บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ประเดิมคำพยากรณ์แรกด้วยหายนะ...ของผู้อื่น...

บทที่ 4 ประเดิมคำพยากรณ์แรกด้วยหายนะ...ของผู้อื่น...

เข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้า แต่สำหรับบางคน มันคือนับถอยหลังสู่จุดจบ

ภายในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีที่เงียบสงัด แสงจันทร์สีนวลส่องลอดผ้าม่านเข้ามาตกกระทบเตียงนอน หลิงเว่ย ที่ดูเหมือนหลับสนิทไปแล้ว จู่ๆ ก็ลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด

ดวงตาคู่สวยที่เคยดำสนิท บัดนี้มีประกายสีทองหมุนวนอยู่ภายในรูม่านตาราวกับกงล้อแห่งชะตากรรม เธอไม่ได้ขยับกาย แต่จิตวิญญาณระดับราชินีเซียนได้แผ่ขยายออกไปนอกห้อง นอกตึกโรงพยาบาล พุ่งทะยานไปในอากาศยามค่ำคืนของมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสี เธอกำลังใช้ เนตรสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อดูอนาคต แต่เพื่อ เฝ้าดูปัจจุบัน ที่เธออาจจะเป็นหนึ่งในผู้ลิขิตก็เป็นได้...

"เอาล่ะ... ได้เวลาแสดงแล้ว คุณหมอ" ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปาก ราวกับผู้กำกับที่กำลังรอดูฉากไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์เรื่องโปรด

...

ณ ถนนวงแหวนรอบนอก มุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำ เวลา 23:55 น.

รถสปอร์ตหรูยี่ห้อปอร์เช่สีดำมันปลับ กำลังแล่นทะยานด้วยความเร็วสูงตัดฝ่าความมืดบนถนนไฮเวย์ที่เปียกชื้น หยาดฝนที่เพิ่งหยุดตกสะท้อนแสงไฟหน้ารถและแสงนีออนข้างทางจนดูพร่ามัวชวนเวียนหัว

ภายในห้องโดยสารที่บุด้วยหนังแท้ราคาแพง ความเงียบกริบที่ควรจะผ่อนคลายกลับกลายเป็นความกดดันที่ชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เหวยหลัน กำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วทั้งสิบซีดขาวและเกร็งกระตุก เหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผากและซึมชื้นตามแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตแนบเนื้อ ทั้งที่เครื่องปรับอากาศภายในรถกำลังทำงานอย่างเต็มที่ ความเย็นยะเยือกที่จับขั้วหัวใจเขาในตอนนี้ไม่ได้มาจากอุณหภูมิ แต่มาจากความหวาดกลัวขุมหนึ่งที่กำลังกัดกินเขาจากภายใน

"บ้า... บ้าที่สุด! ยัยเด็กนั่นมันบ้าไปแล้ว!"

เขาสบถออกมาเสียงดังลั่นรถ หวังให้เสียงตะโกนของตัวเองกลบความเงียบและเสียงกระซิบที่ตามหลอกหลอน... แต่เปล่าประโยชน์ น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งของหลิงเว่ยยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ราวกับเธอกำลังนั่งแสยะยิ้มอยู่ตรงเบาะข้างๆ แล้วกระซิบข้างหูเขา

'อีกสามชั่วโมง... ล้อหน้าขวาของคุณจะระเบิดบนสะพานข้ามแม่น้ำ...'

คำพูดนั้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาราวกับแผ่นเสียงตกร่องที่ไม่มีวันหยุด

"ไร้สาระ! เป็นไปไม่ได้!" เหวยหลันตะโกนใส่ความว่างเปล่า พยายามใช้เหตุผลอันน้อยนิดที่เหลืออยู่เข้าสู้

"รถคันนี้เพิ่งเข้าศูนย์ฯ เช็กระยะเมื่ออาทิตย์ก่อน! ยาง Michelin Pilot Sport รุ่นท็อปสุดเพิ่งเปลี่ยนใหม่ซิงๆ ทั้งสี่เส้น! มันจะมาระเบิดบ้าบออะไรตอนนี้!"

เขาพยายามบังคับตัวเองให้เพ่งสมาธิไปที่การขับขี่ แต่ประสาทสัมผัสของเขากลับตื่นตัวเกินขอบเขต ทุกครั้งที่ล้อรถบดทับรอยต่อของพื้นถนน หรือสะดุดก้อนกรวดเพียงเล็กน้อย ร่างกายของเขาก็จะสะดุ้งเฮือก หัวใจกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนก นึกไปเองว่านั่นคือสัญญาณเตือนของหายนะที่กำลังจะมาถึง

สายตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกเพราะความเครียดจัด ลอกแลกไม่อยู่สุขราวกับคนเสียสติ เดี๋ยวก็เหลือบมองไฟแจ้งเตือนสถานะแรงดันลมยางบนหน้าปัด... ปกติทุกอย่าง เดี๋ยวก็สลับไปมองกระจกมองหลังด้วยความระแวงว่าจะมีอะไรตามมา และสุดท้าย... สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่นาฬิกาดิจิทัลบนคอนโซล

23:57 น.

ตัวเลขสีแดงบนหน้าปัดดูไม่ต่างอะไรกับเวลานับถอยหลังของระเบิดเวลา เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก มือที่กำพวงมาลัยเริ่มสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่อยู่

ความหวาดระแวงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เมื่อแสงไฟสีส้มสลัวของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่ ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาเบื้องหน้า... มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น เงียบเชียบ มืดมิด และน่าเกรงขาม เหมือนปากทางมรณะที่กำลังอ้าปากรอรับเขาตามคำทำนาย!

ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...

เวลาในนาฬิกาเปลี่ยนเป็น 23:59 น.

หัวใจของเหวยหลันเต้นรัวเร็วปานกลองศึก ความกลัวทำให้เขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเหตุผล แทนที่จะชะลอความเร็ว เขากลับเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อหวังจะผ่านสะพานบ้าๆ นี่ไปให้เร็วที่สุด!

"ผ่านไปสิวะ! ผ่านไปให้พ้นๆ! ฉันไม่เชื่อคำพูดบ้าของเด็กนั่นหรอก!!"

เขากัดฟันกรอด สองมือกำพวงมาลัยแน่นขึ้นไปอีก แน่นจนรู้สึกเจ็บเกร็งไปทั้งท่อนแขน รถสปอร์ตพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางสะพานด้วยความเร็วเกือบ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลมแรงบนสะพานพัดปะทะตัวรถจนรู้สึกวูบวาบ

และในวินาทีที่เข็มนาฬิกาเปลี่ยนเป็น 00:00 น. พอดีเป๊ะ...

ตูม!!!

เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากล้อหน้าฝั่งขวา! มันไม่ใช่แค่ยางแตก แต่มันเหมือนยางเส้นนั้นถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็น!

"เฮ้ยยยยยย!!"

เหวยหลันกรีดร้องสุดเสียง รถสปอร์ตคันหรูเสียการควบคุมทันทีที่ความเร็วสูง พวงมาลัยสะบัดอย่างบ้าคลั่งด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาล ตัวรถหมุนคว้างกลางถนนที่ลื่นไถลราวกับลูกข่างที่ไร้การควบคุม โลกทั้งใบหมุนติ้ว ภาพแสงไฟบนสะพานกลายเป็นเส้นสายลายพร้อยชวนเวียนหัว

'พยายามประคองพวงมาลัยให้ดีล่ะ...' เสียงกระซิบของยมทูตสาวดังก้องขึ้นมาในวินาทีวิกฤต

ด้วยความสัญชาตญาณการเอาตัวรอด หรือเพราะความโง่เขลาที่ถูกความกลัวครอบงำ เหวยหลัน 'เกร็ง' ข้อมือและนิ้วทั้งสิบ ล็อกพวงมาลัยไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังจะฝืนแรงเหวี่ยงมหาศาลนั้น แต่นั่น คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขา

โครม! เอี๊ยดดดดด! ปัง!

รถปอร์เช่หมุนเคว้งก่อนจะพุ่งเข้าชนขอบปูนกั้นสะพานอย่างจัง! เสียงเหล็กกล้าบดขยี้กับคอนกรีตดังแสบแก้วหู แรงกระแทกมหาศาลทำให้หน้ารถยุบเข้ามาครึ่งคัน ถุงลมนิรภัยระเบิดออกกระแทกใบหน้าของเขาจนมึนงง เลือดกำเดาไหลทะลัก

แต่ความเจ็บปวดที่แท้จริง... ไม่ได้อยู่ที่ใบหน้า

"อ๊ากกกก!!!"

เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาดังลั่นออกมาจากซากรถ

ในวินาทีที่รถชน คอนโซลหน้ารถและแกนพวงมาลัยถูกอัดก๊อปปี้เข้ามาอย่างแรง และเพราะเหวยหลัน 'กำ' พวงมาลัยไว้แน่นด้วยความกลัว มือทั้งสองข้างของเขา มือศัลยแพทย์ที่เคยภาคภูมิใจ จึงกลายเป็นกันชนรับแรงกระแทกทั้งหมด!

นิ้วมือทั้งสิบนิ้วบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง กระดูกข้อมือแตกละเอียดจนโผล่ทะลุผิวหนังออกมา เลือดสีแดงสดไหลนองอาบพวงมาลัยและเบาะหนังราคาแพง เหวยหลันพยายามขยับมือด้วยความตื่นตระหนก แต่สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงมองดูมือก้อนเนื้อเละๆ ตรงหน้าที่ไร้ความรู้สึก

"ม... มือฉัน... ไม่... ไม่จริง..."

น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลพรากผสมกับเลือดบนใบหน้า เขาหอบหายใจรวยริน มองภาพอนาคตที่ดับวูบลงในพริบตา เสียงไซเรนรถกู้ภัยดังแว่วมาแต่ไกล แต่เขารู้ดี ไม่มีหมอเทวดาหน้าไหนในโลกที่จะซ่อมแซมมือคู่นี้ให้กลับมาจับมีดผ่าตัดได้อีกแล้ว คำทำนายของปีศาจสาวตนนั้น... เป็นจริงทุกประการ!

...

กลับมาที่ห้องพักผู้ป่วย

หลิงเว่ยถอนจิตกลับคืนสู่ร่าง เธอลืมตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มพอใจประดับอยู่บนใบหน้า ภาพหายนะเมื่อครู่ชัดเจนในคลองจักษุราวกับได้ไปยืนดูอยู่ตรงนั้น ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และเสียงกรีดร้องของเหวยหลัน ช่างเป็นดนตรีที่ไพเราะเสนาะหูสำหรับนางยิ่งนัก

"บอกแล้วให้ระวัง มนุษย์ผู้โง่เขลาเอ๋ย"

เธอพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังพูดถึงมดปลวกที่บังเอิญเดินมาสะดุดเท้าเธอเข้า ร่างบางค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงอย่างแช่มช้า แม้กายเนื้อนี้จะยังอ่อนเพลียจากการถูกสูบเลือด แต่จิตวิญญาณภายในกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจแห่งราชินี

เธอเดินไปหยุดที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตาที่ว่างเปล่ามองลงไปยังแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงยามค่ำคืน เบื้องล่างนั้น โลกมนุษย์ช่างดูวุ่นวายและเล็กจ้อยไม่ต่างจากกระดานหมากรุก ที่ไหนสักแห่งในทิศตะวันตก เสียงไซเรนรถกู้ภัยกำลังดังระงมแว่วมาตามสายลม บทเพลงแห่งความหายนะที่เธอเป็นผู้ประพันธ์

ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูแคลนสรรพสิ่ง

"หมากเบี้ยตัวแรกที่ไร้ค่า ถูกกำจัดออกจากกระดานแล้ว"

เธอละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องล่าง ก้มลงมองชุดคนไข้สีซีดที่สวมใส่อยู่ด้วยสายตารังเกียจราวกับมองผ้าขี้ริ้ว

"ถึงเวลาที่ราชินีจะต้องเปลี่ยนเครื่องทรงเสียที"

หลิงเว่ยเดินทอดน่องเข้าไปในห้องน้ำด้วยท่วงท่าสง่างาม นางยกมือข้างที่ถูกพันธนาการขึ้นมา พิจารณาสายน้ำเกลือและเข็มที่เจาะคาอยู่ด้วยแววตารำคาญใจ ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่เรียวยาวงดงามดุจหยกสลัก จับหัวเข็มแล้วกระชากออกอย่างแรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ฉึก!

ตามกฎเกณฑ์ของกายเนื้อ หยดเลือดสีแดงสดต้องพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผลที่เปิดกว้าง และมันก็เป็นเช่นนั้น ทว่า ก่อนที่หยดเลือดเหล่านั้นจะมีโอกาสได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นสกปรก หลิงเว่ยเพียงแค่ยกมือเรียวงามข้างนั้นขึ้นมา แล้วใช้ปลายนิ้วปัดผ่านเหนือปากแผลเบาๆ ราวกับปัดฝุ่นผง

พลันบังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น! หยดเลือดสีแดงฉานเหล่านั้นหยุดชะงักค้างกลางอากาศราวกับถูกแช่แข็ง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทาง ไหลย้อนกลับคืนสู่ปากแผลราวกับมีชีวิต!

ในเสี้ยววินาทีที่แสงไฟนีออนในห้องน้ำส่องกระทบ หากมีใครตาดีพอ จะสังเกตเห็นว่าภายในความแดงเดือดของโลหิตนั้น มีประกายแสงสีทองระยิบระยับสายหนึ่งแฝงอยู่... มันคือ โลหิตทองคำ อันสูงส่งที่หาได้ยากยิ่งในสามภพ สัญลักษณ์แห่งกายเซียนที่กำลังตื่นรู้ ซึ่งบัดนี้ได้หลอมรวมเข้ากับไอพิษจางๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใน ร่างกายอันสูงส่งนี้ย่อมไม่ยอมเสียเลือดอันล้ำค่าไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่หยดเดียว

เมื่อเลือดหยดสุดท้ายไหลคืนสู่ร่าง ปากแผลก็สมานตัวปิดสนิททันทีราวกับไม่เคยเกิดขึ้น หลิงเว่ยลดมือที่งดงามไร้ที่ตินั้นลงด้วยท่าทีเฉยชา ราวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเมื่อครู่เป็นเพียงกิจวัตรประจำวันอันแสนธรรมดาของนาง

เธอกวักน้ำเย็นจัดขึ้นล้างหน้าล้างตา แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ และในวินาทีนั้นเอง ที่ภาพในกระจกได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ใบหน้าของ 'หลิงเว่ย' เด็กสาวผู้เคยซีดเซียว อมทุกข์ และดูธรรมดาสามัญ บัดนี้ กลับเปล่งประกายด้วยความงามที่เหนือสามัญสำนึก ผิวพรรณที่เคยหม่นหมองกลับดูขาวผ่องเป็นยองใยราวกับหยกเนื้อดีที่เปล่งแสงได้จากภายใน คิ้วเรียวสวยได้รูปพาดเฉียงเหนือท่วงทำนองแห่งอำนาจ จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นอย่างถือดี และริมฝีปากบางสีกุหลาบที่เม้มเข้าหากันอย่างเด็ดเดี่ยว

ทว่า สิ่งที่งดงามที่สุดและน่ากลัวที่สุด คือดวงตาคู่นั้น นัยน์ตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไร้ก้นบึ้ง มันเปล่งประกายความงามที่เย็นชาและสูงส่งจนเกินเอื้อม เป็นความงามที่ดู 'ไม่จริง' ราวกับนางสวรรค์ที่หลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ งดงามจนผู้ที่ได้สบตาอาจลืมหายใจ แต่ก็สูงส่งจนไม่กล้าแม้แต่จะคิดอาจเอื้อมแตะต้อง มันคือความงามของราชินีผู้บำเพ็ญเพียรมาพันปี ความงามที่พร้อมจะสยบโลกทั้งใบไว้แทบเท้า

เธอละสายตาจากกระจก เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้อง ว่างเปล่า มีเพียงเสื้อยืดเก่าๆ ย้วยๆ กับกางเกงยีนส์สีซีดตัวหนึ่งที่ป้าสะใภ้คงสั่งให้คนใช้เอามาโยนทิ้งไว้ให้พอเป็นพิธี

หลิงเว่ยใช้ปลายนิ้วคีบเสื้อตัวนั้นขึ้นมาดูด้วยสีหน้าขยะแขยงสุดขีด

"ตระกูลหลิง... รสนิยมห่วยแตกสิ้นดี"

เธอบ่นพึมพำ แต่ก็หยิบมันมาสวมใส่อย่างไม่มีทางเลือก ดีกว่าใส่ชุดคนไข้ที่ดูอ่อนแอนี่เป็นไหนๆ เธอสวมเสื้อฮู้ดสีเทาตัวโคร่งทับอีกชั้น ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะเพื่ออำพรางใบหน้า

เธอเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยวีไอพีอย่างเงียบเชียบราวกับแมวขโมย ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ พยาบาลเวรยุ่งอยู่กับการรับโทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับอุบัติเหตุร้ายแรงของศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล

หลิงเว่ยเดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลไปอย่างง่ายดาย มุมปากยกยิ้มเยาะ ในขณะที่ทุกคนกำลังโกลาหลกับหายนะของหมอเหวยหลันและในขณะที่ หลิงจิ้งเหยา กำลังนอนหลับฝันดี โดยไม่รู้ว่ามีพิษร้ายกำลังแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก...

ปีศาจที่พวกมันสร้างขึ้น ก็ได้ก้าวเท้าออกจากกรงขัง เพื่อเริ่มต้นการล่าอย่างเป็นทางการแล้ว

*****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel