ตอนที่ 22 ก้าวแรกในดินแดนสุโขทัย
ข้ามเวลาไปหนึ่งคืน ล้อไม้หมุนไปเรื่อยๆ บนพื้นดิน จนกระทั่งหมุนบนสะพานไม้ที่แข็งแรงคงทนเพื่อข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง มองเห็นแสงอาทิตย์ทอดผ่านกระทบสายน้ำที่ไหลกระเพื่อมตามแรงลมและไหลตามกระแสน้ำ ระยะเวลาการเดินทางที่ห่างไกลจากสะพานนั้นแล้ว เกวียนม้าหนึ่งคันลอดผ่านประตูใหญ่ที่ยึดติดกับก้อนอิฐหลายก้อน รวมทั้งมีเกวียนขนส่งสินค้าและเกวียนรับ-ส่งผู้โดยสารจนดูคล้ายรถตุ๊กตุ๊กในเมืองไทยยุคปัจจุบัน หากมองรอบๆ จะพบเห็นพ่อค้าแม่ค้าหาบสินค้าเพื่อค้าขาย มีทั้งผลไม้ ขนมหวาน และสวมใส่เครื่องแต่งกายที่แตกต่างกัน คือ ชุดจีนโบราณและชุดไทยโบราณ เพราะที่นั่นคือเขตแดนที่ผ่านอาณาจักรสุโขทัย
แม่นางฟางฟ่างมองลอดผ่านหน้าต่างด้วยความตื่นเต้นกับโลกใบใหม่ นางก็ได้เห็นอาคารอยู่ตรงหน้าขณะนั่งเกวียนม้าผ่านแถวนั้น เงยหน้าขึ้นไปอีกก็ปรากฏป้ายขนาดใหญ่สลักด้วยภาษาแปลกๆ อันไม่คุ้นตานัก ติดตั้งบนอาคารจนเป็นจุดเด่น หลังจากความสงสัยของแม่นางฟางฟ่างจึงได้หันกลับไปถามดรุณีน้อยจางลู่ทันที
"คุณหนูเจ้าค่ะ คำนี้อ่านว่า เยี่ยงไรเจ้าคะ? ข้าอ่านไม่ออกเจ้าค่ะ"
และดรุณีน้อยจากลู่ก็มองหันกลับมาขณะที่นางกำลังชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกเกวียนม้าเช่นกัน จึงลุกจากที่นั่งของตัวเองแล้วขยับตัวเข้าใกล้แม่นางฟางฟ่าง พยายามอ่านตัวอักษรไทยสักครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
"คำนี้แปลว่า โรงเตี๊ยม" สักพัก จางลู่จึงเปล่งเสียงดังขึ้นไปอีก เปล่งวาจาไปที่เสี่ยวปาลี่ที่กำลังขับเกวียนม้าอย่างช้าๆ
"เสี่ยวปาลี่ หยุด หยุดตรงนี้ก่อน" จากนั้นม้าหนึ่งตัวที่เป็นพาหนะของนักรบวั่งฉี และเขาก็บังคับม้าให้จอดตรงนี้ จนม้าตัวนั้นก็หยุดอยู่กับที่ตาม
ดรุณีน้อยจางลู่กับแม่นางฟางฟ่างก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่เป็นอาคารไม้สองชั้น มืออันเรียวงามก็แหวกผ้าม่านที่ห้อยเป็นพู่ระหงสีแดงเข้มออกมาจนเจอกับชายวัยกลางคนในชุดจีนโบราณพร้อมกล่าวทักทายเป็นภาษาจีนต่อหน้าแขกหญิงสาวทั้งสองนาง
ชายวัยกลางคนโค้งลำตัวไปข้างหน้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นในลำตัวที่ตั้งตรง "ยินดีต้อนรับสู่โรงเตี๊ยมขอรับ ต้องการห้องพักกี่ห้อง? และกี่คืนขอรับ? "
แม่นางฟางฟ่างจึงตอบแทนคุณหนูจางลู่ กล่าวเสียงเรียบ "สองห้องและหนึ่งคืน เจ้าค่ะ มีห้องสำหรับแขกพิเศษหรือไม่? "
ชายวัยกลางคนกางสมุดสีน้ำตาลที่เขียนด้วยพู่กัน "ไม่มีขอรับ แต่ละห้องราคาเดียวกันหมดขอรับ ถ้าหนึ่งคืนกับสองหยวนเป่าก็ราคาหนึ่งหยวนเปล่าหรือสิบสตางค์ขอรับ"
แม่นางฟางฟ่างควักกระเป๋าถุงเงินออกมาจากเอวและเปิดออก ยื่นหนึ่งหยวนเป่าให้กับเขา "งั้น ข้าตกลงจองสองห้องนี้หนึ่งคืนเจ้าค่ะ"
เวลาถัดมาจึงได้เรียกพนักงานหญิงสาววัยรุ่น พาแขกของโรงเตี๊ยมไปดูห้องพักบนชั้นสอง ได้ห้องพักทั้งสองห้องติดกัน พนักงานหญิงก็มอบกุญแจสองดอกให้
ยามสนธยา เสียงข้างนอกก็เริ่มเงียบลง ไม่มีเสียงฝีเท้าม้า เสียงเด็กน้อยกำลังหยอกเล่นกัน แต่มีเสียงดนตรียามราตรีเข้ามาแทนที่ จนกระทั่งเสียงผู้คนพูดคุยกันทั้งภาษาจีนและภาษาไทย จางลู่เปิดประตูออกมาและก้าวเท้าไปหยุดที่ระเบียงของโรงเตี๊ยมเพื่อตากลมอ่อนๆ ข้างนอก จนเห็นนางรำสองคนในชุดไทยภาคเหนือกับเสียงระนาดเอก กลอง ปี่ขลุ่ย เสียงแปลกๆ ที่ไม่ค่อยหุ้นหูนัก ดรุณีน้อยจางลู่รู้สึกสนใจจึงได้ชวนแม่นางฟางฟ่างที่พักห้องเดียวกันกับนางมาดูใกล้ๆ นาง
"เจ้ารู้หรือไม่? นั้นคือระบำอันใด? เชื่องช้าและอ่อนช้อย"
แม่นางฟางฟ่างยืนนิ่งและคิดสักพัก "ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ รำแปลกๆ เยี่ยงนี้ ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อน ข้าว่านั้นคือระบำของดินแดนสุโขทัยเจ้าค่ะ"
ดรุณีน้อยจางลู่เผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา "งั้น เจ้าชวนเสี่ยวปาลี่กับวั่งฉีมาดูระบำดินแดนสุโขทัยด้วยกัน"
เมื่อทั้งสี่คนได้พบกับสิ่งแปลกใหม่จากต่างแดนทั้งอักษรไทย ระบำไทย จนกระทั่งอาหารและขนมคาวหวานแบบไทยๆ ในที่สุดดรุณีน้อยจางลู่มาหยุดตรงร้านขนมไทยหวานๆ ที่เคลือบด้วยสีเหลืองทองเต็มไปหมด ภายนอกดูเป็นเงางามเมื่อแสงสว่างจากดวงไฟหรือดวงจันทร์ทอดผ่านเหมือนเคลือบด้วยน้ำมัน
แม่นางฟางฟ่างยืนอยู่ข้างกายดรุณีน้อยจางลู่ นิ้วมือข้างขวาชี้ไปที่ ขนมเส้นๆ เป็นฝอยๆ วางลงบนถ้วยใบตองดูน่าชวนน้ำลายไหลย้อย รวมทั้งมีดนตรีไทยอันแสนไพเราะและฟังดูนิ่มนวลอย่างรื่นเริงกำลังบรรเลงอยู่นั้น
"อันนี้คือขนมอันใดหรือเจ้าคะ? ราคาเท่าไร? "
แม่ค้าขนมหวานทำหน้างง ฟังไม่ได้ศัพท์
และแล้วจางลู่จึงเอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย "อันนี้คือขนมอันใดหรือเจ้าคะ? ราคาเท่าไร? "
พอแม่ค้ารู้สึกสว่างในศีรษะทันใด นางเข้าใจในภาษาของตัวเองทันที นางใช้นิ้วชี้ พลางกล่าว
"อ่อ อันนี้คือ ขนมฝอยทองเจ้าค่ะ ส่วนอันนี้ คือ ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุนเจ้าค่ะ ถ้วยละหนึ่งสตางค์เจ้าค่ะ"
ระหว่างแม่ค้ากล่าวชื่อขนมไทยอยู่นั้น ดรุณีน้อยจางลู่ก็ได้แปลภาษาไทยเป็นภาษาจีนให้กับคนสามคนไปด้วย พอนางได้รับขนมจากแม่ค้าขนมทั้งสี่ชนิด แบ่งให้ทุกคนได้รับประทาน จ่ายเงินไปทั้งหมดหกสตางค์และชิมช้าๆ จนได้ลิ้มรสอันหวาน นางตั้งคำถามด้วยความอยากรู้
"สีเหลืองทองของขนมหวานนี้ ทำจากอันใดหรือเจ้าคะ? "
แม่ค้าขนมหวานกล่าวอย่างนิ่มนวล "สีเหลืองๆ ทำจากไข่แดงเจ้าค่ะ คัดไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกัน"
จู่ๆ ก็มีเสียงที่ไม่คาดฝันมาแทนที่เสียงดนตรีไทยอันไพเราะน่าฟังอยู่นั้น เริ่มมีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้คน วิ่งหนีเข้าเรือนอย่างวุ่นวาย นักรบวั่งฉีได้เก็บคันธนูและลูกธนูไว้ในห้องพักและดรุณีน้อยจางลู่ก็ไม่มีอาวุธใดๆ ติดตัวเพราะต่างคนต่างคิดว่าเมืองนี้ดูสงบยิ่งนัก
ทันใดนั้นแม่นางฟางฟ่างถูกคว้าตัวไปก่อนเป็นคนแรกจากชายคนหนึ่ง มุ่งหมายว่าจะจับหญิงสาวในเมืองนี้ไปค้าไถ่ หากใครขัดขวางจะเป็นอันถึงชีวิต วินาทีนั้นดรุณีน้อยจางลู่กับนักรบวั่งฉีก็คว้าตัวนางกลับมาจนร่างของวั่งฉีถูกฝ่าเท้าของคนหนึ่งจนล้มลงกับพื้นดินและเขาก็เริ่มการต่อสู้กันด้วยมือเปล่า ส่วนดรุณีน้อยจางลู่ก็ถูกเป็นเป้าหมายของพวกเขาด้วย แต่พวกเขารู้สึกเหมือนจับเสือในป่า จับยากยิ่งนัก เนื่องจากว่านางได้เตะ ถีบ ต่อย กระชากร่างพวกเขาจนล้มลง
"ปล่อยข้า ปล่อยข้า" แม่นางฟางฟ่างพูดเป็นระยะๆ กับเสียงอันแหบแห้งเพราะถูกล็อกคอไว้ ขณะที่มือของนางล้วงหากล่องผึ้งน้อย
"ถ้าเจ้าขยับเยี่ยงนี้ เจ้าจะต้องเจ็บตัว" ชายคนหนึ่งที่จับแม่นางฟางฟ่างอยู่ กล่าวเสียงดุดัน
แม่นางฟางฟ่างรู้สึกเจ็บปวดที่ท้องน้อยราวเจ็บปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง เนื่องจากกำปั้นอันหนักกระทบท้องของนางจนจุกและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีนัก เขาจึงได้อุ้มนางขึ้นบนบ่าอย่างง่ายดายและพานางไปที่เกวียนม้าที่มีกรงไม้สักอยู่ตรงนั้น
"วั่งฉี วั่งฉี ไปช่วยแม่นางฟางฟ่าง เร็วเข้า" ดรุณีน้อยจางลู่ตะโกนเสียงดังลั่นเมื่อเห็นแม่นางฟางฟ่างถูกจับตัวไปแล้ว หลังจากที่จางลู่ได้ใช้ฝ่าบาทาของนางดันร่างคนตรงข้ามจนปลิวว่อนห่างจากนางประมาณสามก้าวเท้า ส่วนเสี่ยวปาลี่หลบหนีไปที่แห่งใดก็ไม่รู้
"ข้ารู้สึกคันเหมือนถูกมดกัดที่ไหล่ เข็มนั้นมาจากที่ใด? ข้ารู้สึกง่วงได้เยี่ยงไร? มันเป็นใคร? ใครทำข้า? " จางลู่บ่นพึมพำในใจปนความว้าวุ่น ดวงตานางเริ่มพร่ามัว มองเห็นภาพนักรบวั่งฉีกำลังต่อสู้กับศัตรูไม่ชัดเจนนักจนกระทั่งวั่งฉีถูกต่อยที่ช่องท้อง ที่ใบหน้า หันใบหน้าไปอีกข้างก็มีภาพบุรุษหนุ่มรูปงามกับอาภรณ์สะอาดสะอ้านกำลังขี่ม้ากับปัดดาบ กระทบดาบอื่นอยู่ ปัดร่างฝ่ายตรงข้ามจนห่างไกลจากตัวของเขาจนมีเลือดพุ่งกระฉูด บังคับม้าตัวสีน้ำตาล ค่อยๆ เข้ามาใกล้ดรุณีน้อยจางลู่ ขณะที่นางครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนพื้นดินอย่างอ่อนแรง
บุรุษหนุ่มรูปงามคนนั้น ทิ้งตัวลงจากหลังม้า ย่อตัวลง เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนและช้าๆ ด้วยภาษาไทยอันชัดถ้อย ชัดคำ
"แม่หญิง แม่หญิง เจ้าเป็นอันใดหรือไม่? เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว"
ดวงตาของดรุณีน้อยจางลู่ก็ดับสนิทลงด้วยเปลือกตาอันหนักอึ้ง หลังจากที่ได้ยินคำพูดของบุรุษหนุ่ม นางก็นอนหลับอย่างคลายกังวลเหมือนมีผู้ช่วยเหลือ สายตาอันผ่อนคลายของสาวน้อยจางลู่ปนกับความกังวลที่มีต่อแม่นางฟางฟ่าง เสี่ยงปาลี่และวั่งฉีที่ได้เดินทางมาด้วยกัน
