ตอนที่ 39 เยี่ยมญาติ
"ท่านพี่เขยโปรดเมตตา ฝากบุตรีของข้าให้นางได้มีที่หลับนอนเพราะนางเดินทางมาไกล ข้าได้ฝากของที่ระลึกไว้กับบุตรีของข้า มีกำไลหยกจากแคว้นลิ่วเฉียน และผ้าฝ้ายหนึ่งผืน ข้าหวังว่าท่านพี่เขยจะถูกใจ ขอบพระคุณท่านพี่เขยอีกครั้งที่ดูแลบุตรีของข้าอย่างดี"
ข้อความหนึ่งในจดหมายที่เขียนด้วยพู่กันสีดำ ตัวอักษรภาษาไทยที่สร้างขึ้นโดยชายที่นามว่าหลงหาน ก่อนจะพับเก็บไว้ข้างๆ และเงยหน้าขึ้นมามองบุคคลที่นั่งอยู่เบื้องหน้ากับบุรุษหนุ่ม พร้อมรอยยิ้มที่จริงใจ
"จางลู่ เจ้าเติบโตเป็นสาวมากนัก ข้าขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับเจ้าอย่างดี ดื่มน้ำให้พอชื่นใจ น้ำในขันนี้เย็นตามธรรมชาติแม้ว่าอากาศจะร้อนเพียงใด และยังมีข้าวแช่ ม้าฮ่อและข้าวเหนียวมะม่วงอีก คงจะถูกปากเจ้าเป็นแน่" ฝ่ามือแห้งกร้านยกขึ้น กล่าวแนะนำให้จางลู่รู้จักอาหารแคว้นสุโขทัย
"เพียงเท่านี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกดีเจ้าค่ะท่านลุง ถ้าท่านลุงไม่รังเกียจ เดี๋ยวข้าจะมอบสำรับอาหารคาวหวานจากแคว้นลิ่วเฉียนเจ้าค่ะ" สิ้นคำ จางลู่พยักหน้าเรียกแม่หญิงจำปายกสำรับขึ้น
"ก็ดี ดียิ่งนัก มารดาของเจ้าได้สอนเจ้าทำอาหารหรือ? " ลุงทศกล่าวอย่างเชื่องช้า
"เจ้าค่ะ เชิญท่านลุงชิมตามสบายเถิดเจ้าค่ะ วันนี้มีขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงเจ้าค่ะ" จางลู่กล่าวเสียงอ่อนหวานและนอบน้อม
ข้างหน้าเรือนลุงทศมีต้นดอกแก้วและดอกมะลิสีขาว หากแขกเดินขึ้นเรือนก็จะได้รับกลิ่นหอมเหมือนบ้านเรือนสะอาดเพราะคนใช้ในเรือนดูแลอย่างดี ลุงทศชื่นชอบการปลูกต้นไม้เป็นพืเศษเพราะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้น เหมือนได้ผ่อนคลายและจิตใจสงบ ก่อนจางลู่จะเดินขึ้นเรือน สายตานางก็สะดุดหลังจากได้กลิ่นหอมดอกแก้วและดอกมะลิก็เด็ดมาหนึ่งช่อรวมกันทั้งสองดอก
จางลู่ชิมข้าวแช่และข้าวเหนียวมะม่วงได้สักสองสามคำโดยมีคุณชายนพเก้านั่งอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเล็กๆ มาสอดแทรกกลางเรือน มันดังยิ่งกว่าเสียงการสนทนาเสียอีก ทำให้ทุกคนบนโตีะอาหารเพ่งสายตาไปจุดเดียวกันก็พบแม่หญิงนางหนึ่ง
"ท่านพี่ ท่านพี่มาแล้ว ท่านพี่มาหาข้าแล้ว" แม่หญิงบัวคำที่ยังมีอาการเสียสติมาพบคุณชายนพเก้าเข้า
"บัวคำ อย่ารบกวนพี่เขา เขากำลังทานข้าวอยู่" ลุงทศลุกขึ้นจากที่นั่ง จับแขนบุตรสาวเบาๆ
"ไม่ ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น ข้าจะอยู่กับท่านพี่ ท่านพี่จะอยู่กับข้านานๆ ข้ารักท่านพี่" บัวคำกล่าวเสียงแข็งและเกาะแขนคุณชายนพเก้าไว้แน่นขณะนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ
ในสายตาจางลู่ นางก็รู้สึกตกใจและทำอะไรไม่ถูกหลังจากแม่นางฟางฟ่างเจ็บป่วยก็มาพบแม่หญิงบัวคำอีก แม่หญิงจำปาก็รู้สึกเช่นเดียวกันเพราะเคยเกลียดชังแม่หญิงบัวคำมาก่อน จางลู่ก็ไม่คาดคิดว่าแม่หญิงบัวคำคือเครือญาติฝ่ายบิดาของนาง เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่สายตาแม่หญิงบัวคำจ้องสายตาจางลู่อย่างกับมีแรงอาฆาตดั่งจะเชือดเฉือน
"กรี๊ดดดด นางปีศาจ เจ้ามาที่นี้ได้เยี่ยงไร? ท่านพี่คนนี้เป็นของข้า นางมารร้าย หรือว่าเจ้ากำลังเล่นของ เจ้าเรียกหมอผีที่ใดมา? นางปีศาจ" แม่หญิงบัวคำยกนิ้วชี้ไปถึงจางลู่ ก่อนจะปัดจานอาหารบนโต๊ะจนหล่นลงพื้น น้ำกะทิและน้ำดื่มในขันตกลงสู่พื้นจนเกลื่อนกลาดและดูเลอะเลือน ข้าวเหนียวมะม่วงก็ดูน่าเสียดายเพราะยังทานไม่หมด และยกถ้วยข้าวแช่มาราดศีรษะจางลู่ แต่นางไม่ตอบสนองต่อความบ้าคลั่งของแม่หญิงบัวคำใดๆ เพราะได้รู้แล้วว่านางคือญาติของตน จึงทำได้เพียงสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เส้นผมสีดำและสไปสีทองเหลืองเปียกชื้น
"ฮ่า ฮ่า อร่อยหรือไม่? ทานให้หนำใจเถิด จางลู่" บัวคำหัวเราะอย่างชอบใจเหมือนเด็กน้อยได้เล่นของเล่น
"บัวคำ อย่าทำน้อง เขาคือญาติของเจ้า" ลุงทศแย่งถ้วยที่ราดไม่หมดจากบุตรสาว แต่ก็ฉุดไม่อยู่เพราะนางกำลังรู้สึกสนุกสนาน คุณชายนพเก้าก็จับแขนนางไว้แน่น
"กรี๊ดดดดด ผีหลอกกกก ผีหลอกอยู่ข้างหลังจางลู่ มันเลี้ยงผี มันเลี้ยงผี" แม่หญิงบัวคำสติกระเจิดกระเจิงอีกครั้ง รู้สึกประสาทหลอนในกลางวันแสกๆ จนสะบัดแขนให้แรงขึ้นจนมือของคุณชายนพเก้าหลุดไปก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าห้องตัวเอง
"จางลู่ ข้าขออภัยที่นางล่วงเกินเจ้า อย่าถือสานางเลยเพราะนางเสียสติ ข้าไม่รู้จะทำเยี่ยงไร? " ลุงทศกล่าวอย่างโศกเศร้า ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
"ท่านลุงอย่าคิดมากเจ้าค่ะ ข้าไม่โกรธเคืองนางหรอก" จางลู่ฝืนยิ้มพลางและเช็ดหน้าพลางด้วยผ้าสะอาดหลังจากได้รับผ้าจากคุณชายนพเก้า นางกล่าวอย่างใจเย็น อารมณ์ของนางไม่มีความโกรธเคืองใดๆ
"นายท่าน นายท่านเจ้าค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว แม่หญิงบัวคำจะฆ่าตัวตายเจ้าค่ะ" นางใบตองวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
และลุงทศเริ่งฝีเท้าอย่างเชื่องช้าเนื่องจากไม่มีแรงมากนักและอายุก็มากขึ้นแล้ว แต่ยังมีคุณชายนพเก้าพยุงร่างชายวัยทองอันอ่อนแรงอยู่ข้างๆ ทำให้ลุงทศเดินได้อย่างสะดวกขึ้น
"กรี๊ดดดดด"
เสียงแหลมๆ จากแม่หญิงบัวคำดังลั่นขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบไปสักพัก ทำให้ทุกคนในเรือนเร่งฝีเท้ามากขึ้น ประตูห้องยังเปิดอ้าอยู่ สิ่งของกระจัดกระจาดทั่วพื้นห้อง แตงโมชิ้นเล็กถูกเหยียบจนดูเละเหมือนน้ำแตงโมปั่น แม่หญิงนางหนึ่งเกิดอาการบ้าคลั่งกำลังพยายามกระโดดออกจากหน้าต่างห้องที่มีผ้าม่านสีขาวผูกไว้ด้านข้าง
"ปล่อยข้า ปล่อยข้า ข้าอยากได้ดอกบัว ข้าจะเก็บดอกบัว ดอกบัวสวยๆ " แม่หญิงบัวคำอยู่ห่างจากหน้าต่างประมาณครึ่งก้าวแต่มีคนใช้สองนางพยามยามฉุดรั้งแม่หญิงบัวคำอย่างสุดแรง ยิ่งห้ามนางก็ยิ่งไปเก็บดอกบัวนั้นมาให้ ภาพในความจริงคือ ข้างล่างคือพื้นที่ราบเรียบประกอบด้วยพื้นหญ้าสีเขียว หากนางตกลงไปที่ข้างล่างจริงๆ ก็จะได้รับบาดเจ็บ ภาพดอกบัวบนสระน้ำคือภาพลวงตาของแม่หญิงบัวคำ
"จับนางมัดให้แน่น มัดนางไว้บนเตียง ห้ามให้นางหนีไปไหนได้อย่างเด็ดขาด" เสียงอันใหญ่ของลุงทศแฝงไปด้วยความหนาแน่นมากขึ้นขณะที่ยังมีคุณชายนพเก้าพยุงอยู่ข้างๆ
"คุณพระช่วย น่าสงสารดีแท้" แม่หญิงจำปากล่าวอย่างแผ่วเบา ใกล้ๆ นายหญิงจางลู่
"ท่านลุง ทำจิตใจให้สบายเถิดขอรับ เดี๋ยวข้ากับแม่หญิงจางลู่จะช่วยดูแลนางเอง" คุณชายนพเก้ากล่าวปลอบใจ
"ข้าก็แก่มากแล้ว ลูกชายคนสุดท้องของข้า ยังไม่กลับเรือนให้ข้าได้เห็นหน้าสักครั้ง" สายตาแสนเศร้าของลุงทศมองบุตรสาวที่กำลังถูกมัดบนเตียง
"ข้าจะพยายามตามหาลูกชายของท่านให้พบ แล้วข้าจะพาเขากลับมาขอรับ ขอท่านลุงจงให้ใจข้าขอรับ" คุณชายนพเก้ากล่าวอย่างนุ่มนวล ต้องการให้ลุงทศหายห่วงมากขึ้น
"ท่านลุงเจ้าค่ะ ข้าว่าควรแก้มัดให้ท่านพี่หญิงเถิดเจ้าค่ะ เกรงว่าอารมณ์ของนางจะรุนแรงขึ้นไปอีก" จางลู่ขยับมาใกล้อีกข้างที่นพเก้ายืนอยู่ข้างหนึ่ง
"อืม ถ้าวิธีนี้ช่วยลูกสาวข้าได้ ข้าจะทำ ใบตองไปปลดเชือกออก" ลุงทศยังมีสีหน้าเศร้าอยู่
"เจ้าค่ะ นายท่าน" ใบตองรับคำและช่วยคนใช้ปลดเชือก
"จำปา ไปดูข้างล่างว่า มีดอกบัวสักดอกหรือไม่? นำมาให้แม่หญิงบัวคำสักดอก เผื่อนางจะอารมณ์ดีขึ้น" จางลู่หันศีรษะพร้อมบิดตัวไปด้านหลัง
"ข้าได้ดูข้างล่างมาแล้ว มีแน่นอนเจ้าค่ะนายหญิง" แม่หญิงจำปากล่าวอย่างนอบน้อม
เมื่อแม่หญิงบัวคำได้เล่นดอกบัวก็แม่หญิงจำปาและแม่หญิงใบตองเหมือนกับดูแลเด็กน้อยวัยไร้เดียงสา แม่หญิงบัวคำก็ลืมเรื่องราวเกี่ยวกับสาวน้อยจางลู่เพราะนางกลายเป็นคนวิกลจริตและความจำเสื่อมเสียแล้ว
จางลู่เดินถือพัดวีขนนกยูงก้าวเข้ามาในห้องแม่หญิงบัวคำที่มีหญิงสาวอยู่ตรงนั้น หลังจากนางได้สนทนากับลุงทศก็ปล่อยให้ลุงทศเล่นหมากรุกกลางเรือนกับคุณชายนพเก้า
"ใบตอง ข้ามีเรื่องจะคุยกับจำเป็นการส่วนตัว ได้หรือไม่? " จางลู่ก้าวเท้าไปใกล้ กล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แม่หญิงใบตองรู้สึกเกรงกลัว
"เจ้าค่ะ นายหญิง" นางนั่งก้มหน้ารับคำ
"ไม่ต้องกลัวข้าดอก วันนี้ถือว่าขอให้อภัยเจ้าแล้ว ข้าก็ไม่ได้โกรธเจ้าแล้ว เจ้าไว้วางใจข้าเถิด ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า งั้นตามข้ามา" จางลู่กล่าวพลาง ใช้พัดวีพลาง
อีกฝั่ง ภายในเรือนคุณชายนพเก้า ชายหนุ่มนามว่า เฉาหลิงก็ทำหน้าแพทย์เพื่อเฝ้าดูอาการและรักษาแม่นางฟางฟ่าง ทั้งยังมีวั่งฉีและไว่เถ้าทำหน้าที่ต้มยาและหาสมุนไพรตามคำสั่งเจ้านาย เฉาหลิงมีความรอบรู้ในแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนจึงสามารถรักษานางได้หลากหลายทาง
