บทที่ 2 กลบเกลื่อน
เมื่อคืนนอนเกือบตีสองและช่วงเวลาตีสี่คือเวลาปกติของการตื่นนอน เฉินลั่วนอนพลิกตัวไปมาอยู่หลายครั้งบนเตียงเพื่อข่มตานอนหลับ แต่ร่างกายเคยตื่นเวลานี้ต่อให้ข่มตาแค่ไหนคงไม่หลับอยู่ดีจึงยอมตื่น
กิจวัตรประจำวันที่แสนเหนื่อย เฉินลั่วต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่มาหุงข้าว ทำอาหารมื้อเช้าให้ทุกคนในบ้าน พ่อแม่เฉินตื่นช่วงตีห้าของวัน ส่วนสองพี่น้องที่ถูกดูแลเอาใจใส่เกือบเจ็ดโมงพวกเขาค่อยตื่น และไม่เคยช่วยทำงานบ้านเลย
ฟืนในบ้านไม่มีต้องไปผ่าฟืนหลังบ้านจนเจ็บมือ “โธ่ รอให้ฉันหาทางรอดได้ก่อนเถอะ”
ตอนนี้ในตัวของเธอไม่มีเงินสักหยวน อาหารหายากถ้าต่อต้านแล้วถูกไล่ออกจากบ้านเธอมีปัญหาแน่นอน เฉินลั่วพอเอาตัวรอดได้ก็จริงแต่ถ้าไม่มีสัญญาตัดขาดหรือแยกบ้าน หากเธอได้ดีขึ้นมาพวกเขาต้องมาทวงความกตัญญูแน่
แม่เฉินเดินมาในครัวยังไม่เห็นลูกสาวก่อไฟถึงกลับโมโหด่าทอลั่นบ้าน “เฉินลั่ว! ยัยตัวขี้เกียจ พี่ชายและน้องสาวของแกต้องไปเรียนหนังสือนะ ออกมาทำอาหารมื้อเช้าได้แล้ว”
ยัยตัวขี้เกียจ? เฉินลั่วอยากหัวเราะออกมาเสียงดัง พูดออกมาได้ว่าเธอขี้เกียจ ทำไมถึงไม่ให้สองพี่น้องนั่นออกมาทำอาหารบ้างล่ะ วัน ๆ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย ต่อให้ทำงานบ้านตรงหน้าแต่อยากใช้ให้ทำอะไรก็ตะโกนด่า
พ่อเฉินตื่นแล้วเดินออกมาหาภรรยาบอก “อย่าเสียงดังสิ เฉินตั่วกับเฉินสั่วของเรายังนอนอยู่”
“คุณดูลูกสาวของคุณสิ! ไม่ได้เรื่องจริง ๆ” แม่เฉินไม่พอใจ ตั้งแต่ลูกสาวคนกลางอายุสิบขวบ หลังจากนั้นแม่เฉินไม่เคยต้องมาทำงานบ้านเองเลย
“ไม่ใช่ผ่าฟืนอยู่หลังบ้านเหรอ ใจเย็น ๆ นะ เสียงดังขนาดนี้รบกวนลูกชายลูกสาว อีกเดี๋ยวพอถึงเวลายังไม่มีกับข้าวค่อยให้เงินพวกเขาไปซื้อกินในอำเภอได้” พ่อเฉินบอกภรรยาอย่างเกียจคร้าน
ใบหน้าของเฉินลั่วดำคล้ำ อะไรคือทำอาหารไม่ทันแล้วจะให้ลูกรักเข้าไปกินข้าวในอำเภอ? ไม่ใช่พวกเขาบอกเองเหรอว่าอะไรประหยัดได้ควรประหยัด ในบ้านมีคนเรียนหนังสือถึงสองคน
เฉินลั่วหอบฟืนเข้าไปในครัวไม่สนใจเสียงบ่นและสายตาของพ่อแม่ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะแต่ก่อนเจ้าของร่างไม่ค่อยมีปากเสียงและชอบหลบหน้าพ่อแม่ ส่วนเธอแค่ไม่อยากพูดด้วยก็เท่านั้น
“เร็ว ๆ ด้วยนะ ฉันกินข้าววันนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้”
พ่อเฉินบอกภรรยา “ไปเตรียมเสื้อผ้าให้ลูก ๆ เถอะ ไม่ต้องมาวุ่นวายในครัว”
“เสื้อเฉินตั่ว กับกระเป๋าเฉินสั่วได้เวลาเปลี่ยนแล้ว” แม่เฉินพึมพำขึ้นมา สายตาจ้องลูกสาวอีกคน “วันนี้ทำกับข้าวเสร็จอย่าลืมไปซักผ้า แล้วก็ออกไปเก็บดอกเรพซีดด้วย”
“...”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาว ทำให้แม่เฉินเดินออกจากครัวไปด้วยความโมโห ส่วนพ่อเฉินไม่มองแม้แต่ด้านหลังของลูกสาว เพียงแต่ทิ้งท้ายว่า “อย่าลืมไข่ต้มสองฟองให้พี่ชายกับน้องสาวของแกด้วย”
นี่แหละ ชีวิตที่รันทดสุด ๆ
เฉินลั่วหุงข้าวเหมือนกับทุกวัน ต่างกันตรงที่วันนี้เพิ่มปริมาณไปนิดหน่อย ในครัวมีเพียงผักกาดแห้ง ๆ กับไข่ไก่ 3 ฟอง พอต้องต้มไข่ไก่ให้คุณชายคุณหนูของบ้านแน่นอนว่ามันเหลือเพียงฟองเดียว เธอจึงต้องผัดใส่ผักที่เหี่ยวและมีอยู่
“นี่ อาหารมีแค่นี้เหรอ?”
เตรียมทุกอย่างพร้อมเฉินลั่วเงยหน้าขึ้นมองคนถาม “น้องสาวอยากกินอะไรบอกแม่สิ ในครัวไม่ได้มีของไว้ทำอาหารเลย หรือไปกินข้าวในอำเภอแบบที่พ่อบอกก็ได้”
“ประชดฉันเหรอ!”
เสียงลูกสาวสุดที่รักทำให้คนเป็นพ่อวิ่งออกมาดู “เสี่ยวสั่วมีอะไร หิวเหรอ พี่สาวของลูกยังทำอาหารไม่เสร็จเลย”
“พ่อ หล่อนไล่ฉันไปกินข้าวในอำเภอ” เฉินสั่วหันไปฟ้องพ่อด้วยใบหน้าไม่พอใจ
พ่อเฉินขมวดคิ้ว จริงอยู่ว่าให้ทั้งสองไปกินข้าวในอำเภอได้แต่ว่ามันสิ้นเปลือง “ยัยโง่นี่พูดอะไรน่ะ! ในบ้านเหลือของกินไม่เยอะแล้วมีอะไรกินไปก่อน”
“เฮอะ”
กับข้าวถูกวางไว้ในครัวเหมือนทุกเช้าก่อนที่เธอต้องไปซักผ้าที่แม่น้ำ ในบ้านมีบ่อน้ำแต่เอาไว้ใช้กินใช้ทำอาหาร ส่วนเสื้อผ้าและน้ำต้องไปอาแม่น้ำส่วนรวมของหมู่บ้าน
เฉินลั่วอยากถามว่าทำไมพ่อแม่เจ้าของร่างถึงได้โง่ขนาดนี้ พวกเขากลัวน้ำในบ่อหมดถึงไม่ยอมให้ใช้เยอะ แต่ว่าพอลูกชายคนโตลูกสาวคนเล็กไม่อยากเดินมาอาบน้ำที่แม่น้ำ พวกเขายอมให้ทั้งสองใช้น้ำในบ่ออาบ
“สงสารลูกสาวตระกูลเฉินจริง ๆ อากาศเย็นขนาดนี้ต้องมาซักผ้าอีกแล้ว” บ้านที่เดินผ่านสนทนากับเพื่อนบ้านใกล้กัน
อีกคนบอก “นั่นมันเรื่องของตระกูลเฉิน ถ้าพวกเราเข้าไปแทรกคงโดนด่า”
“อืม”
ตอนเช้าทั้งยังอากาศเย็น ถนนลื่น หากไม่ใช่คนที่มีชะตากรรมแบบเดียวกับเฉินลั่ว พวกเขาคงไม่พากันมาแต่เช้า เช้านี้ที่แม่น้ำไม่มีคนเยอะและทั้งหมดล้วนเป็นผู้หญิง
“เฉินลั่ว”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้เธอหันไปทักทาย “หยางจื่อ ทำไมวันนี้ออกมาซักผ้าล่ะ พ่อของเธอไม่อยู่บ้านเหรอ”
หยางจื่อเอามือเท้าเอวด้วยความโมโหหล่อนพองแก้ม “ใช่ แม่เลี้ยงของฉันอยู่บ้านด้วย ถ้าไม่ออกมาก่อนเกรงว่าหล่อนต้องทำให้ฉันปวดหัวแน่ ๆ”
ท่าทางของเพื่อนสนิททำให้เธอยิ้มออกมา เฉินลั่วมองหาที่วางตะกร้าซักผ้าก่อนเดินไปนั่งลงใกล้ ๆ อีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย ในความทรงจำจำของร่างสนิทกับหยางจื่อมาก เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ยอมเล่นกับเธอ
หยางจื่อเป็นลูกสาวของคนฆ่าหมูในหมู่บ้าน ถือว่ามีฐานะไม่น้อยแต่ว่าแม่ของหล่อนเสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว พ่อของหล่อนจึงแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่เพื่อมีลูกชายอีกคน แน่นอนว่าพวกเขาสมหวัง
ถึงมีลูกชายแต่พ่อของหยางจื่อปฏิบัติกับลูกสาวดีมาก ส่วนแม่เลี้ยงไม่ชอบหยางจื่อเพราะคิดว่าสิ่งดี ๆ ควรให้ลูกชายของหล่อนคนเดียว แต่ไม่กล้าลงมือกับลูกเลี้ยงเนื่องจากหยางจื่อโตแล้วฟ้องได้
“รีบซักผ้ารีบไปเรียนเถอะ”
หยางจื่อถอนหายใจ “เสียดายที่เธอไม่ได้เรียนหนังสือด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ต้องหาเพื่อนใหม่”
คำพูดของหล่อนเฉินลั่วเลือกไม่ตอบโต้อีกฝ่าย เรียนหนังสือต่อให้มีคนเสนอส่งเรียนพวกเขาคงไม่ยอมให้เฉินลั่วเรียนหนังสือแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นใครจะคอยรองมือรองเท้าพวกเขา
ป้าสะใภ้สามเจียงนั่งอยู่ไม่ไกลพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “ครอบครัวของเฉินลั่วไม่เหมือนบ้านของเธอนะหยางจื่อ ผู้หญิงได้เรียนหนังสือมันก็ดีมากแล้ว ถ้าป้าอายุเท่าพวกเธอก็อยากเรียนเหมือนกัน”
ถ้าไม่ใช่ว่าในหมู่บ้านมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กอายุไม่เกินสิบสองปีได้เรียนหนังสือ เกรงว่าผู้หญิงในหมู่บ้านคงไม่ได้เรียน และในเวลานี้เด็กสาวที่ได้เรียนต่อในหมู่บ้านไม่ได้มีมาก
เหมือนทุกคนรู้กันว่ารอบข้างแม่น้ำตอนนี้มีแต่คนจำพวกเดียวกัน หลังจากซักผ้าและนั่งคุยกันไปเรียบร้อย ต่างคนต่างเดินกลับบ้านไปพร้อมตะกร้าใหญ่
เฉินลั่วชะงักตอนเห็นพี่ชายกับน้องสาวเดินออกจากบ้าน พวกเขาเห็นเธอเช่นเดียวกัน นอกจากชักสีหน้าใส่มีเพียงเฉินตั่วที่บอก “เย็นนี้อย่าลืมไปรับฉันกับน้องสาว”
เธอไม่ตอบและรีบไปตากผ้าให้เรียบร้อย ในความทรงจำตอนเช้ามีเรื่องให้ทำมากมายสองพี่น้องถึงไม่ได้ให้เดินไปส่ง แต่ว่าตอนเย็นหลังเลิกเรียนเฉินลั่วต้องเดินไปรับพวกเขา
“ชักช้า ให้ไปซักผ้าไม่ได้ให้ไปวิ่งเล่น ไม่ต้องกินข้าวแล้ว ไปทำงาน!”
ยังไม่ทันได้เดินเข้าห้องโถงของบ้าน แม่เฉินโยนอุปกรณ์ทำงานของวันนี้ออกมาให้ลูกสาว พร้อมเสียงตะโกนลั่นบ้านอย่างโมโห
เฉินลั่วตอบ “ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลยค่ะ”
“ไม่ได้กินแล้วเกี่ยวอะไร แกออกไปซักผ้านานขนาดนี้จะเหลืออะไรให้กิน” แม่เฉินยืนชี้หน้า กลบเกลื่อนความผิดที่ไม่เหลืออาหารเอาไว้ให้ลูกสาว
“...” เฉินลั่วถอนหายใจ
ในเมื่อไม่ให้เข้าไปในบ้านก็ได้แต่วางตะกร้าผ้าเอาไว้หน้าบ้านและเก็บอุปกรณ์ เฉินลั่วเดินไปหลังบ้านเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยจากนั้นเดินออกจากบ้านด้วยความขุ่นเคือง
“ยังไม่ถึงเวลาทำงานเลยนะ ทำไมเธอถึงมาก่อนเวลาได้” ผู้ดูแลแปลงดอกเรพซีดเอ่ยถาม
เฉินลั่วยิ้มบาง ๆ “ฉันมาก่อนเวลาเท่านั้นค่ะ แต่เริ่มงานพร้อมคนอื่น จะรอข้างนอก”
“อืม”
อีกฝ่ายเดินไปเฉินลั่วหาที่นั่งลงทันที มองซ้ายมองขวาไม่มีคนถึงได้หยิบเอาบางอย่างในห่อผ้าออกมากิน นั่นก็คือข้าวที่หุงเอาไว้เกินปกติ และกับข้าวที่เก็บเอาไว้
พวกเขาไม่ได้เหลือกับข้าวเอาไว้ให้เฉินลั่ว ที่โมโหก็แค่ข้ออ้างกลบเกลื่อนไม่ให้เธอกินข้าวเท่านั้น มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด โชคดีหน่อยก็ได้กินข้าวก้นหม้อ วันไหนไม่มีอะไรต้องกินน้ำประทังชีวิต
