บทที่6 เธอเป็นใครกันแน่?
บทที่ 6 เธอเป็นใครกันแน่?
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นสิบนาที... ณ ดาดฟ้าตึกร้างฝั่งตรงข้าม
"ให้ตายสิ อู่เหิน! นายมาทำบ้าอะไรบนที่สกปรกๆ แบบนี้เนี่ย? รองเท้าหนังอิตาลีคู่โปรดของฉันเปื้อนโคลนหมดแล้ว!"
เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังขึ้นทำลายความเงียบ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มอีกคนในชุดสูทหรูหราที่ดูขัดกับสถานที่อย่างแรง เฉินหาว ทายาทตระกูลมหาเศรษฐี เพื่อนสนิทที่ตามมาสมทบ เดินเข้ามาพลางยกเท้าขึ้นสะบัดโคลนออกด้วยสีหน้าขยะแขยงกับสภาพแวดล้อม
เฟิ่งอู่เหินไม่แม้แต่จะหันไปมองเพื่อน เขาเพียงแค่ปรายตามองไปยังตรอกมืดเบื้องล่าง
"ดูนั่นสิ"
เขาพยักพเยิดหน้าไปทางกลุ่มคนห้าคนที่กำลังล้อมกรอบเด็กสาวคนหนึ่งอยู่
"เฮ้ยๆๆๆ อู่เหิน นายดูนั่นสิ!" เฉินหาว ชี้มือไม้สั่นลงไปยังตรอกมืดเบื้องล่างด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
"นั่นมัน คุณหนูรองตระกูลหลิงไม่ใช่เหรอ? ยัยเด็กขี้โรคที่เพิ่งมีข่าวว่าโดนสูบเลือดจนเกือบตาย แล้วมาทำอะไรที่นี่กัน!"
เฟิ่งอู่เหินไม่ได้ตอบโต้ความตื่นตูมของเพื่อน เขาเพียงแค่ขยับเหรียญทองโบราณในมือเล่นไปมา สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดคนไข้ที่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเลงห้าคน
"สภาพดูไม่ได้เลยนะนั่น ยืนยังเซ ฉันว่าไม่เกินสามวิฯ โดนไอ้ยักษ์นั่นทุบเละคาตรอกแน่" เฉินหาววิจารณ์อย่างออกรส
"เราควรลงไปช่วยไหม? ถือว่าทำบุญ เฮ้ย!"
คำพูดของเฉินหาวขาดห้วงไปกลางคัน เมื่อเหตุการณ์เบื้องล่างพลิกผันในชั่วพริบตา
ฟึ่บ! เคร้ง! โครม!
ภาพที่เห็นทำให้เพลย์บอยหนุ่มอย่างเฉินหาวถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้ เด็กสาวที่ดูเหมือนจะปลิวไปตามลมได้คนนั้น กลับเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่สายตาคนธรรมดาแทบมองไม่ทัน การหลบหลีกที่เฉียดฉิว การโจมตีจุดตายที่แม่นยำราวจับวาง และการยืมแรงศัตรูมาใช้ ทุกท่วงท่าลื่นไหล งดงาม และอำมหิต
สิบวินาที ห้าศพ (ที่ยังหายใจ) นอนเกลื่อนกลาด
"เชรดดดดด!" เฉินหาวสบถออกมาดังลั่น
"นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย! ยัยหนูนั่นไปฝึกวิทยายุทธ์มาจากวัดเส้าหลินสาขาไหน? หรือว่าโดนวิญญาณจอมยุทธ์หญิงเข้าสิง!?"
ในขณะที่เพื่อนกำลังสติแตก เฟิ่งอู่เหินกลับยืนนิ่ง นิ่งเสียจนน่ากลัว เหรียญทองในมือหยุดหมุน ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความตกใจ แต่ด้วยความ สนใจอย่างลึกซึ้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานหลายปี
เขาเห็น ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เขาเห็นจังหวะการหายใจที่แปรปรวนของเธอ เห็นกล้ามเนื้อที่สั่นระริกเพราะฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด และที่สำคัญที่สุด... เขาเห็นรอยยิ้มนั้น
รอยยิ้มที่มุมปากของเธอในวินาทีที่เผชิญหน้ากับอันตราย มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่กำลังหลังชนฝา แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหาร รอยยิ้มของราชินีที่มองดูมดปลวกที่บังอาจมาท้าทายอำนาจ
"น่าสนใจ..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเฟิ่งอู่เหินดังขึ้น แฝงความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้คนฟังขนลุก
"นายว่าไงนะ?"
เฉินหาวหันมาถาม
"วิชาสกัดจุดชีพจรที่สูญหายไปนาน การอ่านการเคลื่อนไหวล่วงหน้า และจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนั้น"
เฟิ่งอู่เหินพึมพำกับตัวเอง
"อยู่ในร่างที่อ่อนแอเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ช่างเป็นการผสมผสานที่ย้อนแย้งสิ้นดี"
ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวเบื้องล่างก็เซถลาไปพิงกำแพง เห็นได้ชัดว่าเธอมาถึงขีดจำกัดแล้ว
"เธอจะร่วงแล้ว! อู่เหิน นายจะเอาไง? จะลงไปเก็บศพพวกนักเลง หรือจะลงไปอุ้มสาวงาม?"
เฉินหาวถามอย่างกระตือรือร้น
เฟิ่งอู่เหินไม่ตอบ เขาเพียงแค่เก็บเหรียญทองเข้ากระเป๋าเสื้อสูท ขยับคอเสื้อเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเดินไปที่ขอบดาดฟ้า
"นายรออยู่นี่ และเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย"
สั่งจบ ร่างสูงโปร่งก็ทิ้งตัวลงสู่ความมืดเบื้องล่างอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก หายวับไปในเงามืดของตรอกซอย
"เฮ้ย! ทิ้งกันเฉยเลยไอ้เพื่อนเวร!" เฉินหาวโวยวายตามหลัง
"แล้วไอ้เก็บกวาดนี่มันหน้าที่ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ!"
. . .
กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ในตรอกมืด...
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ หลังจากที่เฟิ่งอู่เหินปรากฏตัวขึ้นและโยนเสื้อแจ็คเก็ตมาคลุมให้ หลิงเว่ย หลิงเว่ยพยายามประคองสติที่กำลังจะดับวูบ กัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก เธอรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายยิ่งกว่าตอนเจอนักเลงห้าคนนั้นเสียอีก
ผู้ชายตรงหน้านี้... อันตราย
สัญชาตญาณเนตรสวรรค์ของเธอกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด กลิ่นอายรอบตัวเขาไม่ใช่แค่คนมีฝีมือธรรมดา แต่มันคือกลิ่นอายของมังกรที่ซ่อนเขี้ยวเล็บอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์คุณชายเจ้าสำราญ
"ฉันถามว่านายเป็นใคร..."
หลิงเว่ยเค้นเสียงถามอีกครั้ง มือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่พยายามขยับไปแตะที่จุดชีพจรตัวเองเพื่อกระตุ้นพลังเฮือกสุดท้าย
เฟิ่งอู่เหินมองการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขายกยิ้มมุมปาก ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอมากขึ้นจนระยะห่างเหลือเพียงศูนย์ "อย่าฝืนเลย ร่างกายเธอตอนนี้ แค่หายใจยังลำบากเลยไม่ใช่เหรอ?"
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด แต่กลับมีอำนาจกดดันมหาศาล เขาเอื้อมมือมาจับข้อมือบางที่กำลังจะจิ้มจุดชีพจรตัวเองเอาไว้ สัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่ร้อนผ่าวทำให้หลิงเว่ยสะดุ้ง
"ปล่อย!" เธอพยายามสะบัดหนี แต่เรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิดกลับสู้แรงบีบที่มั่นคงดุจคีมเหล็กของเขาไม่ได้เลย
"ชีพจรปั่นป่วน ลมปราณแตกซ่าน แถมเลือดจางจนน่าตกใจ"
เฟิ่งอู่เหินวินิจฉัยอาการของเธอได้ในวินาทีเดียวที่สัมผัสชีพจร คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เธอรอดมาถึงตรงนี้ได้ยังไงกัน?"
"ไม่ใช่เรื่องของนาย..." หลิงเว่ยเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าภาพตรงหน้าจะเริ่มพร่ามัวและหมุนคว้าง
ในวินาทีที่ดวงตาสองคู่สบกัน โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน หลิงเว่ยเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำคู่นั้น... มันเป็นดวงตาที่เหมือนจะมองเห็นทุกอย่าง แต่ก็ซ่อนเร้นทุกอย่างไว้ในเวลาเดียวกัน และเฟิ่งอู่เหิน เขาก็เห็นบางอย่างในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า
มันไม่ใช่แววตาของ คุณหนูรองตระกูลหลิง ผู้โง่เขลาและอ่อนแอตามรายงานที่เขาเคยได้ยินมา แต่มันคือดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความแค้น ความหยิ่งทะนง และความโดดเดี่ยวที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยาวนานเกินกว่าอายุยี่สิบปีของร่างนี้
"ตึก ตึก ตึก..." เสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะๆ ดังเข้ามาขัดจังหวะ พร้อมกับการปรากฏตัวของเฉินหาวที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"แฮ่กๆ นายทิ้งฉัน... โอ้โห!"
เฉินหาวเบรกตัวโก่งเมื่อเห็นฉากตรงหน้า เพื่อนรักผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก กำลังยืนประชิดตัวสาวน้อยที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตของเพื่อนเขาอยู่ มือข้างหนึ่งจับข้อมือเธอไว้ ส่วนอีกข้าง กำลังจะเอื้อมไปแตะแก้มเธอ?
"นี่ฉัน... มาขัดจังหวะเลิฟซีนระทึกขวัญอะไรรึเปล่าเนี่ย?"
เสียงของบุคคลที่สามทำให้หลิงเว่ยได้สติ เธอรวบรวมแรงผลักอกเฟิ่งอู่เหินออกเต็มแรง
"หลีกไป! ฉันจะกลับบ้าน!"
แรงผลักอันน้อยนิดนั้นไม่ได้ทำให้เฟิ่งอู่เหินขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งเป็นภูผา จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านยากยิ่งกว่าเดิม
"บ้าน?" เฟิ่งอู่เหินเลิกคิ้ว "คฤหาสน์ตระกูลหลิงน่ะเหรอ? ที่ที่สูบเลือดเธอจนเกือบตาย แล้วทิ้งเธอไว้เหมือนขยะนั่นน่ะนะ?"
คำพูดแทงใจดำทำให้หลิงเว่ยชะงัก ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาแทนที่ความเหนื่อยล้า
"นายรู้ได้ยังไง? นายสืบเรื่องฉัน?"
"ในเมืองนี้ มีเรื่องอะไรบ้างที่ 'คุณชายเจ็ด' อย่างฉันไม่รู้?" เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"แต่ที่ฉันสงสัยคือ หลิงเว่ยที่ฉันรู้จัก ไม่น่าจะมีเขี้ยวเล็บที่คมกริบขนาดนี้"
เขาก้าวเข้ามาประชิดอีกครั้ง คราวนี้เขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน บังคับให้เธอต้องเงยหน้าสบตาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศรอบตัวกดดันจนเฉิงหาวที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ยังต้องกลืนน้ำลาย
"บอกฉันซิ..." เฟิ่งอู่เหินกระซิบเสียงพร่า
"เธอเป็นใครกันแน่?"
****
