1 เด็กน้อยกลางหุบเขาสยาอวิ๋น
ริมผาสูงชันบนหุบเขาสยาอวิ๋น
พื้นที่โดยทั่วไปมีต้นไม้ขึ้นอยู่สูงต่ำสลับกัน ต้นไม้สูงใหญ่ที่ใหญ่ดูเก่าแก่ที่สุดบริเวณโคนต้นห่างออกมาเล็กน้อยภายใต้ร่มเงา มีเนินดินสองเนินด้านข้างล้อมรอบไปด้วยพุ่มดอกไม้ป่าส่งกลิ่นหอมจางๆ มองดูคล้ายจะเป็นหลุมฝังศพแต่ไร้ป้ายชื่อผู้ที่หลับใหลอยู่ด้านล่าง
“ผ่านมาปีกว่าแล้วนะท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านอยู่ด้วยกันคงมีความสุขมากเหมือนครั้งที่พวกเราสามคนอยู่ด้วยกัน วันนี้ข้าไว้ทุกข์ครบหนึ่งปีแล้วและเพื่อให้ข้าทำใจกับการจากไปของพวกท่านให้ได้มากยิ่งขึ้น ข้าอยู่เพียงลำพังคนเดียวยามนี้ข้าจะมาบอกกล่าวท่านพ่อท่านแม่ว่าข้าขอไปท่องเที่ยวสำรวจพื้นที่รอบนอกของหุบเขา บางทีข้าอาจจะไปหลายวันหน่อยคงมิได้มาเยี่ยมท่านทั้งสองได้ ท่านพ่อท่านแม่ข้าไปล่ะ”
หน้ากระท่อมไม้ขนาดสี่ห้อง เป็นห้องนอนของท่านพ่อท่านแม่ ห้องนอนของนาง ห้องฝึกฝนด้านสมุนไพรและหลอมโอสถ และห้องหนังสือแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเป็นที่โล่งๆ บ้านที่นางอาศัยอยู่ตั้งแต่ได้รับการเลี้ยงดูจากท่านทั้งสองที่นี่อบอวลไปด้วยความเป็นครอบครัว ท่านแม่ที่คอยเคี่ยวเข็ญให้นางร่ำเรียนวิชาความรู้ทุกอย่างที่นางถ่ายทอดให้ ตนเองเคยสงสัยเหตุใดต้องบังคับนางให้เรียนและฝึกตลอดเวลาบางครั้งนางบาดเจ็บ เจ็บป่วยคนที่ร้องไห้เสียใจยามค่ำคืนก็เป็นท่านแม่ที่แอบเข้ามาดู ท่านพ่อที่ยิ้มให้ทุกครา ท่านเป็นคนใจเย็นใจดีแตกต่างจากท่านแม่ที่ใจร้อนขี้โมโหอย่างชัดเจน ยามที่ท่านถ่ายทอดความรู้ให้จะสอนอย่างละเอียดอีกทั้งทำซ้ำๆ ช้าๆ ค่อยให้กำลังใจยามที่เด็กอย่างข้าไม่เข้าใจ นางมองไปรอบๆ หากอยู่ที่นี่ทุกอย่างจะวนเวียนเช่นนี้ นางจะใช้ชีวิตอย่างไร จึงหันหลังไปจูงม้าที่คอกเล็กๆด้านข้างออกมา
ม้าป่าตัวใหญ่สีดำสนิท ขนเงางามเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สวยงามยืนเล็มยอดหญ้าอยู่ ส่งเสียงตอบรับหญิงสาวเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านางเดินเข้ามา หากชาวบ้านในเมืองได้พบเห็นมันต้องไม่เชื่อแน่นอนว่าม้าป่าตัวนี้จะเคยเป็นลูกม้าแรกเกิดที่ถูกฝูงม้าละทิ้งมาก่อน สองปีก่อนหลังจากที่พ่อจากไป ท่านแม่ที่สูญเสียกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ค่อยๆล้มป่วยลง ยามที่ท่านแม่ป่วยหนักที่สุดนางทำใจไม่ได้วิ่งเตลิดออกไปท่ามกลางหิมะตกลงมาตลอดเวลา ได้ไปพบลูกม้าผอมแห้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังไม่มีแม่ม้า ไม่มีฝูงม้าอยู่แถวนั้น เพียงสบตากันเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดปีในยามนั้นก็รู้สึกสื่อถึงกันได้ว่าต่างก็ต้องการที่ยึดเหนี่ยว จึงพยายามอุ้มมันกลับมา เด็กน้อยฝังร่างมารดาลงคู่กับบิดาที่ใต้ต้นไม้ที่ซึ่งทั้งสองชมชอบการดูทิวทัศน์ด้วยกัน จากนั้นก็พยายามรักษาและดูแลเจ้าม้าผอมแห้งจนกลายเป็นม้าที่สวยงาม แข็งแรง ดุดันเช่นที่เห็นทุกวันนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า นางแอบหัวเราะในใจม้าที่สวยงามยามนี้สะพายรั้งไปด้วยสิ่งต่างๆ กระบอกใส่ลูกธนู ถุงผ้าใส่สัมภาระ และอุปกรณ์อีกบางส่วน รุงรังอย่างยิ่งทั้งเจ้าม้าก็แสดงอาการหงุดหงินไม่พอใจแต่ก็ยอมขนไปแต่โดยดี
นางหันหลังเหวี่ยงกายขึ้นหลังม้าค่อยๆ ห่างออกไปจากกระท่อม ทั้งคู่ตระเวนไปรอบๆ หุบเขา พบสมุนไพรก็เก็บใส่ถุงผ้าแขวนไว้แค่่พอใช้งาน เจอสัตว์เล็กที่พอเป็นอาหารก็ล่าให้เพียงพอแต่ละมื้อเท่านั้นนางยึดตามคำสอนของท่านพอทำสิ่งใดทำแต่พอดีมากเกินไปทำให้ธรรมชาติสูญเสีย พืชบางชนิดทำยาพิษได้นางก็เก็บแยกไว้อีกถุง สิ่งที่ท่านแม่สอนนางก็จำใส่ใจเป็นสตรีระวังตัวหน่อยดีที่สุด
“เยว๋หว่าน พวกเราหยุดพักที่ลานด้านหน้าดีกว่า อีกไม่ไกลเราก็เกือบจะออกจากพื้นที่ของหุบเขาเข้าเขตป่าชั้นนอกแล้ว”
ม้าพักผ่อนฝั่งหนึ่งเล็มยอดหญ้าอย่างสบาย ใจกวัดแกว่งหางไล่แมลงเป็นบางครั้ง มือเรียวของชิงหมิงเยว่กำลังชำแหละกระต่ายป่าและหมูป่าตัวกระทัดรัด ล้างทำความสะอาดคลุกเคล้ากับสมุนไพรและเครื่องปรุงเล็กน้อยที่ติดตัวมาจากกระท่อม การเคลื่อนไหวมือนั้นคล่องแคล่วไปมาเพียงไม่นาน ไฟที่ก่อไว้ก็มีเสียงน้ำมันจากเนื้อย่างหยดลงไป กลิ่นหอมเริ่มกระจายออกมา
ชายป่าเขตติดต่อกับหุบเขาสยาอวิ๋น เสียงฝีเท้าหนักรีบเร่งใบไม้ต้นไม้ถูกแหวกดังต่อเนื่องเป็นทหารหนุ่มแบกชายอีกคนที่สวมชุดที่ขาดวิ่น มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนผสมปนเปกับคราบดิน
“หากพวกเราข้ามเขตเข้าสู่หุบเขาสยาอวิ๋นได้ พวกมันก็คงไม่กล้าติดตามเข้าไปภายในแล้ว อย่าหลับนะขอรับ นายท่านอดทนไว้ขอรับ” อวี่หลงขุนพลหนุ่มที่ได้ชื่อว่าหนุ่มรูปงามติดอันดับหนึ่งในสิบของเมืองหลวง ยามนี้ไม่เหลือสภาพที่ชวนมองแม้เพียงนิดพยายามตะโกนเรียกคนบนหลัง อีกไม่ไกลนักป่าทึบเบื้องหน้าคือทางรอดสุดท้ายของพวกเขาแล้ว เสียงตะโกนไล่ล่าตามมาจากด้านหลังแม้จะหมดแรงแต่ก็พยายามฝืนทน
“บ้าที่สุด พวกมันเข้าไปในเขตหุบเขาสยาอวิ๋นแล้ว”
“ตามไหมขอรับ”
“อยากตายก็ตามเข้าไปสิ เจ้าโง่”
สยาอวิ๋นคือหุบเขาที่เป็นอณาเขตของธิดาพิษซิ่วอี๋สยากับหมอเทวดาฟู่ชิงหลง นางเชี่ยวชาญการวางยาพิษ ข่ายกลและอาวุธลับหากมิหันหลังให้ยุทธภพคงมีคนต้องตายเพราะนางอีกนับไม่ถ้วน ในเวลายี่สิบกว่าปีมานี้หาผู้ใดกล้าลุกล้ำเข้าไปในเขตหุบเขาแห่งนี้ได้สำเร็จ มีคนเคยลองก้าวล้ำเข้าไปแล้วแต่ไม่มีใครได้กลับออกมา โทษของผู้บุกรุกคือตายเท่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนในยุทธภพต่างรู้กันดี
“ช่างเถอะ ยังไงพวกมันก็ไม่รอด พวกเจ้าให้คนค่อยจับตาดูเอาไว้รอบๆ ทางเข้าหุบเขาสยาอวิ๋น”
“ขอรับ”
เสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกล อวี่หลงพยายามลากเท้าไปต่อไปแม้ว่าลำคอจะแห้งผากกลิ่นคาวตีขึ้นมาในลำคอแผ่นหลังที่แบกชายตัวโตไว้ มือยังคงจับกระบี่และรั้งแขนและขาของอีกฝ่ายไม่ให้ร่วงลงไป เมื่อแหวกพุ่มไม้ออกเพื่อเดินต่อไป ทันใดรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งกำลังพุงเข้าใส่จึงเอียงตัวหลบ “ฉึก” ลูกธนูปักเข้าที่ต้นไม้ แม้ไม่่ทำให้เป็นอันตรายแต่เจตนาชัดเจน คือเตือนมิให้ขยับตัว เสียงฝีเท้าเบาค่อยๆเดินเข้ามา ผู้มาเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ฝีมือสูงกว่าเขาแน่นอน
“พวกเจ้าเป็นใคร”
เสียงเบาๆ ด้านข้างทำให้เอี้ยวตัวไปก็พบร่างเล็กจ้อยของเด็กสาวตัวน้อย หน้าตาหมดจดมีเค้าโครงความงามอีกไม่กี่ปีจะต้องเป็นสาวงามแน่นอน เพียงแต่ใบหน้าและแววตาแสดงออกด้วยความเย็นชาไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ สื่อออกมา ในหุบเขาที่อันตรายเช่นนี้กลับมีเด็กน้อยเช่นนี้ เขามองแววตาของอีกฝ่ายมิได้มีแววสังหารหรือทำอันตรายออกมาจึงเอ่ยปากด้วยเสียงแหบแห้ง
“เด็กน้อย พวกข้าไม่ใช่คนไม่ดี พวกเราถูกรอบทำร้ายระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง สิ้นหนทางจึงต้องรุกล้ำเข้ามาในเขตหุบเขาสยาอวิ๋น ไม่มีเจตนาไม่ดี”
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบเอ็ดปีที่ได้พบผู้คนจากภายนอก นางมองจ้องสำรวจคนทั้งสองนี่เป็นความแปลกใหม่ที่นางได้เจอ สภาพย่ำแย่ดูไม่ได้เลยทั้งสองคน บาดแผลเต็มไปหมดซ้ำคนที่อยู่บนหลังยังได้รับพิษร้ายแรง แต่ดูแล้วชายคนที่แบกอีกฝ่ายไว้้คงไม่ทราบด้วยซ้ำ ระหว่างที่นางกำลังจดจ่อกับความคิดของตัวเอง ชายเบื้องหน้าก็ส่งเสียงเตือนออกมา
“เด็กน้อย เจ้าพอมีเสบียง เอ่อ น้ำกับอาหารแบ่งปันให้เราสองคนบ้างได้หรือไม่ พวกเราขอพักที่นี่อาศัยกองไฟของเจ้าด้วย ยามนี้พวกข้าหลบนี้ศัตรูไม่มีสิ่งใดเหลือติดตัวมา”
หลังจากมองไปรอบๆ เห็นมีกองไฟลุกไหม้อยู่จึงลองเอ่ยปากขอกับนาง
“ได้ ไปพักด้านนั้น”
นางชี้ไปที่แท่นหินอีกฝากของกองไฟ ก่อนที่จะเดินกลับไปพลิกย่างเนื้อต่อ เขารีบพานายท่านไปนั่งกึ่งนอนพิงกับโคนต้นไม้ที่มีแท่นหินอยู่ด้านข้าง
“น้ำ”
ชายที่เจ็บหนักส่งเสียงแหบแห้ง อีกคนรีบขยับเอาใบไม้ตักน้ำวิ่งไปที่ลำธาร หาน้ำวิ่งกลับมาเตรียมป้อนเข้าปากอีกฝ่ายทันที
“หากไม่อยากให้เขาตายเร็วขึ้น ก็อย่าได้ป้อนน้ำแก่เขา คนผู้นั้นโดนพิษ”
มือที่กำลังจะป้อนน้ำบนใบไม้หยุดชะงักทันที สีหน้าตื่นตระหนกนี่นายท่านถูกพิษแต่เขามิได้ใส่ใจจึงไม่ได้สังเหตุอาการที่ทรุดหนักขึ้นเลยสักนิด
“นายท่าน ข้าไม่ดีเองปกป้องท่านไม่ได้”
อวี่หลงหันไปหาเด็กหญิงอีกด้านของกองไฟ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือเขามั่นใจว่าเด็กหญิงเบื้องหน้าอาจจะสามารถช่วยเหลือนายท่านได้ หากสามารถบอกว่าโดนพิษได้ย่อมมีหนทางช่วยได้เขาเชื่อเช่นนั้น
“เด็กน้อย เจ้ามองออกว่านายข้าถูกพิษ เช่นนั้นเจ้าสามารถช่วยท่านได้หรือไม่”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ารักษา(คน) เจ้าว่าไงล่ะ”
“ได้โปรดช่วยนายข้าด้วยเถอะ ได้โปรด”
เขาค้อมศีรษะขอร้องขอความช่วยเหลืออย่างไม่คิดถึงสิ่งใดทั้งสิ้น ขอเพียงนางยินดีช่วยสิ่งใดที่นางต้องการเขายินดีทำทั้งสิ้น
“ถอยไป”
นางเดินตรงเข้าไป อวี่หลงเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเขาไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อยที่เด็กน้อยเบื้องหน้าพูดจาไม่มีน้ำเสียงใส่ตน เขามองดูนางแหวกเนื้อผ้าออกค่อยๆตรวจดูบาดแผลตามร่างกาย เปิดเปลือกตา จับชีพจรของนายท่านโดยละเอียดก่อนที่นางจะหันเดินกลับไปที่ห่อผ้า ก้มลงค้นหาสิ่งของภายใน ชั่วอึดใจก็หันกลับมาพร้อมโยนบางสิ่งมา เขารีบคว้าจับไว้ทันทีเป็นโถกระเบื้องขนาดจิ๋วมีจุกผ้าอุดไว้ด้านบน
“ให้เขากลืนลงไป แล้วเจ้าเช็ดทำความสะอาดแผลใช้สมุนไพรพวกนี้บดให้ละเอียดพอกไว้ที่ปากแผลหยุดเลือดที่ไหล(จนหมดตัวตายเสียก่อน นางขี้เกียจพูด)"
เขามองพืชสีเขียวที่นางกำส่งมาให้รับมาด้วยความจนใจ เขาไม่รู้จักพวกมันทำเพียงต้องเชื่อใจนาง
เวลา
ยามจื่อ (23.00 - 00.59)
ยามโฉ่ว (01.00 - 02.59)
ยามอิ๋น (03.00 - 04.59)
ยามเหม่า (05.00 - 06.59)
ยามเฉิน (07.00 - 08.59)
ยามซื่อ (09.00 - 10.59)
ยามอู่ (11.00 - 12.59)
ยามเวย (13.00 - 14.59)
ยามเซิน (15.00 - 16.59)
ยามโหย่ว (17.00 - 18.59)
ยามซวี (19.00 - 20.59)
ยามไฮ่ (21.00 - 22.59)
