บทย่อ
ฉันเป็นเมียน้อยลับๆ ของ ริคาร์โด คอนติ มาสิบปี ตลอดสิบปีนั้น ฉันคือเงา คืออาวุธของเขา และเป็นคนที่เขาเรียกหาเมื่อไรก็ต้องไปหาเมื่อนั้น ฉันเคยคิดมาตลอดว่า สักวันหนึ่ง บางทีฉันอาจจะได้ยืนอยู่ข้างเขาอย่างแท้จริง แต่หลังจากที่เรานอนด้วยกัน เขากลับบอกฉันว่า เขากำลังจะหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น วินาทีนั้นเอง ฉันถึงได้เข้าใจว่าฉันก็เป็นแค่ “ทรัพย์สิน” ที่เขาจะเก็บไว้หรือหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้ หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งจูบฉันอีกครั้ง จูบที่เต็มไปด้วยแรงครอบครองและแรงกดดัน ร่างของฉันถูกเขากดเอาไว้ใต้ตัวอย่างแน่นหนา
บทที่ 1
ฉันเป็นเมียน้อยลับๆ ของ ริคาร์โด คอนติ มาสิบปี
ตลอดสิบปีนั้น ฉันคือเงา คืออาวุธของเขา และเป็นคนที่เขาเรียกหาเมื่อไรก็ต้องไปหาเมื่อนั้น
ฉันเคยคิดมาตลอดว่า สักวันหนึ่ง บางทีฉันอาจจะได้ยืนอยู่ข้างเขาอย่างแท้จริง
แต่หลังจากที่เรานอนด้วยกัน เขากลับบอกฉันว่า เขากำลังจะหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น
วินาทีนั้นเอง ฉันถึงได้เข้าใจว่าฉันก็เป็นแค่ “ทรัพย์สิน” ที่เขาจะเก็บไว้หรือหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งจูบฉันอีกครั้ง
จูบที่เต็มไปด้วยแรงครอบครองและแรงกดดัน ร่างของฉันถูกเขากดเอาไว้ใต้ตัวอย่างแน่นหนา
ฉันควบคุมตัวเองไม่อยู่ เล็บจิกลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างแรง ลมหายใจยุ่งเหยิงจนแทบไม่เป็นจังหวะ เหมือนถูกเขาค่อยๆ ต้อนจนถึงขอบหน้าผา
“เข้ามาใกล้อีกหน่อย”
เขาสั่งเสียงต่ำ
ฉันหอบหายใจ ถูกบังคับให้ถอยร่นไปทางหัวเตียง ทุกการเคลื่อนไหวของเขาหนักแน่น แม่นยำ และไม่ลังเลแม้แต่นิด
เขาจูบลึกมาก ลึกจนฉันแยกทิศทางไม่ออก ฝ่ามือของเขากำเอวฉันแน่น ดึงฉันเข้าไปในอ้อมแขน
ชั่วขณะนั้น ฉันเกือบจะคิดจริงๆ ว่า เขาเองก็กำลังจมดิ่งอยู่ในความสัมพันธ์อันพันธนาการตลอดสิบปีนี้เหมือนกัน
หลังทุกอย่างจบลง ฉันซบอยู่บนอกของเขา ปลายนิ้วลูบไล้แนวไหล่ของเขาอย่างเผลอตัว
แต่เสียงของเขากลับฉีกความเงียบภายในห้องออกอย่างกะทันหัน
“คืนนี้ มีเรื่องจะบอกเธอ”
ฉันเงยหน้าขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะในทันที
สิบปี
สิบปีที่ฉันช่วยเขาดูแลทรัพย์สินลับที่สุด วางแผนช่องโหว่ระบบรักษาความปลอดภัยที่อันตรายที่สุด และขึ้นเตียงกับเขา
แต่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้ปรากฏตัวในงานทางการของตระกูลคอนติแม้แต่ครั้งเดียว ฉันเป็นคนที่ต้องอยู่ในเงามืดเสมอ
และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยคุย “เรื่องจริงจัง” กับฉันในเวลาแบบนี้เลย
เพราะงั้นฉันถึงคิดว่า บางที ในที่สุดก็คงถึงตาของฉันแล้ว
“ริคาร์โด”
ฉันยันตัวลุกขึ้นนั่ง เสียงสั่นเล็กน้อย
“ในที่สุดคุณก็ยอมพูดเรื่องของเราสักทีเหรอ”
เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ สายตานิ่งราวกับกำลังมองรายงานการเงินฉบับหนึ่ง
“อย่าเข้าใจผิด”
เขาพูด
“ฉันจะมาบอกว่า ฉันกำลังจะหมั้น”
หัวใจฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ
“โซเฟีย รอสตอฟ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลรอสตอฟ เส้นสายฝั่งยุโรปตะวันออกของพวกเขากว้างมาก การแต่งงานครั้งนี้สำคัญกับตระกูลมาก”
ฉันจ้องเขาเขม็ง สมองขาวโพลน ไม่เข้าใจเลยสักนิด
“งานเลี้ยงพรุ่งนี้ เธอจะเข้าร่วมในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของฉัน มีหน้าที่ประเมินพวกมหาเศรษฐียุโรปตะวันออกที่จะมาร่วมงาน นี่คืองานของเธอ”
ทุกคำพูดเหมือนแท่งน้ำแข็งแหลมคมแทงทะลุผิวหนังของฉันอย่างแรง
“คุณจะหมั้นกับเธอ?”
“แล้วฉันคืออะไร?”
เขาเงยหน้ามองฉัน เหมือนกำลังมองลูกน้องที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
“เอลล่า เธอคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะว่า ตัวเองจะได้เป็นนายหญิงของตระกูลคอนติ”
ลมหายใจของฉันปั่นป่วนไปหมด ริมฝีปากขยับ แต่กลับพูดอะไรออกมาเป็นประโยคไม่ได้เลย
“คุณ…ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อไร”
“ครึ่งปีก่อน”
เขาลุกขึ้นยืน เดินตรงไปทางห้องน้ำโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองฉันอีก
“นี่คือพันธมิตร”
ครึ่งปีก่อน ตอนนั้นเขาอยู่ยุโรปเพื่อเจรจาธุรกิจ แต่ทุกครั้งที่กลับมา เขาก็จะมาหาฉัน มานอนบนเตียงของฉัน กระซิบคำพูดลับที่มีแค่เราสองคนรู้ข้างหูฉัน
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เขากลับตัดสินใจไปแล้วว่าจะหมั้นกับผู้หญิงอีกคน
ฉันเดินตามเขาไปถึงหน้าห้องน้ำ
ในกระจก รอยเล็บบนตัวเขายังสดใหม่
หนึ่งชั่วโมงก่อน ฉันยังคิดว่านั่นคือร่องรอยของ “ความรัก” ระหว่างเรา แต่ตอนนี้มันเหลือเพียงความอัปยศ
“คุณรักเธอไหม?”
ฉันถาม
“รัก?”
เขาเปิดฝักบัว น้ำเสียงเบาสบายเหมือนไม่ใส่ใจ
“อย่าไร้เดียงสานักเลย นี่คือความร่วมมือ”
ตอนที่เขาอาบน้ำเสร็จเดินออกมา หยดน้ำยังเกาะอยู่บนหัวไหล่ ร่างกายที่เคยทำให้ฉันใจอ่อนทุกครั้ง ตอนนี้กลับทำให้ฉันรู้สึกหนาวเยือก
“เธอยังสาว มีทรัพยากร เธอทำให้ฉันเข้าถึงเครือข่ายทั้งหมดของตระกูลรอสตอฟได้ ส่วนเธอ ก็แค่ทำในสิ่งที่เธอถนัดต่อไปก็พอ”
สิ่งที่ฉันถนัดเหรอ
คอยเก็บกวาดปัญหาให้เขา เอาชีวิตเข้าแลกแทนเขา แล้วก็นอนบนเตียงเพื่อเอาใจเขา
ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความหนาวค่อยๆ ไต่ขึ้นมาตามขา จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่าจนน่ากลัว และสกปรกจนน่ากลัว
ตอนที่ฉันเดินกลับเข้าห้องนอนอีกครั้ง เขาแต่งตัวด้วยสูทเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมโทรศัพท์ในมือ
“แหวนให้ส่งทางเครื่องบินจากสวิตเซอร์แลนด์ เธออยากได้เพชรสีน้ำเงิน เตรียมชุดราตรีสิบชุด แล้วก็น้ำหอม เอาแบรนด์ที่เธอชอบ ส่งด่วนมาเลย”
ตอนที่เขาพูดเรื่องพวกนี้ บนใบหน้าของเขาปรากฏสีหน้าที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
เขากำลังยิ้ม
รอยยิ้มแบบที่เขาไม่เคยมอบให้ฉัน
ลำคอของฉันเหมือนถูกอะไรอุดเอาไว้ โทรศัพท์หลุดจากมือ ตกกระแทกพื้นดัง “เพล้ง”
เขาหันมามองฉัน รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นยังไม่ทันจางหาย
ชั่วขณะหนึ่ง ฉันถึงกับเผลอคิดไปว่า รอยยิ้มนั้นเป็นของฉัน
“จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว?”
“งั้นเธอกลับไปได้แล้ว”
เขาหยิบเสื้อโค้ต เดินไปทางประตู แต่ก่อนออกไป เขากลับหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองฉัน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ควบคุมอารมณ์ให้ดีล่ะ เอลล่า พรุ่งนี้เธอยังมีงาน อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง ราวกับกำลังตำหนิลูกน้องที่ทำผิด
เขาหยิบเสื้อโค้ตบนโซฟาขึ้นมา แล้วเดินไปทางประตูห้องสวีต
ตรงหน้าประตู เขาหยุดอีกครั้ง แสงจากโถงทางเดินส่องเข้ามาจากด้านหลัง ใบหน้าของเขาจมหายอยู่ในเงามืด
“อ้อ จริงสิ”
เสียงของเขาลอยมาเบาๆ
“คืนนี้เธอทำได้ดีเหมือนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือเรื่องอื่น รักษามาตรฐานเอาไว้ล่ะ”
“สำหรับฉันแล้ว เธอยังใช้งานได้ดีเหมือนเดิม”
ประตูปิดลงด้านหลังเขา ทั้งห้องกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบอยู่นานมาก ก่อนจะเริ่มหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน
ตอนแรกเป็นเพียงเสียงเบาๆ แต่หลังจากนั้นมันก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย น้ำตาก็ไหลออกมา
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไร จนในที่สุด ฉันก็ลุกขึ้นจากพื้น สวมเสื้อผ้า แล้วออกจากห้องสวีตในคาสิโนแห่งนั้น
ฉันไม่ได้กลับอพาร์ตเมนต์ที่นิวยอร์ก แต่ไปยังโกดังเล็กๆ นอกลาสเวกัส ที่นั่นคือหนึ่งในสตูดิโอและเซฟเฮาส์สำรองของฉัน
ฉันเปิดตู้เซฟเหล็กหนักตรงมุมห้อง
ข้างในมีของหลายอย่าง เครื่องประดับชุดแรกที่เขาเคยให้ฉัน หนังสือโบราณหายากบางเล่ม แล้วก็รูปถ่ายคู่กันเพียงใบเดียวของเรา
โพลารอยด์ที่ถ่ายไว้ริมทะเลที่ไหนสักแห่งเมื่อหลายปีก่อน
ในรูป เขาโอบไหล่ฉัน เราทั้งคู่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย
และลึกเข้าไปด้านในสุด คือปืนเบเร็ตตา แพลตตินัมประดับไพลินแบบสั่งทำพิเศษ
ของขวัญชิ้นแรกที่เขาเคยให้ฉัน บนด้ามปืนยังสลักอักษรย่อชื่อของฉันเอาไว้
ฉันหยิบมันขึ้นมา แล้วค่อยๆ ถอดแยกชิ้นส่วนอย่างสง่างาม จากนั้นก็โยนของทั้งหมดลงไปในเครื่องบดอุตสาหกรรมตรงมุมสตูดิโอทีละชิ้น
เสียงโลหะและอัญมณีถูกบดขยี้ดังแสบแก้วหู
“คุณโมรัตติ?”
ผู้ช่วยของฉัน คาร์โล ยืนอยู่ตรงประตู สีหน้าซีดเผือด
“ของพวกนี้…มีค่ามากนะครับ แล้วปืนนั่นก็เป็นของสั่งทำพิเศษ…”
“กำจัดทิ้ง”
ฉันพูด เสียงแปลกแยกจนแทบจำตัวเองไม่ได้
“ทั้งหมด”
คาร์โลอ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายกลับไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียว ทำได้เพียงยืนมองฉันโยนของลงเครื่องต่อไป
สุดท้าย ฉันหยิบรูปโพลารอยด์ใบนั้นขึ้นมา รอยยิ้มในภาพเริ่มเลือนรางไปแล้ว
ฉันมองมันอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะโยนมันลงไปด้วย
เศษชิ้นส่วนพ่นออกมาจากอีกด้าน เหมือนหิมะสีเทา
ฉันเดินไปที่โต๊ะทำงาน หยิบโทรศัพท์ดาวเทียมเข้ารหัสเครื่องเก่า แล้วกดโทรหาเบอร์ที่จำขึ้นใจมานานแล้ว
โทรศัพท์ดังสามครั้ง ก่อนจะมีคนรับสาย
“พ่อ”
ฉันเอ่ยขึ้น
ปลายสายเงียบไปหนึ่งวินาที จากนั้น เสียงทุ้มหนักแน่นของ ฟาเธอร์ ลูกา โมรัตติ ก็ดังขึ้น
“เอลล่า ในที่สุดลูกก็โทรมา”
“ฉันจะหายตัวไป”
ฉันพูดชัดทีละคำ
“ภายในสิบวัน ทำให้ชื่อ ‘เอลล่า โมรัตติ’ หายไปจากลาสเวกัสและนิวยอร์กอย่างสมบูรณ์”
ปลายสายกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
“แน่ใจแล้วเหรอ?”
พ่อถาม
ฉันเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงนีออนของลาสเวกัสยังคงสว่างวาบ ย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนไปครึ่งหนึ่งเป็นสีแดง
คาสิโนชื่อ “คราวน์” ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง เหมือนหลุมศพสีทองขนาดมหึมา
“ฉันแน่ใจ”
ฉันพูดเบาๆ
“เขาเลือกอาณาจักรของเขา”
“ส่วนตอนนี้ ฉันจะเอาชีวิตของตัวเองกลับคืนมา”

