้การแล้วต้องหาตัวช่วย
หญิงสาวรีบล้วงหยิบถุงหอมสงบจิตที่ทำขึ้นเองเมื่อไม่กี่วันก่อนยกขึ้นสูดดมนางสูดจนสุดปอด ก่อนจะมีสีหน้าดีขึ้น
เยี่ยมจริงๆ ช่วยได้มาก
ลู่จื่อเซวียนหรี่ตามองจินซินราวกับมองคนบ้า พลางครุ่นคิดในใจ
ไอหยา นอกจากนิสัยจะชั่วร้ายแล้ว ยังทำตัวประหลาดหนักเข้าไปอีก
หรือว่าที่นางทำหน้าเคลิบเคลิ้มปานนั้นเพราะด้านในถุงหอมผสมบางสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้
ไวกว่าความคิด ชายหนุ่มรีบยื่นมือมาคว้าถุงหอมจากมือของนางมาลองสูดดมดู แต่เมื่อลองดมอยู่หลายครั้งและเปิดถุงหอมออกมาดูเขากลับพบว่ามันเป็นเพียงสมุนไพรธรรมดาทั่วๆ ไปเท่านั้น จินซินที่เห็นอย่างนั้นจึงยื่นมือไปดึงถุงหอมสงบจิตกลับคืนมาทันที
"แย่งของข้าไปทำไม หรือท่านอยากได้ ข้าจะทำให้อีกถุงหนึ่งดีไหม"
"ใครอยากได้ของๆ เจ้ากัน ผสมสิ่งใดลงไปบ้างก็ไม่รู้"
จินซินเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เบ้ปากมองบน ยามนี้อาการของนางยังไม่คงที่ ต้องเร่งกลับไปพักที่เรือนก่อน แต่อยู่ๆ สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบ่าวไพร่กำลังขนของบางอย่างเข้าจวนมา
ไหสุรา?
จินซิินตาลุกวาว ลู่จื่อเซวียนที่เห็นเช่นนั้นจึงถามด้วยความสงสัย
"เหตุใดเจ้าเห็นไหสุราแล้วจึงตาลุกวาวเช่นนั้น"
จินซินยิ้มตาหยี ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าท่านลุงลู่โหวของนางชอบดื่มสุรามาก สุราที่นำเข้ามาล้วนเป็นสุราชั้นดีทั้งสิ้น มีครั้งหนึ่งนางลงแดงไม่มีเงินซื้อ จึงมาขอสุรากับท่านลุงโหว พอเขาไม่ให้นางก็ถือขวานวิ่งไปที่ห้องเก็บสุราและใช้ขวานจามประตูจนพัง จากนั้นก็นั่งๆ นอนๆ ดื่มสุราอยู่ในนั้นไม่ยอมลุกไปไหน
แต่ชาตินี้จะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด
“ซื่อจื่อ ข้าขอซื้อต่อสักสองไหสิเจ้าคะ”
ลู่จื่อเซวียนหันขวับมามองจินซินทันที
“เจ้าจะขอซื้อทำไม ของในจวนนี้เจ้าล้วนใช้สอยได้ทุกอย่าง อ้อ หรือคิดจะหัดดื่มสุรา เป็นสตรีอย่าได้ทำเรื่องไม่ดี”
“โอ๊ย เรื่องไม่ดีข้าไม่ทำอยู่แล้ว ซื่อจื่อข้าทนไม่ไหวแล้ว ท่านก็หลับหูหลับตาทำเป็นไม่เห็นสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ”
เอ่ยจบนางก็พุ่งเข้าไปคว้าหยิบไหสุราขึ้นมายกดื่มรวดเดียวหมด ความอุ่นร้อนของฤทธิ์สุราทำเอานางรู้สึกเลือดลมพุ่งพล่าน ลู่จื่อเซวียนมองตาค้างปั้นหน้าไม่ถูก
"จินซิน สตรีบัดซบนี่เจ้าทำอะไร!”
"ท่านไม่เห็นหรือ ข้ากำลังดื่มสุรา อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ ขอดื่มอีกไหก่อน!"
พูดจบนางก็คว้าหยิบไหสุราอีกไหขึ้นมาดื่ม ก่อนจะหันมามองชายหนุ่ม ใบหน้านางแดงเรื่อ ในมือก็ถือไหสุรายืนไม่นิ่งเซไปเซมา
“ท่านช่วยข้าไม่ให้ลงแดง นับว่าเป็นผู้มีพระคุณ ต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าลูกพี่ลู่ ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะลูกพี่ลู่ ข้าตาลายมากเลยตอนนี้!”
ลู่จื่อเซวียน"........"
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน นางไปหัดดื่มสุราตอนไหนเหตุใดเขาจึงไม่รู้มาก่อนเลยเล่า
มารดามันเถอะ ดูแล้วเหมือนจะเป็นเจ้าแม่ผีสุราเลยนะนั่น!
