บทที่ 9 เดิมพันด้วยเข็มวินาที ep 1
บทที่ 9 เดิมพันด้วยเข็มวินาที ep 1
รถสปอร์ตสีดำทมิฬแล่นทะยานฝ่าสายฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุคลั่งแค้น เสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนเปียกชื้นดังสนั่นหวั่นไหว แต่ภายในห้องโดยสารกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเสียงฟ้าคำราม
เฟิ่งอู่เหินไม่ได้เหยียบเบรกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงขับเคลื่อนพาหนะคู่ใจด้วยความเร็วที่หากใครมาเห็นคงต้องกรีดร้อง ทว่าสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกลับเหลือบมองคนข้างกายเป็นระยะ
หลิงเว่ย หญิงสาวผู้ที่เมื่อครู่ยังทำตัวอวดดี สามหาวและประกาศศักดาว่าหยั่งรู้ฟ้าดิน บัดนี้กลับนอนคอพับคอ่อน หมดสภาพราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่แตกหัก ใบหน้าเล็กแสนงดงามของเธอซีดขาวจนแทบจะกลืนไปกับเบาะหนังสีครีม ร่างกายผอมบางสั่นเทาเล็กน้อยจากความหนาวเย็นของเครื่องปรับอากาศ หรืออาจจะจากผลกระทบของการใช้พลังที่เขาไม่อาจเข้าใจ
"ยัยตัวแสบ..."
ชายหนุ่มสบถลอดไรฟัน มือหนาข้างหนึ่งละจากพวงมาลัย เอื้อมไปปรับอุณหภูมิภายในรถให้สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การกระทำที่ดูเหมือนใส่ใจนั้นขัดแย้งกับแววตาที่ยังคงเต็มไปด้วยความระแวงและสงสัย
ภาพดวงตาสีทองคู่นั้น ยังคงติดตาเขาอยู่ไม่จางหาย มันไม่ใช่คอนแทคเลนส์ และมันไม่ใช่ลูกเล่นมายากล วินาทีที่สบตากับเธอ เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกมาวางแบอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกหนาวเหน็บที่ไขสันหลังตอนที่เธอพูดถึงมังกรไร้เกล็ดและคำสาป เป็นสิ่งที่เฟิ่งอู่เหินไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
คนอย่างเขา คุณชายเจ็ดแห่งตระกูลเฟิ่ง ผู้กุมอำนาจมืดครึ่งค่อนเมือง ไม่เคยมีใครกล้าข่มขู่ แต่ยัยเด็กนี่ กล้าดียังไงมาบอกว่าเขาจะเลือดตกยางออกในสามวัน? กล้าดียังไงมาบอกให้เขากลับไปคลานเข่าขอร้องเธอ?
"ฮึ... คลานกลับไปงั้นเหรอ? ฝันกลางวันไปเถอะ"
เขาแค่นหัวเราะเยาะหยันตัวเอง แต่ในใจลึกๆ กลับปฏิเสธไม่ได้ว่า คำทำนายเรื่องเฉิงหาว ที่เธาทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ กำลังรบกวนจิตใจเขาอย่างประหลาด
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนคอนโซลสั่นสะเทือน หน้าจอโชว์ชื่อ 'เหยียนเจ๋อ' เลขาคนสนิทและมือขวาของเขา เฟิ่งอู่เหินกดรับสายผ่านระบบบลูทูธ เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ
"ว่าไง"
"นายครับ เรื่องที่คุณให้ตรวจสอบประวัติของคุณหนูหลิงเว่ยอีกรอบ ผมได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้วครับ"
เสียงปลายสายดูลังเลเล็กน้อย
"แต่..."
"แต่อะไร?"
"ประวัติของเธอ ว่างเปล่าครับนาย ข้อมูลก่อนหน้าที่จะมาอยู่ตระกูลหลิงถูกลบหายไปเกลี้ยง เหมือนมีใครบางคนจงใจปิดกั้น หรือไม่ ตัวตนของเธอก็ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก"
คิ้วเข้มของเฟิ่งอู่เหินขมวดเข้าหากันทันที ความลึกลับของหญิงสาวข้างกายเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
"ว่างเปล่า? เป็นไปไม่ได้ ฝีมือใคร? ตระกูลหลิง?"
"ไม่น่าใช่ครับ ตระกูลหลิงไม่มีอิทธิพลขนาดจะลบฐานข้อมูลราชการได้ขนาดนี้ ผมกำลังให้ทีมเจาะระบบลึกเข้าไปอีก แต่มันแปลกมากครับนาย "
เหยียนเจ๋อเว้นจังหวะ
“ตามสืบต่อไปฉันอยากรู้ข้อมูลของเธอให้มากที่สุด”
เขาสั่งก่อนที่จะวางสายไป จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปยังจุดหมายทันที
-----
เฟิ่งอู่เหินพาหลิงเว่ยกลับมาที่คฤหาสน์ส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน แยกตัวโดดเดี่ยวจากความวุ่นวายของตัวเมือง ที่นี่คือป้อมปราการของเขา สถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้ามาหากไม่ได้รับอนุญาต
ทันทีที่รถจอดสนิท พ่อบ้านวัยกลางคนที่ยืนรออยู่รีบกางร่มเข้ามารับ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มเดินลงจากรถ แล้วอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนนั่ง ก่อนจะช้อนร่างของหญิงสาวแปลกหน้าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
"นะ... นายท่าน? ให้ผมช่วยไหมครับ?"
พ่อบ้านถามอย่างตะกุกตะกัก ร้อยวันพันปี นายท่านไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้าน และยิ่งไม่เคยอุ้มใครด้วยตัวเองแบบนี้
"ไม่ต้อง"
เฟิ่งอู่เหินตอบสั้นๆ เสียงเย็นชา
"ตามหมอซูมา เดี๋ยวนี้"
"ครับ!"
เฟิ่งอู่เหินก้าวยาวๆ เข้าไปในตัวคฤหาสน์ ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของเหล่าสาวใช้และบอดี้การ์ด เขาพาเธอขึ้นไปยังชั้นบนสุด ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามส่วนตัว วางร่างบางลงบนเตียงขนาดคิงไซส์สีดำสนิทที่ตัดกับผิวขาวซีดของเธออย่างชัดเจน
เขายืนกอดอกมองเธออยู่ข้างเตียง ราวกับพยัคฆ์ที่กำลังเฝ้าดูเหยื่อ หรืออาจจะเป็นสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งค้นพบ สภาพของเธอดูย่ำแย่กว่าตอนอยู่ในรถเสียอีก ริมฝีปากแห้งผาก เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนกำลังเผชิญกับฝันร้าย
"หนาว..."
เสียงละเมอแผ่วเบาหลุดออกมาจากปากบาง ร่างกายขดงอเข้าหากันเพื่อหาไออุ่น
เฟิ่งอู่เหินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่ใช่คนใจดี และไม่เคยคิดจะเป็น แต่ความรู้สึกบางอย่าง อาจจะเป็นความอยากรู้อยากเห็น หรือความท้าทายที่เธอทิ้งไว้ ทำให้เขาดึงผ้าห่มนวมผืนหนาขึ้นมาคลุมร่างให้เธอจนถึงคอ
"อย่าเพิ่งรีบตายนะ ยัยแม่มด"เขากระซิบเสียงต่ำ
"เธอยังติดหนี้คำอธิบายฉันอีกเยอะ"
ไม่นานนัก ซูหยางแพทย์ประจำตัวและเพื่อนสนิทของเขาก็มาถึง พร้อมกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ครบครัน ซูหยางเป็นชายหนุ่มสวมแว่นท่าทางใจดี แต่ฝีมือการรักษาอยู่ในระดับเทวดาเรียกพี่
"โอ้โห..."
ซูหยางผิวปากหวือเมื่อเห็นคนไข้บนเตียง
"ลมอะไรหอบพายุมาล่ะเนี่ย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นนายพาใครมานอนเตียงนี้ นี่มัน ข่าวใหญ่ระดับโลกเลยนะ"
"เลิกพล่าม แล้วตรวจดูอาการเธอซะ"
เฟิ่งอู่เหินสั่งเสียงเข้ม นั่งลงที่โซฟาปลายเตียง จุดบุหรี่สูบเพื่อระงับความฟุ้งซ่าน
ซูหยางยักไหล่ ก่อนจะเริ่มตรวจร่างกายหลิงเว่ยอย่างละเอียด เขาวัดชีพจร ตรวจม่านตา และใช้เครื่องสแกนพกพาตรวจคลื่นสมอง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ซูหยางขมวดคิ้ว สีหน้าขี้เล่นหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียด
"เป็นไง?" เฟิ่งอู่เหินถาม พ่นควันบุหรี่สีเทาจางๆ
"แปลก..."
ซูหยางพึมพำ
"ร่างกายภายนอกดูเหมือนคนขาดสารอาหารและพักผ่อนน้อยธรรมดา แต่ระบบภายใน เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วง ชีพจรเต้นเร็วแต่แผ่วเบา คลื่นสมองปั่นป่วนเหมือนคนที่กำลังอยู่ในสภาวะช็อกทางจิตวิญญาณ... ฉันอธิบายทางการแพทย์ไม่ถูกว่ะ แต่มันเหมือนกับ..."
"เหมือนกับอะไร?"
"เหมือนกับเธอกำลังแบกรับอะไรบางอย่างที่หนักเกินตัว หรือใช้ 'สมอง' ในส่วนที่มนุษย์ปกติเขาไม่ใช้กัน จนโอเวอร์โหลด" ซูหยางถอดแว่นตาออกมาเช็ด
"ฉันฉีดยาบำรุงและให้น้ำเกลือผสมวิตามินเข้มข้นไปแล้ว น่าจะตื่นพรุ่งนี้เช้า แต่ที่น่าห่วงคือ..."
ซูหยางชี้ไปที่ข้อมือบางของหลิงเว่ย
"รอยช้ำพวกนี้ แล้วก็ร่องรอยการถูกทำร้ายเก่าๆ ตามตัว ผู้หญิงคนนี้ผ่านอะไรมาเยอะนะอู่เหิน นายไปเก็บเธอมาจากไหน?"
เฟิ่งอู่เหินมองตามรอยช้ำเหล่านั้น แววตาวูบไหวด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก
"เก็บมาจาก... นรกมั้ง"
เขาตอบเลี่ยงๆ
ซูหยางเก็บของเตรียมตัวกลับ
"เอาเถอะ เรื่องส่วนตัวนายฉันไม่ยุ่ง แต่ดูแลเธอดีๆ แล้วกัน สภาพจิตใจเธอเปราะบางมาก ถ้าตื่นมาแล้วอย่าเพิ่งไปคาดคั้นอะไร เดี๋ยวจะช็อกไปอีก"
หลังจากหมอกลับไป ห้องนอนกว้างใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เฟิ่งอู่เหินดับบุหรี่ เดินมายืนข้างเตียง จ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของหลิงเว่ย ตอนนี้เธอไร้พิษสง ดูเหมือนเด็กสาวธรรมดาที่ต้องการการปกป้อง แต่เขารู้ดีว่า ภายใต้เปลือกนอกที่เปราะบางนี้ ซ่อนปีศาจร้ายที่หยั่งรู้ฟ้าดินเอาไว้
"อีกสามวัน นายจะเลือดตกยางออก"
เสียงคำทำนายหลอนประสาทดังขึ้นอีกครั้ง เฟิ่งอู่เหินยกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือเรือนหรู เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว วันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว...
วันที่ 1 ของคำทำนาย
"ได้..."
เฟิ่งอู่เหินแสยะยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังตื่นเต้นกับเกมเดิมพันที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน
"ฉันจะรอดู ว่าในสามวันนี้ จะมีอะไรทำให้ฉันเลือดตกยางออกได้ หรือเธอจะเป็นฝ่ายที่ต้องก้มหัวให้ฉัน หลิงเว่ย"
ชายหนุ่มหันหลังเดินออกจากห้อง ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ขังแม่มดน้อยไว้ในกรงทองของมังกร โดยที่ไม่รู้เลยว่า... กรงขังนี้ อาจจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอ หรืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริงของเขากันแน่
-----
แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านกำมะหยี่สีเข้มเข้ามาตกกระทบเปลือกตา หลิงเว่ยรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะ แต่ความเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงเมื่อคืนหายไปแล้ว แทนที่ด้วยความอ่อนเพลียที่กัดกินไปทั่วร่าง
เธอกระพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสภาพเบื้องหน้า เพดานสูงลิบ โคมไฟระย้าคริสตัล กลิ่นหอมสะอาดของเครื่องนอนราคาแพง ที่นี่ไม่ใช่ห้องรูหนูที่เธอคุ้นเคย
"ตื่นแล้วเหรอ?"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังมาจากมุมห้อง หลิงเว่ยสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับไปมอง เฟิ่งอู่เหินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ สวมชุดลำลองสบายๆ แต่บรรยากาศรอบตัวยังคงดูสง่างามและอันตรายดุจเสือซุ่ม เขากำลังจิบกาแฟดำ พลางอ่านเอกสารในมือโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองเธอ
"ที่นี่... ที่ไหน?" เสียงของเธอแหบพร่า
"บ้านฉัน" เขาตอบสั้นๆ พลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น
"กินน้ำซะ หมอสั่งไว้"
หลิงเว่ยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง เห็นแก้วน้ำวางอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง เธอยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความทรงจำเมื่อคืนค่อยๆ ไหลย้อนกลับมาฉายชัดในสมอง การทำนาย... ความเจ็บปวด... และคำท้าทายที่ทิ้งไว้ก่อนหมดสติ
"คุณ เชื่อฉันหรือยัง?" เธอถามตรงประเด็น ทิ้งตัวพิงหัวเตียง จ้องมองเขาเขม็ง
เฟิ่งอู่เหินชะงักมือที่กำลังถือเอกสาร เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอช้าๆ มุมปากยกยิ้มหยัน
"เชื่อ?"
เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ โยนเอกสารปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ
"สายข่าวของฉันรายงานว่า ตอนนี้เฉิงหาวกำลังจัดปาร์ตี้มั่วสุมอยู่บนเรือยอร์ชส่วนตัวอย่างมีความสุข ไม่มีวี่แววของความทุกข์ร้อน หรือ 'ความสูญเสีย' อย่างที่เธอเพ้อเจ้อแม้แต่นิดเดียว"
หลิงเว่ยไม่สะทกสะท้านกับคำเยาะเย้ยนั้น เธอกวาดตามองหานาฬิกาเรือนหรูที่แขวนอยู่บนผนังห้อง
"ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ?"
เฟิ่งอู่เหินเลิกคิ้วมองนาฬิกาข้อมือเรือนแพงระยับของตน
"เก้าโมงห้าสิบนาที แล้วมันทำไม?"
"อีกสิบนาที..."
หลิงเว่ยพึมพำ แววตาที่เคยอ่อนล้ากลับมาฉายประกายลึกลับมั่นใจ
"ถ้าอย่างนั้นเรามาพนันกันไหมคะ? รออีกแค่สิบนาที เมื่อเข็มยาวชี้ที่เลขสิบสองพอดิบพอดี สิบโมงตรง หายนะของเพื่อนคุณจะมาเยือน"
เฟิ่งอู่เหินหรี่ตามองเด็กสาวบนเตียง ความมั่นใจของเธอทำให้เขาหงุดหงิดแต่ก็นึกสนุก
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเธอที่เตียง แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเล็กลงถนัดตา จนกระทั่งเขามายืนค้ำหัวเธอ ร่างกายกำยำบดบังแสงไฟจนเกิดเงาทะมึนทาบทับ
"แต่ฉันจะบอกอะไรให้นะเด็กน้อย... คิดว่าพวกฉันเป็นเด็กอมมือหรือไง?" เฟิ่งอู่เหินแค่นหัวเราะ แววตาฉายแววเย้ยหยันในความอวดดีของเด็กสาว
"เรื่องสัญญาที่เฉิงหาวกำลังจะเซ็น ฉันกับเจ้านั่นไม่ได้หลับหูหลับตาทำธุรกิจ เราส่งมือดีที่สุดไปสืบประวัติไอ้คู่ค้าคนนั้นจนพรุนไปถึงโคตรเหง้าแล้ว!"
เขาโน้มตัวลงมา มือหนายันกับฟูกนุ่มข้างใบหน้าเธอ กักขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟจางๆ รินรดผิวแก้มซีดขาว
"ข้อมูลทุกอย่างระบุชัดเจน ประวัติขาวสะอาด ฐานะการเงินมั่นคง และโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะหาได้ในวงการธุรกิจ ไม่มีช่องโหว่ ไม่มีกลโกง และไม่มีความเสี่ยงแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว"
มุมปากของมังกรหนุ่มกระตุกยิ้มร้ายกาจ ราวกับผู้คุมกฎที่กำลังไล่ต้อนนักโทษ
"หลักฐานแน่นหนาขนาดนี้ เธอยังจะกล้ายืนยันคำทำนายเพ้อเจ้อ ที่ไม่มีมูลความจริงของเธออยู่อีกงั้นเหรอ?"
หลิงเว่ยเพียงแค่สบตาเขา ไม่หลบเลี่ยง ไม่สะทกสะท้าน เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"สิ่งที่ตาเห็น กับความจริงที่ซ่อนอยู่ บางครั้งมันก็คนละเรื่องกันนะ"
เฟิ่งอู่เหินขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากสั่งสอนยัยเด็กปากดีอีกสักประโยค แต่ทว่าหลิงเว่ยตัดบททันที
"แต่ถ้าฉันถูก..."
หลิงเว่ยเชิดหน้าขึ้นท้าทาย
"คุณต้องทำตามคำร้องขอของฉัน 1 อย่าง และหากว่าคุณต้องการรอดพ้นคำทำนายก็เริ่มฟังคำเตือนของฉัน เรื่องของคุณ!"
เฟิ่งอู่เหินไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาเดินมายืนค้ำหัวเธอ ร่างสูงใหญ่บดบังแสงสว่างจนมิด สร้างเงาทะมึนทาบทับลงบนตัวเธอ
"เก่งให้ตลอดก็แล้วกัน เพราะถึงเธอจะทายถูกเรื่องเฉิงหาว ก็ไม่ได้หมายความว่าคำทำนายเรื่องของฉันจะเป็นจริง"
เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ จนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะผิวแก้ม
"ฉันมีบอดี้การ์ดฝีมือดีที่สุดร้อยคนรอบตัว มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยที่สุดในโลก และในสามวันนี้ ฉันจะไม่ก้าวเท้าออกจากเซฟเฮาส์นี้แม้แต่ก้าวเดียว..."
ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในตาเธอราวกับจะข่มขวัญ
"บอกฉันสิคุณหนูรอง ภายใต้การคุ้มกันระดับนี้ อะไรจะมาทำให้ฉันเลือดตกยางออกได้?"
*****
