
บทย่อ
กลางสมรภูมิอันแหลกสลาย กลิ่นดินปืนและเสียงระเบิดคำรามดั่งฟ้าร้อง เสียงตะโกนของผู้บังคับบัญชาดังประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารราบที่พุ่งทะยานสู่แดนศัตรู ท่ามกลางความวุ่นวายและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งในอากาศ ร่างของชายหนุ่มในชุดทหารภาคสนามยืนหยัดดั่งขุนเขา ร้อยเอกหลู่หานเฟิง บุรุษผู้เป็นเสมือนอัญมณีแห่งกองทัพ ผู้เป็นดั่งดวงใจของเหล่าพลทหารและเป็นผู้นำที่แม้แต่นายพลยังให้ความนับถือ ด้วยสายตาเยือกเย็นแต่เด็ดขาด เขานำพาชัยชนะกลับมาในทุกสมรภูมิ นามของเขาคือความหวังของชาติ… แต่แล้ว ในเสี้ยววินาทีที่สงครามยังไม่จบสิ้นแสงจากฟากฟ้า พายุคลั่งโหมกระหน่ำปานสวรรค์พิโรธ ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มเกินกว่าที่ใครเคยพบเจอ และในชั่วพริบตานั้น... หลู่หานเฟิงก็หายไปจากสนามรบ ราวกับไม่เคยมีอยู่ เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบตนเองนอนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมอ่อนพัดพาเสียงจิ้งหรีดเรไร ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เงากระสุน โลกที่เขาเห็นไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยอีกต่อไป ผู้คนรอบตัวแต่งกายแปลกตา บ้านเรือนเรียบง่ายราวกับหลุดมาจากนิทานประวัติศาสตร์ เขา... ถูกดึงข้ามกาลเวลามายังยุคอดีต ห่างออกไปในอีกแคว้นหนึ่ง... ในจวนแม่ทัพใหญ่ แว่วเสียงขลุกขลักของสาวใช้อย่างวุ่นวาย ท่ามกลางความงามอันล่มเมืองของสตรีหนึ่ง นางนั่งเงียบงันอยู่ริมหน้าต่างที่ไร้แสงอาทิตย์ เว่ยจิ้งซินโฉมงามผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและสติปัญญา นางคือดอกไม้ในเงามืด งดงามจับใจดั่งภาพวาดจากสรวงสวรรค์ แต่ชีวิตของนางกลับไม่เคยงดงามเช่นนั้น นางเกิดเป็นบุตรสาวของแม่ทัพเว่ย ขุนศึกผู้โหดเหี้ยม มือเปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยเล่ห์กล ผู้คนต่างหวาดกลัวและสาปแช่งนามของเขา และแม้นางจะเป็นดั่งไข่มุกในเปลือกหอยแห่งตระกูล แต่ไข่มุกนั้นกลับถูกจองจำไว้ในเงามืดที่นางมิอาจหลีกหนี ร่างกายของเว่ยจิ้งซินอ่อนแอตั้งแต่แรกเกิด นางเติบโตในห้องที่เต็มไปด้วยยาสมุนไพรและเสียงถอนหายใจของหมอหลวง ใฝ่ฝันถึงอิสรภาพที่ไม่เคยเอื้อมถึง และแม้บิดาของนางจะรักและหวงแหนเพียงใด... ท้ายที่สุด นางก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือ เมื่อคำสั่งให้แต่งงานกับบุตรชายของแม่ทัพใหญ่อีกตระกูลหนึ่งถูกประกาศ เว่ยจิ้งซินมิอาจขัดขืน นางเฝ้ารอวันแต่งงานราวนักโทษ แต่แล้ว... เทวดาฟ้าดินกลับยังไม่ละเมตตา การทรยศอันไม่คาดฝันเกิดขึ้น การแต่งงานซึ่งเป็นเส้นทางสู่พันธนาการนิรันดร์จึงถูกยกเลิกกลางคัน และในห้วงเวลานั้นเองนางได้รับสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน… โอกาสที่จะได้ก้าวออกจากจวน โอกาสที่จะได้เผชิญโลกภายนอกด้วยหัวใจของตนเองเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ในฐานะบุตรสาวของแม่ทัพผู้โหดเหี้ยม แต่ในฐานะตัวของเว่ยจิ้งซินหญิงสาวที่ยังไม่รู้ว่าตนเองมีค่ามากเพียงใด ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเองชายหนึ่งจากอีกฟากของกาลเวลา ก็กำลังตื่นขึ้นในโลกที่เขาไม่รู้จัก... โชคชะตาเริ่มขีดเส้นแล้ว และหนทางของเขาและนางกำลังจะมาบรรจบกัน
ตอนที่ 1 อัญมณีแห่งกองทัพ
เพลิงสงครามลุกโชนกลางผืนแผ่นดินที่แตกร้าว ควันดำทะยานสู่ฟากฟ้าดั่งมังกรบ้าคลั่ง กลิ่นดินปืนคละคลุ้งบดบังแม้แต่กลิ่นเลือด เสียงระเบิดดังสนั่นจนพื้นดินสะเทือนเป็นจังหวะ เสียงตะโกน คำสั่ง และเสียงกรีดร้องของชีวิตที่ถูกพรากดังกระทบโสตประสาทในทุกทิศทาง
แต่ในใจกลางของนรกบนดินนั้น กลับมีหนึ่งบุรุษยืนหยัดอย่างไม่ไหวเอน
ร้อยเอกหลู่หานเฟิงเขามิใช่เพียงนายทหารยศสูง แต่คือสัญลักษณ์ของชัยชนะ ผู้ที่เหล่าทหารนับร้อยเชื่อมั่นถึงขีดสุด เขาคือผู้บัญชาการแนวหน้า ดั่งเสาหลักที่แม้พายุแห่งโลหิตจะพัดกรรโชกเพียงใดก็ไม่เคยเอนลง
ร่างสูงในชุดสนามสีเขียวเข้มเปรอะเปื้อนด้วยคราบควันและดินสีคล้ำ ใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กเปื้อนเหงื่อและฝุ่น แต่ดวงตานั้นยังคงคมกริบและนิ่งสงบดั่งกระจกน้ำแข็ง
“กระจายแนวรุกทางขวา ประสานชุด B ทิศ 9 นาฬิกา!”เสียงของเขาดังกังวาน ไม่ดังมาก แต่หนักแน่นจนทะลุผ่านเสียงกลบของสงครามไปถึงทุกหู
ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีคำสั่งซ้ำซากมีแต่ความแม่นยำ และเด็ดขาด
ทหารของเขาขยับทันทีตามคำสั่ง ราวกับกลไกที่ถูกฝึกจนแม่นยำทุกจังหวะ ทุกก้าวที่เคลื่อนล้วนมั่นคง เพราะพวกเขารู้ตราบใดที่มีหลู่หานเฟิงอยู่แนวหน้า พวกเขาจะไม่พ่าย
เขาเคลื่อนตัวไปพร้อมหน่วยหน้า สอดประสานการยิงกับเหล่าทหาร ปลายกระบอกปืนของเขาไม่เคยลังเล ทุกนัดคือการปิดบัญชีศัตรูอย่างเฉียบขาด วิถีกระสุนดั่งพายุเหล็กที่ไม่เปิดโอกาสให้ความเมตตา
ฝุ่นระเบิดลอยสูงรอบตัวเขา เศษดินและเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ แต่ชายผู้นี้ยังคงทะยานฝ่าเข้าไป หัวใจของศึกอยู่ตรงนั้น เขาจะนำชัยออกมาให้ได้...เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาแต่ในขณะที่กองรบกำลังได้เปรียบ ในวินาทีนั้นเองเสียงฟ้าคำรามกึกก้องเหนือศีรษะ
พายุหมุนแปลกประหลาดพัดผ่านกลางสนามรบ เมฆสีดำคลุ้มหนาทึบแผ่ปกคลุมราวม่านมรณะ เสียงกระแสไฟฟ้าแตกกระจายกลางอากาศ ทุกคนหยุดชะงักโดยไม่รู้ตัวแล้วแสงสีขาวก็พุ่งตัดท้องฟ้าฟาดลงบนร่างของเขาโดยตรง ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการต่อต้านมีเพียงแสงสว่างเจิดจ้าในพริบตาและจากนั้น... ความเงียบ
ร่างของร้อยเอกหลู่หานเฟิง... หายไปอย่างลึกลับ ท่ามกลางสมรภูมิที่ยังคงคุกรุ่นด้วยกลิ่นควันและเสียงครวญครางของผู้บาดเจ็บไม่มีใครเห็นว่าเขาจากไปอย่างไร ไม่มีคราบเลือด ไม่มีอาวุธตกหล่น ไม่มีซากหรือเงา ทุกสิ่งเงียบงัน ราวกับเขาไม่เคยยืนอยู่ ณ ที่นั้นจริง ๆ
สำหรับกองทัพแล้วนี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่สุดหลู่หานเฟิงไม่ใช่แค่ทหารฝีมือดี หากแต่คือเสาหลักของเหล่าพลรบ เป็นอัญมณีแห่งสมรภูมิที่แม้แต่ศัตรูยังเกรงกลัวในทุกสงคราม เขาคือผู้นำชัยในทุกความหวัง เขาคือประกายสุดท้ายของแสงไฟภายหลังสิ้นเสียงปืนและหมอกควันจางลง ผู้บัญชาการสูงสุดออกคำสั่งเด็ดขาด“จงค้นหาเขาให้พบถึงแม้ว่าจะเป็นร่างที่ไร้ลมหายใจก็ตาม!”
หน่วยลาดตระเวนพิเศษ ทหารรบแนวหน้า แม้แต่เครื่องตรวจจับความร้อนหรือโดรนบินสำรวจ... ต่างถูกระดมทั้งหมดเพื่อภารกิจเพียงหนึ่งเดียวตามหาร่างของร้อยเอกหลู่หานเฟิง แต่วันแล้ววันเล่า... ภูเขา ทุ่งระเบิด แนวเพลิง รวมทั้งแม่น้ำถูกปูพรมค้นหากลับไม่พบแม้แต่เศษผ้า ในที่สุดเสียงลือก็เริ่มกระซิบจากปากหนึ่งสู่ปากหนึ่งว่า...“เขา...คงตายไปแล้ว” ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยไม่เหลือความหวังแม้จะไร้ร่างให้ฝัง แต่พิธีศพก็จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ
ในห้องประชุมกลางฐานบัญชาการ แท่นเหล็กถูกตั้งขึ้นกลางสนามธงธงชาติปักครึ่งเสาเหรียญกล้าหาญมันวาววางเคียงข้างหมวกทหารของเขารูปถ่ายใบหนึ่งวางบนกรอบดำนายพลระดับสูงเข้าร่วมเหล่าทหารแนวหน้าคุกเข่าร่ำไห้และบทสดุดีแห่งความกล้าหาญดังก้องไปทั่วฐานบัญชาการ
“ขอให้ดวงวิญญาณของเขา อยู่ในสมรภูมิที่ไร้เสียงปืนตลอดกาล”
แต่ใครเลยจะรู้... ว่าในขณะที่โลกเบื้องหลังยังคงร่ำไห้ให้กับการจากไปของเขาร้อยเอกหลู่หานเฟิง กลับค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ทอดยาวสุดสายตาเสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาทของเขา... เสียงกรีดร้อง เสียงโห่คำราม เสียงอาวุธฟาดฟันกันอย่างดุดัน มันไม่ใช่เสียงระเบิดหรือปืนกลเหมือนที่เขาคุ้นเคย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความโกลาหลที่แปลกประหลาดจนน่าขนลุก
"นี่เราอยู่ที่ไหน..."เสียงทุ้มต่ำของเขาพึมพำออกมาอย่างงุนงง ดวงตาคมกริบกะพริบถี่ก่อนจะปรับสายตาเขาไล่มองไปรอบกายอย่างระแวดระวังเขายกมือขึ้นแตะหัวตัวเองเบา ๆ ไม่มีบาดแผล ไม่มีหมวกกันกระสุน ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเขา... ยังสวมเครื่องแบบทหารแต่นี่ไม่ใช่สนามรบที่เขาคุ้นเคย
เบื้องล่างจากยอดเขาที่เขายืนอยู่เขามองเห็นลานกว้างโล่งที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนจำนวนมาก… นับพัน นับหมื่นทุกคนล้วนแต่งกายด้วยชุดเกราะโบราณ หลากสี หลายธง หลายสังกัด พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดกลางทุ่งโล่ง กรีดร้อง สะบัดดาบ ปะทะหอก โล่ไม้กระทบกันเสียงดังกึกก้อง
“นี่มันอะไรกัน?” หลู่หานเฟิงขมวดคิ้วแน่น สายตาจับจ้องลงไปยังภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเองแล้วเขาก็พูดขึ้น พลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างไม่แน่ใจ“กำลังถ่ายภาพยนตร์กันอยู่เหรอ?” เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ยืนพิงต้นไม้ใหญ่ สูดลมหายใจลึก“ฉากสมจริงขนาดนี้... เสื้อเกราะ ฉากต่อสู้ เอฟเฟกต์เสียง แถมไม่ให้เห็นกล้องซักตัว” เขาพูดพึมพำกับตัวเอง ไม่ขาดปาก ขณะที่ยังจ้องลงไปเบื้องล่าง เสียงโห่ร้องของแม่ทัพ เสียงธนูปักร่าง เสียงศพล้มครืน...“โห... สมจริงสุดๆ”
เขายังไม่รู้เลย... ว่าสิ่งที่เขาเห็น ไม่ใช่กองถ่ายภาพยนตร์ใดๆ และที่เขายืนอยู่มิใช่สนามรบจำลอง แต่คือโลกอีกใบโลกที่ย้อนกลับไปไกลเกินกว่าจินตนาการของทหารคนหนึ่งจะเข้าใจได้ในทันที
ในระหว่างที่ หลู่หานเฟิง ยังคงยืนอยู่บนเนินเขา เพลิดเพลินกับฉากสนามรบ ทว่า เสียงหนึ่งก็ดังแทรกความคิดของเขาเข้ามาจากทางด้านหลังเสียงชายคนหนึ่ง ทุ้มต่ำ แฝงด้วยอำนาจและความระแวดระวัง
"เจ้าเป็นใคร? ใช่ไส้ศึกของศัตรูหรือไม่? ทำไมแต่งกายแปลกประหลาดนัก!"
หลู่หานเฟิงหันขวับไปตามเสียงเบื้องหลังคือชายสวมเกราะเหล็กเต็มยศ มือหนึ่งจับดาบยาว อีกมือเท้าเอว สีหน้าเย็นชา สายตาจับจ้องเขาไม่กระพริบ ราวกับกำลังประเมินเป้าหมายเขาอึ้งไปชั่วขณะเสียงสนามรบทำให้เขาไม่ได้ยินฝีเท้าของอีกฝ่ายเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
"ใจเย็นก่อนพี่ชาย" หลู่หานเฟิงยกสองมือขึ้นในท่าป้องกันตัวแบบไม่เป็นพิษเป็นภัย"ผมเป็นทหาร ผมหลงทางมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่กำลังถ่ายหนังอะไรกันอยู่"
คำว่า ทหาร ดูจะจุดประกายบางอย่าง ใบหน้าชายสวมเกราะขมวดคิ้วแน่นขึ้น ดวงตาเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม และก่อนที่หลู่หานเฟิงจะพูดอะไรต่อ ทหารอีกนายก็วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว คุกเข่ารายงานต่อเขาเสียงดัง
"ท่านแม่ทัพ! ข้าคิดว่าชายผู้นี้ต้องเป็นไส้ศึกของศัตรูแน่! เสื้อผ้าประหลาดเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ชาวแคว้นเรา!"
เสียงเสี้ยมดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากลูกน้องปลายแถว ที่ดูจะหวังสร้างความดีความชอบแต่หลู่หานเฟิงกลับยืนนิ่ง สีหน้าเขาเริ่มเปลี่ยนจากที่เคยคิดว่ากำลังอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์ ตอนนี้หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นทีละจังหวะบรรยากาศรอบกาย... เสียงฝีเท้าทหาร... กลิ่นเหงื่อ ดิน และเลือดแม้แต่ความเย็นของโลหะที่สะท้อนแดดบนชุดเกราะของคนตรงหน้า ล้วนจับต้องได้เกินกว่าจะ จำลอง
“นักแสดงอะไรจะอินกับบทได้ขนาดนี้...” เขาคิดในใจแต่ลึกลงไป... มีบางอย่างบอกเขาว่านี่... ไม่ใช่การถ่ายทำนี่คือของจริงและเขาอาจไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไปแล้ว
