5
บรรยากาศในบ้านสกุลฉู่อึมครึมอย่างมากหลังจากเหตุการณ์ขโมยปิ่นเงิน หลานซื่อและฉู่อิงถูกย่าฉู่สั่งงดอาหารเย็นและต้องไปตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็มทุกใบ ส่วนเจียงซื่อป้าสะใภ้ใหญ่เห็นช่องทางประจบ จึงรีบเข้ามาบีบนวดเอาใจแม่สามีถึงในห้องนอน หวังจะให้ลืมเรื่องที่ฉู่เฟิงแกล้งทำขาเจ็บก่อนหน้านี้
ฉู่เจียวนั่งมองความวุ่นวายจากลานหน้าบ้านด้วยสายตาเรียบเฉย หญิงชราผู้นี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหมด หากไม่จัดการสั่งสอนให้จำ คนพวกนี้ก็จะหาเรื่องมารังแกครอบครัวของนางไม่หยุด เด็กหญิงลุกขึ้นเดินกลับเข้าเรือนท้ายบ้านเพื่อวางแผนต่อไป
"เสี่ยวไป๋" นางเรียกผู้ช่วยในใจ "ระบบมียาที่ทำให้เกิดอาการคันแบบหนักหน่วงแต่ไม่ถึงตายหรือไม่"
[มีครับโฮสต์ ผงคันคะเยอไร้สีไร้กลิ่น เพียงสัมผัสหรือกินเข้าไปจะทำให้เกิดผื่นแดงและคันอย่างหนัก ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน ฤทธิ์ยาจะอยู่ได้สามวัน ราคาห้าแต้มความดีครับ]
"ตกลง แลกเปลี่ยนเลย"
ละอองผงสีขาวปรากฏขึ้นในซองกระดาษเล็กจิ๋วบนฝ่ามือของฉู่เจียว นางซ่อนมันไว้อย่างดี รอคอยเวลาที่เหมาะสม
ตกเย็น อวี้เหนียงกำลังต้มน้ำร้อนสำหรับดื่มหลังมื้ออาหาร ครอบครัวชาวนาอย่างสกุลฉู่ไม่มีเงินซื้อใบชาชั้นเลิศ จึงทำได้เพียงต้มน้ำสุกผสมรากไม้หอมเพื่อดับกระหาย ฉู่เจียวเดินเข้าไปหามารดาและขอรับกระบวยตักน้ำมาถือไว้เอง
"ท่านแม่ไปพักเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะตักน้ำร้อนไปให้ท่านย่ากับท่านป้าเอง"
อวี้เหนียงยิ้มรับ ลูบผมลูกสาวด้วยความเอ็นดู นางไม่รู้เลยว่าลูกตัวน้อยกำลังจะทำเรื่องป่วนบ้านสกุลฉู่จนลุกเป็นไฟ
ฉู่เจียวตักน้ำร้อนใส่ชามกระเบื้องบิ่นสามใบ แอบโรยผงยาลงไปในน้ำทันที ผงยาละลายหายไปโดยไม่มีพิรุธใดให้เห็น เด็กหญิงยกถาดไม้เดินตรงไปยังลานหน้าบ้าน ย่าฉู่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเก้าอี้หวาย โดยมีเจียงซื่อและหลานซื่อคอยพัดวีเอาใจอยู่ด้านข้าง แม้หลานซื่อจะเพิ่งโดนด่าไปเมื่อกลางวัน แต่นางก็ต้องทนหน้าด้านมาปรนนิบัติแม่สามีเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออกจากบ้าน
"น้ำร้อนต้มเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" ฉู่เจียววางถาดลงบนแคร่ไม้ไผ่ "ข้าตักมาให้ท่านย่า ท่านป้าใหญ่ และท่านป้ารองเจ้าค่ะ"
ย่าฉู่ปรายตามองเด็กหญิงเพื่อจับผิด แต่เมื่อเห็นว่าน้ำใสสะอาดไร้สิ่งแปลกปลอม นางจึงยกชามขึ้นดื่มเพื่อดับกระหาย เจียงซื่อและหลานซื่อก็เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวันเช่นกัน ทั้งสองจึงรีบยกชามดื่มจนหมดเกลี้ยง
ฉู่เจียวรับชามเปล่ากลับมา ซ่อนรอยยิ้มเย็นชาไว้บนมุมปาก คืนนี้สกุลฉู่คงมีเรื่องสนุกให้ดูแน่
ยามซวี ท้องฟ้ามืดสนิท ชาวบ้านฮวาไห่ต่างดับตะเกียงเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้ทำนาในวันพรุ่งนี้ ทว่าในเรือนใหญ่ของสกุลฉู่กลับมีเสียงเคลื่อนไหวผิดปกติ
"โอ๊ย ทำไมมันคันเช่นนี้!" ย่าฉู่ตื่นขึ้นมากลางดึก นางใช้มือเกาตามแขนและขา เล็บที่ยาวและดำข่วนผิวจนเกิดรอยแดงเถือก แต่ความคันกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย มันลุกลามจากแขนไปที่หลัง คอ และใบหน้า ราวกับมีมดนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยอยู่ใต้ผิวหนัง
อีกด้านหนึ่งในห้องของบ้านใหญ่ เจียงซื่อก็กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียง นางเกาพุงและแผ่นหลังของตนเองจนเสื้อผ้ายับย่น "ท่านพี่ ข้าคันเหลือเกิน คันจนจะบ้าตายอยู่แล้ว ช่วยข้าเกาที!"
ฉู่เติ่งตกใจตื่น พยายามใช้มือลูบหลังให้ภรรยา แต่ยิ่งเกาเจียงซื่อก็ยิ่งร้องลั่นด้วยความทรมาน ผิวของนางเริ่มมีตุ่มแดงใสผุดขึ้นมาเป็นปื้น
ส่วนในห้องของบ้านรอง หลานซื่อร้องไห้ฟูมฟายขณะใช้เล็บจิกต้นแขนตนเองจนเลือดซิบ นางคันจนนอนไม่ติดเตียง ต้องลงไปกลิ้งกับพื้นห้องเพื่อบรรเทาอาการ
เสียงร้องโอดโอยดังระงมไปทั่วเรือนหน้า ฉู่จิ่งและอวี้เหนียงสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ทั้งสองรีบจุดตะเกียงและเปิดประตูออกไปดูเหตุการณ์ ฉู่เจียวแกล้งทำเป็นงัวเงียเดินตามหลังมารดาออกไป
ลานหน้าบ้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ย่าฉู่ เจียงซื่อ และหลานซื่อ นั่งกองอยู่บนพื้นดิน ทั้งสามคนต่างเกาตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย สภาพของแต่ละคนดูไม่ได้เลย ผิวแดงเถือกไปด้วยรอยข่วน ตุ่มใสผุดขึ้นเต็มใบหน้าและลำคอ
"ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ" อวี้เหนียงถามด้วยความตกใจ
"ข้าไม่รู้! มันคันไปหมด คันจนทนไม่ไหวแล้ว!" ย่าฉู่ตะโกนเสียงหลง ล้มตัวลงถูไถแผ่นหลังกับเสาไม้ของตัวเรือนราวกับคนขาดสติ
ฉู่เติ่งและฉู่เสิ่นผู้เป็นบุตรชายพยายามเข้ามาจับมือมารดาและภรรยาเพื่อไม่ให้เกาจนเนื้อหลุด แต่เรี่ยวแรงของคนตกอยู่ในความทรมานนั้นมหาศาล ทั้งสามคนสะบัดตัวหลุดและเกาตัวเองหนักกว่าเดิม
"นี่มันโรคระบาดหรือเปล่า" ฉู่เสิ่นหน้าซีดเผือด รีบถอยห่างจากหลานซื่อภรรยาตนเอง "อยู่ดีๆ ก็เป็นผื่นแดงขึ้นมาพร้อมกันตั้งสามคน ต้องเป็นโรคร้ายแน่"
เจียงซื่อร้องไห้โฮ "ไม่นะ ข้าไม่อยากตาย ใครก็ได้ไปตามหมอมาที ข้าคันจนจะขาดใจอยู่แล้ว"
ฉู่เจียวยืนดูผลงานของตนเองอยู่เงียบมุมหนึ่ง อาการคันนี้ไม่มีทางรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้านทั่วไป หมอในเมืองจินเทียนก็ไม่มีทางหาสาเหตุพบ ยาถอนพิษมีเพียงเสี่ยวไป๋เท่านั้นที่ผลิตได้
"ดึกดื่นปานนี้ จะไปตามหมอที่ใดได้เล่า" ฉู่จิ่งเอ่ยขึ้น "บ้านหมอจางก็อยู่คนละฝั่งหมู่บ้าน กว่าจะเดินไปถึงฟ้าก็คงสางพอดี"
"เช่นนั้นก็ต้องทนไปก่อน" ย่าฉู่กัดฟันกรอด นางพยายามข่มใจไม่ให้มือตัวเองขยับ แต่ก็ทำได้เพียงอึดใจเดียว ท้ายที่สุดก็ต้องยกมือขึ้นมาเกาแก้มตนเองจนเลือดไหลซิบ
คืนนั้นทั้งคืน สมาชิกเรือนหน้าไม่มีผู้ใดได้นอนหลับพักผ่อน เสียงร้องไห้ครวญครางและเสียงเกาผิวดังต่อเนื่องจนถึงเช้า ฉู่เจียวกลับเข้าห้องนอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข ปล่อยให้คนใจร้ายทั้งสามเผชิญกับบทลงโทษที่สาสมกับสิ่งที่เคยทำไว้กับบ้านสาม
เช้าวันถัดมา สภาพของย่าฉู่ เจียงซื่อ และหลานซื่อ แย่จนแทบดูไม่ออกว่าเป็นผู้เป็นคน ใบหน้าบวมเป่ง ผิวเต็มไปด้วยรอยแผลตกสะเก็ดและตุ่มน้ำใส ทั้งสามคนหมดแรงนอนแผ่หราอยู่บนเตียง ไม่สามารถลุกไปทำนาหรือทำอาหารได้
ข่าวโรคประหลาดของคนสกุลฉู่แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านฮวาไห่ ชาวบ้านต่างจับกลุ่มคุยกันด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าเดินเฉียดใกล้บ้านสกุลฉู่เพราะกลัวจะติดโรคไปด้วย บางคนถึงกับลือกันว่านี่คือการลงทัณฑ์จากสวรรค์ เพราะย่าฉู่ลำเอียงและใช้งานบ้านสามหนักหนาจนฟ้าดินทนไม่ไหว
หมอจางประจำหมู่บ้านถูกเชิญตัวมารักษา เขาจับชีพจรและตรวจดูรอยผื่นแดง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความจนใจ
"ข้าไม่เคยพบเจอโรคประหลาดเช่นนี้มาก่อน ชีพจรก็ปกติเต้นสม่ำเสมอ แต่ตุ่มผื่นเหล่านี้กลับไม่ตอบสนองต่อยาแก้คันของข้าเลย ข้าจัดยาต้มขับพิษร้อนให้ลองดื่มดูก่อนก็แล้วกัน หากอาการไม่ดีขึ้น พวกท่านคงต้องพาไปหาหมอที่เมืองจินเทียนแล้ว" หมอจางถอนหายใจและขอตัวกลับไป
ย่าฉู่ได้ยินดังนั้นก็แทบเป็นลม นางเสียเงินค่าหมอไปห้าสิบอีแปะ แต่กลับไม่ได้ผลอันใดเลย ยาต้มขมปร่าถูกกรอกเข้าปาก แต่ความคันก็ยังคงแผลงฤทธิ์อย่างดุเดือด
เจียงซื่อนอนร้องไห้อยู่ข้างเตียงแม่สามี "ท่านแม่ เราจะทำอย่างไรดี ข้าทนไม่ไหวแล้ว หากต้องคันเช่นนี้ต่อไป ข้ายอมตายเสียดีกว่า"
หลานซื่อก็มีสภาพไม่ต่างกัน นางนอนกอดฉู่อิงร้องไห้ฟูมฟาย "ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ทำตัวร้ายกาจอีกแล้ว สวรรค์ได้โปรดเมตตาข้าด้วยเถิด"
ฉู่เจียวเดินถือชามน้ำเปล่าเข้ามาในห้อง แววตาของเด็กน้อยซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้มิดชิด นางรอเวลาให้คนเหล่านี้ทรมานจนถึงขีดสุด เมื่อนั้นแหละ พวกเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับยารักษา และนั่นคือโอกาสที่นางจะรีดเอาเงินจากคนพวกนี้ให้หมดตัว เป็นการเอาคืนที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนตระหนี่อย่างย่าฉู่และป้าสะใภ้ทั้งสอง
