เด็กมีปัญหา
ภูพิงค์แปลกใจเล็กน้อย ที่วันนี้เธอกลับมาที่บ้านนางวรรณาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับข้าวปลาอาหาร
ราดหน้าของโปรดเธอ วางอยู่บนเสื่อที่ใช้ปูรับประทานอาหาร นางวรรณาเองก็มีจานของตัวเอง และเอ่ยชวนให้หลานสาวลองกิน
“อร่อยนะ ร้านยายโสน่ะ”
“วันนี้ทำไมป้าใจดี”
ภูพิงค์เอ่ยลอยๆ นางวรรณาค้อนน้อยๆ แล้วรินน้ำโค้กให้กับภูพิงค์ก่อนจะส่งแก้วให้กับหลานสาว
“เอ้า...ทำไมล่ะ คนอย่างกูก็มีหัวใจ”
“หนูไม่มีเงินให้ยืมแล้วนะ”
ภูพิงค์ว่า คนเคยโดนจนระแวง พอป้ามาทำเป็นดีด้วย ภูพิงค์ก็ระแวงไปก่อนว่านางวรรณาอาจจะหวังผลอะไรบางอย่างจากเธอ
“กูก็ไม่ได้อยากได้เงินจากมึงแล้ว อีใหม่ จะหางานให้มึงทำด้วย มึงจำที่กูบอกได้หรือเปล่า? เรื่องที่จะให้ทำงานพิเศษ”
ภูพิงค์เม้มปากน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้า จริงๆ แล้วตอนแรกที่ป้าบอกเธอก็ดีใจอยู่หรอกว่าจะได้เงินพิเศษ แต่พอมาคิดดูดีๆ งานจากป้าวรรณาดูท่าจะไม่ใช่งานอะไรดีๆ เท่าไหร่ ทำงานในบ่อนเสือสิงห์มากมาย เธอกลัว...ว่าให้เงินขนาดนั้น สามพันต่อวัน มันจะไม่ใช่แค่เสิร์ฟอย่างเดียว มันจะแถมอย่างอื่นด้วย
กันตัวเองไว้ก่อนว่าอย่าไปยุ่งกับวงการนี้เลย อีกอย่างหนึ่งตอนนี้ครูที่โรงเรียนชวนเธอทำขนมขายเสาร์อาทิตย์ เธอตั้งใจจะไปทำแบบนั้นดีกว่า พอจะมีเงินเก็บนิดๆ หน่อยๆ ที่ซุกแอบป้าวรรณาไว้ เธอจะเอาไปลงทุน
“อืม จำได้ หนูว่าหนูจะไม่ทำ”
นางวรรณามองภูพิงค์ตาขวาง แต่แล้วก็ยิ้มพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อน
“ไม่ใช่ เป็นงานเลี้ยงของเจ้านายกู ไม่ได้ให้ไปเสิร์ฟในบ่อน แค่เสิร์ฟ ไม่ได้ให้ไปชงเหล้าชงเบียร์อะไร มึงจะทำไหมล่ะ ไอ้เมฆมันทำงานที่บ้านใหญ่ เค้าจะจัดงานเลี้ยงกัน คนไม่พอ ก็เลยมาให้กูถามมึงนี่แหละ ให้คืนล่ะพัน”
“อ๋อ...งั้นก็ได้จ้ะ”
ภูพิงค์ยิ้มให้กับป้า แล้วกินต่ออย่างสบายใจขึ้นมานิดหน่อย ที่นางวรรณาไม่ได้ให้ไปทำงานอะไรที่ไม่ดี
ตาของนางวรรณามองตอนที่ภูพิงค์กินราดหน้าจานนั้นด้วยสายตาหมายมาด สักพักหนึ่งเมฆก็เข้ามาก่อนที่เธอจะทันกินเสร็จ
“อ้าวมาแล้วเหรอ”
เมฆขยิบตาใส่นางวรรณาก่อนจะเอ่ยกับภูพิงค์ที่ยกน้ำขึ้นดื่มและรวบช้อน
“ไปกันหรือยังใหม่”
“เอ่อ ขอฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้ไหม”
“ไม่ต้องหรอกไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้าที่โน่นเอา ต้องใส่ชุดเครื่องแบบน่ะคืนนี้”
“กูไปด้วยนะ จะได้ไปดูว่าไอ้ใหม่มันทำงานตรงไหนเผื่อจะได้รับมันตอนขากลับ เผื่อมึงมัวแต่ทำงานมาส่งไม่ได้”
นางวรรณาว่า ยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับภูพิงค์ว่าคงไม่มีอะไร
เธอขอตัวเพียงแค่ไปล้างหน้า แปรงฟัน ระหว่างนั้นรู้สึกง่วงๆ มึนๆ แต่ก็ฝืนตาไว้ ตั้งใจจะงีบในรถสักพัก คงจะตื่นมาทำงานไหว
เมื่อเธอขึ้นไปบนรถตู้คันหรูนั่นได้แล้ว โดยมีนางวรรณานั่งประกบข้าง เธอก็หลับไปในทันที
....................................................................................................................................................
วันนี้ที่คฤหาสน์ของพิทักษ์ราชสีห์ ได้รับการมาเยือนจากประมุกของบ้าน หลังจากที่ห่างหายไปนาน ปราชญ์ตรงเข้าไปทักทายลูกสาว ที่วิ่งมากอดเขา แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส
“พ่อ พ่อขา พ่อมาแล้ว”
“ไปเที่ยวกับอาปืนเมื่อไหร่? เห็นอาปืนบอกว่าจะพาเราไปเที่ยวทะเลกับน้อง”
“ไปตอนเย็นน่ะค่ะ”
หน้าตาของเด็กหญิงดูดีใจมาก ที่ได้พบบิดา ปราชญ์กอดคอกับลูก ตาเหลือบมองดูหนังสือที่ลูกสาวหนีบมาด้วย แล้วเอ่ยชวนคุย เพราะนึกถึงเรื่องที่จิราบอกกล่าวมา เขาอยากจะดูว่ามณทิรายังคงอ่านหนังสือพวกนั้นอยู่ไหม
“อ่านหนังสืออะไร ขอพ่อดูหน่อยสิ”
มณทิราเม้มปากเล็กน้อย แกกอดหนังสือเล่มนั้นไว้ แล้วสั่นหน้า...อาจ๋าขอบอกให้เธอเอาหนังสือไปบริจาคให้คนอื่น บอกกล่อมว่าเนื้อหาไม่เหมาะกับวัยของเธอ...หมอเองก็แนะนำหนังสือแบบอื่นให้เธอลองอ่าน
ทำไมล่ะเธอชอบมันนี่นา ชอบที่จะได้จินตนาการตามนักเขียน เธอไปลงมือทำมันที่ไหนกัน ทำไมทุกคนชอบแกล้งเธอกับสิ่งที่เธอชอบกันนะ แม่ตายไปแล้วไม่มีคนแกล้งเธอแล้ว เธอก็ยังไม่มีอิสระอยู่ดี แม้กระทั่งอาจ๋ากับอาปืนก็แกล้งเธอด้วยการมีน้อง...แล้วไม่สนใจเธอ
“ไม่...”
เธอวิ่งหนีบิดาไปเลยตอนนี้ ปราชญ์ตกใจเล็กน้อย แล้วเขาก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ นึกถึงเรื่องที่จิราเล่าให้ฟัง ถึงอาการต่อต้านของมณทิรา ก็ยิ่งหน่วงอก คนเป็นพ่อรู้ว่าลูกป่วยไข้แบบนี้ก็ต้องให้กลุ้มใจเป็นธรรมดา ยิ่งโรคทางใจแนวโน้มไปในทางแย่ เขาก็ยิ่งห่วง
“พี่ปราชญ์ มาเมื่อไหร่ครับนี่”
เสียงของปราณปรัชญ์เอ่ยทักทาย เขาเดินเข้ามาในห้องทำงานที่ตอนนี้ปราชญ์กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมามองน้องชาย ก่อนจะยิ้มนิดๆ ให้
“มาตั้งแต่เช้าแล้ว ออกไปไหนกันมา...พี่มาเห็นแต่ยัยตัวยุ่ง”
เขาหมายถึงมณทิรา ที่จนตอนนี้เกือบสามชั่วโมงแล้วแกยังไม่ยอมออกมาหาเขา เขาไปเคาะห้องเอ่ยง้อ ลูกสาวก็ไม่ยอมออกมา จึงถอดใจและมานั่งตรวจเอกสารรอให้แกอารมณ์ดีแล้วลงมาเอง
“พายัยหนูไปหาหมอน่ะครับ”
คำเอ่ยถึงหลานเรียกรอยยิ้มได้จากปราชญ์ เขาปิดแฟ้มแล้วลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“พาพี่ไปหาหลานลุงหน่อยสิ”
“ไปสิครับ”
ปราณปรัชญ์พาพี่ชายไปที่ห้องเด็ก ที่ตอนนี้จิรากำลังพาลูกสาวตัวน้อยนอน หลังจากที่ไปฉีดวัคซีนมาตามอายุของแก ข้างจิรามีมณทิรานั่งอยู่ด้วย เธอมองเขาด้วยสายตาจับจ้อง ปราชญ์นั้นนึกถึงคำของจิรา ที่ว่าลูกสาวมีอาการแบบใดตอนที่เห็นจิราและปราณปรัชญ์แสดงต่อเด็กทารก เลยระมัดระวัง ไม่ให้ออกอาการเอ็นดูหลานสาวมากมายอะไร ทั้งที่อยากจะจับมาหอมฟอดๆ แล้วแทบขาดใจ แกน่ารักน่าเอ็นดู นอนในชุดสีชมพูน่ารัก ทำตาโตแป๋วมองเขาอยู่
“ตาเหมือนจ๋า หน้าตาน่ารัก”
เขาว่าเมื่อมองพินิจหน้าหลาน ใช้นิ้วแตะที่แก้มยุ้ยเป็นพวงนั่น จิรายิ้มรับคำพูดของเขา แล้วหันไปคุยกับมณทิรา ที่ยังคงมองพ่อของตนอยู่
“เก็บของหรือยังจ๊ะ หนูมิ้น”
“เก็บแล้วค่ะ เอ่อ น้องจะไปกับเราด้วยเหรอคะ อาจ๋า”
“ไปสิจ๊ะ ก็น้องยังกินนมอาจ๋าอยู่ อาจ๋าเป็นเหมือนเครื่องผลิตอาหารของน้อง”
จิราตอบหลานสาว น้ำเสียงของเจ้าหล่อนฟังอ่อนโยนมาก
“งั้นไม่ต้องไปก็ได้นะคะ ดูแล้วคงจะลำบาก”
มณทิราว่า ปราชญ์มองสบตากับน้องชายในทันที เมื่อเห็นกิริยานั้นของลูกสาว
“ไปสิ อาสัญญากันไว้กับมิ้นแล้วนี่ครับ”
ประโยคนี้เป็นของปราณปรัชญ์ มณทิรายิ้มออกมานิดหน่อย แกมองจ้องน้องที่นอนบนเตียง กำลังมองคนนั้นคนนี้อยู่อย่างสนใจ
“ไปแล้วจะสนุกไหมคะ มีภาระไปด้วยแบบนี้”
คำพูดของมณทิราฟังแล้วไม่น่ารักสักนิด แต่จิราก็พูดกับหลานสาวอย่างใจเย็น
“สนุกสิจ๊ะ อาปราชญ์จะเล่นน้ำกับหนูทั้งวันแน่นอนล่ะ”
“อาจะพาไปหัดขี่เจ็ทสกี เล่นบานาน่าโบ๊ทด้วย”
“ก็ดีค่ะ”
พูดเสร็จก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้อง ปราชญ์มองตามลูกสาวรอจนแกคล้อยหลังไปแล้ว ก็ขออุ้มสมาชิกใหม่ของพิทักษ์ราชสีห์ ก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ นั่น หลานสาวตัวน้อยหัวเราะคิกคัก ก่อนที่เขาจะส่งแกคืนให้กับจิรา ที่มองอาการอ่อนโยนของเขาด้วยสายตาตื้นตัน ปราชญ์นั้นเคยมีเรื่องมีราวกับจิรา เขาเคยกล่าวหาว่าเธอเป็นตัวกาลกินีของพิทักษ์ราชสีห์ กว่าจะเปิดใจยอมรับเธอก็ต้องผ่านพ้นอะไรมามากเหลือเกิน ยามเขาแสดงอาการอ่อนโยนหรือยอมรับต่อเธอ มันทำให้จิราดีใจและปลื้มมากเหลือเกิน
“ขอโทษที่ยัยหนูมิ้นไม่น่ารักเลย”
เขาเอ่ยขึ้น ปราณปรัชญ์ถอนใจน้อยๆ เขาโอบไหล่พี่ชาย สายตาของปราชญ์มีประกายบางอย่าง ก่อนที่มันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ประมุกของพิทักษ์ราชสีห์ไม่ควรจะอ่อนแอ
“หลานป่วยน่ะครับ พวกเราก็พยายามกันมาก ทำตามที่หมอแนะนำ ให้ความรัก ความเข้าใจกับแก”
“ไว้พี่จะพาลูกไปอยู่ด้วยทางโน้น...พี่นึกห่วงเจ้าตัวเล็กมัน ใจคนน่ะบางทีก็น่ากลัว”
เขาว่า...ยอมรับความเป็นจริงอย่างไม่โกรธเคือง ไม่ใช่พวกลูกฉันเป็นคนดี สายตาของยัยหนูมิ้นยามมองเจ้าตัวเล็ก ก็น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ
เขามองหลานตัวน้อยอีกหน แกยิ้มหวานส่งให้ ลุงปราชญ์ก็ยิ้มตอบ อยากจะจับฟัดแรงๆ ก็เกรงว่าลูกจะเปิดประตูพรวดพราดแล้วมาเห็น เดี๋ยวจะคิดน้อยใจไปว่าพ่อรักน้องมากกว่าตนเข้าไปอีก เขาใช้นิ้วแตะแก้มหลานเบาๆ ฝากฝังให้ดูแลมณทิรา เขาอาจจะตามไปด้วยถ้างานเสร็จ
ก่อนจะเดินทางมณทิราวิ่งมากอดเขา เขาหอมแก้มลูก บอกให้เที่ยวให้สนุก แกยิ้มกว้างขณะที่รับเงินจากเขาที่เขาล้วงจากกระเป๋าเงินส่งให้
“เอาไว้ไปซื้อขนม”
“พ่อจะพาหนูไปเรียนที่โน่นใช่ไหมคะ อาจ๋าบอกว่าพ่อจะให้หนูไปอยู่กับพ่อ หนูดีใจจัง”
“จ้ะ ทำตัวเป็นเด็กดี รักน้องมากๆ พ่อจะพาไป ขอให้พ่อหาที่เรียนให้หนูเรียบร้อยก่อน แล้วจะพาย้ายไป”
“โอ...หนูดีใจมากจริงๆ”
“พ่อรักหนูนะ มิ้น”
เขาย้ำคำนี้ ปราชญ์ได้รับคำแนะนำมาว่า ให้พูดกับลูกแสดงกับลูกบ่อยๆ ว่ารัก มณทิราขาดสิ่งนี้มาก
“พ่อรักน้องไหม?”
แกแอบกระซิบถาม ปราชญ์หัวเราะเบาๆ แล้วยิ้มให้กับลูก เขาลูบหัวของลูกสาวแล้วเอ่ยตอบ
“รักสิ พ่อรักน้องเพราะน้องเป็นหลาน แต่รักหนูมากที่สุดเพราะหนูเป็นลูก”
“แล้ว...อาจ๋ากับอาปืน จะรักหนูที่สุดเพราะหนูเป็นหลานได้ไหม?”
คำถามนั้นทำให้เขาสะอึกเล็กน้อย เด็กเอ๋ย...
“อาจ๋ากับอาปืนก็รักหนูมาก และจะยิ่งรักมาก ถ้าหนูทำดีกับน้องและรักน้อง น้องไม่ได้มาเพื่อแย่งความรักจากหนู น้องมาเพื่อให้หนูมีคนที่รักเพิ่ม”
มณทิราเม้มปากเล็กน้อย แล้วก็หอมแก้มเขา ก่อนจะโบกมือบ้ายบายให้เขา และขึ้นรถตู้ไปหาทุกคนที่กำลังรออยู่
ปราชญ์มองตามหลังรถจนลับตา รู้สึกหน่วงในอกไม่หาย กับสายตาของลูกสาวเมื่อเขาพูดแบบนั้น เขาหวังว่าแกจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เขาพูด จิราพูดถูกจริงๆ นั่นแหละ ว่าเขาควรจะพาลูกไปอยู่ด้วยในระยะนี้
เขากลับเข้าไปในบ้าน อาบน้ำ แต่งตัวเพื่อเตรียมไปร่วมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
