
บทย่อ
เรื่องย่อ เมื่อมีความแค้นจะเก็บเอาไว้กับตัวเองทำไม??? แบ่งปันให้ชาวโลกรู้สิ! รออะไร! เป็นถึงราชินีเซียนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ศิษย์รักจะเอามีดมาจิ้มพุงตัวเองตาย! เนตรทิพย์หรือเนตรถั่วเนี่ยถามจริง? ตายแล้วแทนที่จะได้ไปสบาย ดันตื่นมาในร่างถุงเลือดเดินได้ของบ้านเศรษฐี ชีวิตวนลูปอยู่กับการโดนสูบเลือดจนซีดเป็นไก่ต้ม พอกันทีบทนางเอกแสนดีผู้เสียสละ! บทเหยื่อที่แสนโศก เมื่อเนตรสวรรค์ตื่นขึ้น มหกรรมเอาคืนจึงเริ่ม! ใครเคยดูดเลือดแม่ไป เตรียมตัวจ่ายคืนด้วยดอกเบี้ยมหาโหด ส่วนใครที่เคยเหยียบย่ำ เดี๋ยวแม่จะเปิดบริการพิเศษ เคาะประตูบ้านไปแจ้งวันตายให้ทราบถึงที่!ไม่รับจองคิวล่วงหน้า! แต่ในขณะที่กำลังยุ่งกับการวางเพลิง (แค้น) ให้วอดวาย ก็ดันมีคุณชายเจ็ดจอมลึกลับเข้ามาวุ่นวาย ไม่ได้มาห้ามดับไฟนะ มาจีบ! มาจีบจริงๆ แถมยังมาตัดพ้อใส่หน้าว่า "คุณหนูรอง คุณเห็นจุดจบของคนทั้งโลกได้ แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นว่า ผมกำลังจะบ้าตายเพราะคลั่งรักคุณเนี่ยห๊ะ!?" ...โอ๊ย พ่อคุณ! คนเขากำลังยุ่งกับการเป็นวายร้าย ช่วยหลบไปคลั่งรักตรงนู้นก่อนได้ไหม! #นางเอกเทพซ่าบ้าพลัง #พระเอกดุแต่คลั่งรักเหมือนหมาโบ้ #แก้แค้นแบบไฟลุกท่วมทุ่ง #โรแมนติกแบบหยุมหัวกันไปมา กดอ่านเลย! ก่อนที่แม่จะเผาเมืองโชว์จริงๆ! ด้วยรัก primพริมโรส
บทที่ 1 การตื่นจากความตาย
บทที่ 1 การตื่นจากความตาย
กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นสนิมคาวคลุ้งของเลือด เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะเชื่องช้า ติ๊ด... ติ๊ด... เหมือนเสียงนับถอยหลังสู่ความตายที่น่าเบื่อหน่าย
ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วแขนซ้าย ร้าวลึกเข้าไปถึงกระดูก มันคือความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน ความรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังถูกสูบออกไปพร้อมกับของเหลวสีแดงข้นในร่างกาย
เปลือกตาบางหนักอึ้งค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้น แสงไฟนีออนสีขาวโพลนบนเพดานสาดลงมาจนแสบตา หญิงสาวบนเตียงพยายามปรับโฟกัสสายตา ภาพที่เห็นไม่ใช่เพดานหินของตำหนักเทพพยากรณ์ในดินแดนเซียน และไม่ใช่ลานประหารที่เธอถูกศิษย์รักหักหลัง แต่มันคือเพดานสีขาวของโรงพยาบาลเอกชนสุดหรูใจกลางเมือง
"ตื่นแล้วเหรอ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความรำคาญดังขึ้นข้างตัว
เธอหันไปมองช้า ๆ เห็นชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นกรอบทองกำลังจดบันทึกบางอย่างลงในชาร์ตโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ หมอเหวยหลัน... ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล และเจ้าของไข้ประจำตัวของ 'คุณหนูรอง' แห่งตระกูลหลิง
"ถ้าตื่นแล้วก็นอนนิ่ง ๆ อย่าเพิ่งสำออยเรียกร้องความสนใจ" เหวยหลันพูดเรียบ ๆ ขณะเอื้อมมือมาปรับวาล์วถุงเลือดข้างเตียงให้ไหลเร็วขึ้น "จิ้งเหยาอาการยังไม่คงที่ เลือดแค่นี้ยังไม่พอหรอก"
จิ้งเหยา... ชื่อนี้กระตุกความทรงจำที่ถูกฝังลึกให้ตื่นขึ้น
ใช่... ร่างนี้คือ หลิงเว่ย ลูกสาวบุญธรรมที่ ตระกูลหลิง เก็บมาเลี้ยง ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะเธอมีกรุ๊ปเลือดหายากที่เข้ากันได้พอดีกับ หลิงจิ้งเหยา ลูกสาวแท้ ๆ ที่ป่วยเป็นโรคเลือด ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ลูก แต่เป็นเพียงคลังเลือดเคลื่อนที่ที่มีลมหายใจ
ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วแขนซ้าย ไม่ใช่แค่ความเจ็บทางกาย แต่มันคือ กุญแจ ที่ไขประตูความทรงจำอันมหาศาลให้ทะลักเข้ามา
หลิงเว่ย ใช่ นั่นคือชื่อของเธอในชาตินี้ เด็กกำพร้าที่ถูกตระกูลหลิงเก็บมาเลี้ยงดูประดุจสัตว์เลี้ยงราคาแพง เพียงเพราะเธอมีกรุ๊ปเลือดหายากที่เข้ากันได้กับลูกสาวคนโปรดของพวกมัน
ภาพความทรงจำเมื่อครู่ฉายชัด ร่างกายที่ผ่ายผอมจากการถูกสูบเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า อาการช็อกเพราะเสียเลือดมากจนหัวใจหยุดเต้น วินาทีที่สติสัมปชัญญะของเด็กสาววัยยี่สิบปีดับวูบลง วิญญาณของเธอหลุดลอยออกจากร่าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว เคว้งคว้างสู่ความว่างเปล่า...
แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานถึงหนึ่งพันปี
วิญญาณดวงนั้นไม่ได้แตกสลาย แต่กลับข้ามผ่านห้วงมิติไปสู่ 'โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร' ที่นั่น... เธอไม่ใช่เด็กสาวขี้โรคที่นอนรอความตาย แต่เธอคือ มหาเทพหลิงเว่ย ผู้ไต่เต้าจากศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย ฝ่าฟันคมดาบและกองเลือด บำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นเซียน กลายเป็นเทพพยากรณ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินที่ทั่วทั้งสามภพต้องก้มหัวให้
หนึ่งพันปีที่นั่น เธอเคยมีอำนาจล้นฟ้า เคยมีลูกศิษย์ที่รักดั่งดวงใจ และเคยเชื่อมั่นในความรัก... ความทรงจำจากโลกบำเพ็ญเพียรหลั่งไหลเข้ามา การเป็น เทพพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้อนาคต ผู้ที่ใครต่างยกย่องว่าดวงตาคู่นี้มองเห็นทุกสรรพสิ่ง
และในชาติภพนั้น นางรู้ล่วงหน้าถึงวาระสุดท้ายของตนเอง คำทำนาย 'หงส์สาปีกหักร่วงหล่นกลางเพลิง' ปรากฏชัดในนิมิตมานับร้อยปี นางเตรียมการรับมือศัตรูทั่วแปดทิศ กางค่ายกลป้องกันจอมมารจากสิบมิติ ระวังภัยจากสำนักคู่อริทุกฝีก้าว นางมั่นใจว่านางจะชนะ นางมั่นใจว่านางจะฝืนลิขิตสวรรค์ได้
แต่สิ่งที่ เนตรหงส์ ไม่เคยทำนายออกมาให้เห็น สิ่งเดียวที่ถูกซ่อนอยู่ในจุดบอดของโชคชะตา คือใบหน้าของคนที่ถือมีดเล่มนั้น
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากม่านแห่งกาลเวลาออก ภาพในอดีตที่ฝังลึกในจิตวิญญาณพลันฉายชัดขึ้นมาอย่างโหดร้าย... ชัดเจนเสียจนนางรู้สึกถึงความเย็นเยียบของโลหะที่เสียบทะลุแผ่นอกซ้ายได้อีกครั้ง
ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านในวินาทีนั้น ไม่ได้เกิดจากพิษร้ายของกองทัพมารที่รุมล้อม แต่เกิดจาก 'กระบี่เซียน' เล่มงามที่งดงามที่สุด... เล่มที่นางทุ่มเททั้งเลือดเนื้อและวิญญาณหลอมมันขึ้นมากับมือเพื่อให้เป็นของขวัญแก่คนที่นางรักที่สุด ยิ่งกว่าคมมีดที่ตัดขั้วหัวใจ คือความคุ้นเคยที่แสนทรมานของปราณกระบี่สายนั้น... มันคือปราณบริสุทธิ์ที่นางเป็นผู้ถ่ายทอด อบรมบ่มเพาะ และมอบให้เขาด้วยความรักทั้งหมดที่มี ปราณที่ควรจะปกป้องนาง บัดนี้กลับกลายเป็นเขี้ยวพิษที่ย้อนกลับมาแว้งกัดเข้าที่จุดตายอย่างเลือดเย็นที่สุด
ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เพราะความหวาดกลัวต่อความจริงที่กำลังจะเผชิญ นางฝืนบังคับลำคอที่แข็งเกร็งให้หันกลับไปมองเจ้าของมือที่กุมด้ามกระบี่อย่างเชื่องช้า เชื่องช้าราวกับต้องการยื้อเวลาที่จะมีลมหายใจอยู่ให้นานที่สุด เพื่อหลอกตัวเองอีกเพียงเสี้ยววินาที
ในห้วงความคิดที่กำลังแตกสลาย นางกรีดร้องอ้อนวอนต่อสวรรค์เบื้องบนที่นางรับใช้มานับพันปีด้วยจิตวิญญาณที่แหลกเหลว ได้โปรดเถิด ขอให้เป็นภาพลวงตาของศัตรู ขอให้เป็นปีศาจจิตมารที่เข้าสิงร่างศิษย์รักของข้า ขอให้เป็นใครก็ได้ในสามภพนี้ ขอให้...ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เขาคนนั้น ได้โปรดเถิด...สวรรค์
แต่สวรรค์ช่างโหดร้ายและไร้ความเมตตาต่อผู้ที่ภักดีเสมอมา... ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้านั้น โลกทั้งใบของนางก็พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี... ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรวดร้าวที่เหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างทั้งเป็น
เบื้องหน้านาง คือใบหน้าที่งดงามราวกับเทพบุตรที่นางเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดชีวิต... ดวงตาคู่ที่เคยจ้องมองนางด้วยความเคารพรักและเทิดทูน บัดนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชาไร้หัวใจ ใบหน้าของ หานจวินซิ่ว ศิษย์รักเพียงคนเดียวที่นางมอบให้ทั้งชีวิตและวิญญาณ คือผู้ที่ถือมีดกรีดหัวใจนาง และส่งนางลงสู่นรกขุมที่ลึกที่สุดด้วยมือของเขาเอง
ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในวินาทีเฉียดตาย เด็กชายตัวน้อยมอมแมมที่นางขุดขึ้นมาจากกองซากศพสงคราม มือคู่นี้ของนาง... เคยป้อนข้าวป้อนน้ำยามเขาหิวโหย เคยเช็ดตัวยามเขาจับไข้ เคยประคองมือสอนเขาวาดลวดลายกระบี่เพลงแรก นางมอบให้เขาหมดทั้งชีวิต ทั้งวิชา และความรักดั่งมารดาคนหนึ่งพึงมีต่อบุตร แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาในแววตาคู่นั้น มีเพียงความว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์
ริมฝีปากที่นางเคยสอนให้อ่านตำรา ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่เชือดเฉือนวิญญาณ "อาจารย์ ยุคสมัยของท่าน มันจบลงแล้ว"
ประโยคนั้น มันไม่ได้ฆ่านางให้ตายด้วยคมดาบ แต่มันเหมือนมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของนางออกมาบีบขยี้จนแหลกละเอียดคามือ เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง เสียงกรีดร้องในความคิดของหลิงเว่ยดังลั่น สั่นสะเทือนไปถึงดวงจิตสุดท้าย
"ข้ารู้แจ้งทุกเรื่องใต้หล้า ทำนายได้แม้กระทั่งวันดับสูญของดวงดาวนับหมื่นดวง..." นางแค่นหัวเราะออกมาเป็นเลือด ความสมเพชตัวเองกัดกินหัวใจยิ่งกว่าพิษร้าย "แต่ข้ากลับตาบอด ตาบอดสนิทที่มองไม่เห็นสันดานดิบของคนที่ข้าป้อนข้าวป้อนน้ำ รักและถนอมดั่งเลือดในอกตัวเอง!"
ดวงตาหงส์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ หรี่ลงด้วยความเจ็บแค้นและสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"นี่สินะ... ที่คนโบราณเขาเตือนไว้ อย่าเก็บสัตว์ป่ามาเลี้ยงหากไม่รู้รากเหง้า... เพราะสุดท้าย สัญชาตญาณเดรัจฉานของมัน ก็จะแว้งกลับมากัดเจ้าจนตาย!"
ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศโดยคนที่เชื่อใจที่สุด มันรุนแรงยิ่งกว่าความตาย มันคือความอัปยศ คือความโง่เขลาที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ ลมหายใจของนางเริ่มแผ่วเบา แต่สติกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ในขณะที่เลือดไหลรินออกจากอก นางมองใบหน้าของศิษย์รักที่ยืนค้ำหัวนางด้วยแววตาของผู้ชนะ
ในห้วงความคิดสุดท้าย... นางนึกถึงตำราลับเล่มหนึ่งที่นางซ่อนไว้ในจิตวิญญาณ มันคือสุดยอดวิชาพิษที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตคิดค้นขึ้น "พิษเหมันต์ผลาญวิญญาณ" พิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไร้ซึ่งยาแก้... มันถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความหวงแหน ตั้งใจว่าจะมอบให้เขาในวันที่เขาขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนัก เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากศัตรูทั่วหล้า
“ข้าอุตส่าห์เก็บซ่อนมันไว้ เตรียมจะมอบให้เจ้าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย...”
นางคิดในใจด้วยความสมเพช ความรักที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังที่ลุกโชนยิ่งกว่าไฟนรก
ริมฝีปากที่เปื้อนเลือดของนางขยับยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มของความพ่ายแพ้ แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หานจวินซิ่วต้องขมวดคิ้วด้วยความหวาดระแวง นางรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย ผนึกมันลงในฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของตนเอง
"จวินซิ่ว..."
นางเอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานไปถึงขั้วหัวใจ
"เจ้าอยากได้ทุกอย่างของข้าไม่ใช่หรือ? วิชานี้ ข้าก็ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่แล้ว"
มือที่สั่นเทาของนางพุ่งออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้า คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขาที่ยังกำด้ามกระบี่อยู่
"เช่นนั้น... ก็ให้เจ้าเป็นผู้ทดลองใช้พิษเหมันต์ผลาญวิญญาณนี้ ก็แล้วกัน!"
ฉึบ!
เล็บยาวของนางจิกฝังลงไปในเนื้อของเขา ถ่ายทอดพิษร้ายผ่านทางโลหิตที่เชื่อมต่อกัน
"นี่เจ้าทำอะไร!?" หานจวินซิ่วตะโกนลั่น สะบัดมือนางออกอย่างแรง แต่ทว่า สายไปเสียแล้ว เส้นเลือดสีดำทมิฬผุดขึ้นมาจากจุดที่นางสัมผัส มันเลื้อยลามขึ้นไปตามแขนของเขารวดเร็วราวกับงูพิษที่หิวกระหาย เนื้อหนังบริเวณนั้นเริ่มส่งเสียง ฉ่า... เหมือนถูกน้ำกรดราด ผิวหนังที่เคยขาวเนียนเริ่มเน่าเปื่อยและหลุดร่อนออกมาเป็นชิ้น ๆ เผยให้เห็นกระดูกสีดำที่กำลังถูกกัดกิน
"อ๊ากก!!" เสียงกรีดร้องของหานจวินซิ่วดังโหยหวนสะเทือนเลื่อนลั่น เขาทิ้งกระบี่ลง ยกมือกุมแขนข้างนั้นด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส พิษร้ายไม่ได้แค่ทำลายร่างกาย แต่มันกำลังกัดกิน ฐานรากวิญญาณ ของเขา ความเจ็บปวดนั้นเหมือนถูกเข็มนับล้านเล่มทิ่มแทงวิญญาณพร้อมกัน
นางนอนมองภาพศิษย์รักที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา มองดูความทะนงตัวของเขาที่พังทลายลงกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด สติของนางกำลังจะดับวูบ ความหนาวเหน็บแห่งความตายเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่นางกลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
ที่มุมปากข้างขวาของนาง ค่อย ๆ ยกขึ้น เป็นรอยยิ้มเยาะที่บิดเบี้ยวและงดงามที่สุดในชีวิต เยาะเย้ยศิษย์ทรยศ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับของขวัญที่นางตั้งใจมอบให้ด้วยรัก เยาะเย้ยตัวเอง... ที่ตาบอดมองคนผิดจนวาระสุดท้าย และเยาะเย้ยโชคชะตา... ที่คิดว่าจะพรากทุกอย่างไปจากนางได้ง่าย ๆ
"ลิ้มรสมันเสีย ความเจ็บปวดที่ข้ามอบให้เจ้า แล้วจำไว้ ว่าอาจารย์ผู้นี้ ไม่เคยติดค้างผู้ใด แม้แต่ความตาย!"
ดวงตาหงส์คู่นั้นค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณที่ยังมีรอยยิ้มเยาะหยันประดับอยู่ที่มุมปาก. ตราตรึงเป็นฝันร้ายที่จะหลอกหลอนหานจวินซิ่วไปชั่วกัปชั่วกัลป์
*****
