บทที่ 6 บ้านของพรานหญิง
บทที่ 6 บ้านของพรานหญิง
บ้านกัวตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของหมู่บ้าน ปลีกวิเวกออกห่างจากผู้คนจนเกือบจะแนบชิดกับแนวป่าที่ทอดยาวขึ้นไปบนเขาชิงหลง การตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างไกลเพื่อนบ้านเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากการถูกชาวบ้านขับไล่ไสส่งแต่อย่างใด ทว่ามันคือความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว ของกัวซิ่วหรงเองต่างหาก
หลายปีก่อน หลังจากที่สามีของหล่อนเสียชีวิต บรรดาญาติพี่น้องหัวหมอต่างพากันจ้องจะฮุบที่ดินทำเลดีกลางหมู่บ้านของครอบครัวกัว หญิงหม้ายที่ต้องเลี้ยงดูลูกชายวัยกำลังกินกำลังนอนตามลำพัง ขี้เกียจจะลดตัวลงไปต่อปากต่อคำแย่งชิงสมบัติกับพวกปลิงดูดเลือดให้เสียเวลาทำมาหากิน หล่อนจึงตัดสินใจหอบลูกหอบเต้า ย้ายสัมมะโนครัวมาขอใช้ที่ดินรกร้างตรงตีนเขาชิงหลงแห่งนี้แทน
สำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่ดินตรงนี้คือเขตอันตรายที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและความหนาวเหน็บ แต่สำหรับพรานหญิงผู้มีสายเลือดนักล่าไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม ที่นี่คือคลังเสบียงส่วนตัว! การมีบ้านอยู่ติดตีนเขา ทำให้หล่อนสามารถสะพายปืนเดินเข้าป่าไปหาเสบียงได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สะดวกสบาย ราวกับไปหยิบของกินในตลาด ทั้งประหยัดเวลา และที่สำคัญที่สุด หล่อนไม่ต้องทนฟังเสียงซุบซิบนินทาของพวกป้าข้างบ้านให้รำคาญหู
ยิ่งเดินห่างออกจากใจกลางหมู่บ้าน เสียงจอแจของผู้คนก็ยิ่งเบาบางลง เหลือเพียงเสียงลมพัดไล่รวงข้าว เสียงแมลงกรีดปีกดังแทรกจากพงหญ้า และเสียงล้อรถเข็นบดทับไปบนถนนดิน
ปลายฤดูร้อนกำลังจะหมดลง ทุ่งข้าวโพดสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ใบแห้งเสียดสีกันดังซ่า กลิ่นฟางใหม่ปะปนกับกลิ่นดินชื้นลอยอวลมากับสายลม ไกลออกไป ภูเขาชิงหลงทอดตัวตระหง่านอยู่ใต้ท้องฟ้าสีคราม ยอดเขาหลายลูกซ้อนทับกันเป็นเงาสีน้ำเงินเข้ม ป่าสนบนไหล่เขาดูสงบงดงาม ทว่าคนในหมู่บ้านต่างรู้ดี เบื้องหลังความสงบเยือกเย็นนั้น มีทั้งฝูงหมูป่า หมาป่า และหุบเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินคนได้โดยไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
กัวซิ่วหรงก้าวเดินบนเส้นทางนี้อย่างมั่นคง ช่วงขาเรียวยาวก้าวฉับๆ ไปข้างหน้าโดยแทบไม่มีเสียงหอบหายใจให้ได้ยิน ปืนล่าสัตว์กระบอกโตพาดอยู่บนบ่าแกร่ง ปอยผมบางส่วนที่หลุดรุ่ยจากมวยด้านหลังปลิวไสวไปตามแรงลม
หลินเยว่ซินลอบมองแผ่นหลังตั้งตรงนั้นแล้วรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด นี่แหละคือผู้หญิงประเภทที่ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า ก็คงเงยหน้าขึ้นไปมองประเมินทิศทางเสียก่อน ว่าควรจะก้าวหลบไปทางใด หรือควรจะยกมือขึ้นค้ำยันฟ้าเอาไว้ดี
ส่วนหลินจื้อหยวน เขาเดินอยู่เคียงข้างกัวซิ่วหรงอย่างเงียบเชียบ ความแตกต่างของคนทั้งคู่เด่นชัดเสียจนชาวบ้านที่บังเอิญเดินสวนทางมาต้องเหลียวหลังกลับมามองจนคอแทบเคล็ด
กัวซิ่วหรงสูงเพรียว ทะมัดทะแมง และคมเข้ม ดุดันราวกับต้นสนป่าที่หยัดยืนท้าทายพายุบนหน้าผาชัน หลินจื้อหยวนสูงโปร่ง หล่อเหลาสะอาดสะอ้าน และอ่อนโยน งดงามละมุนละไมราวกับต้นไผ่หยกหลังฝนพรำ ขณะที่เดินเคียงกันกัวซิ่วหรงก็เอ่ยถามขึ้นมา
“หนักหรือไม่?”
กัวซิ่วหรงเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ หลินจื้อหยวนก้มมองตะกร้าผักใบย่อมในมือ
“ไม่หนักครับ”
“ฉันถือให้”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ”
พรานหญิงหยุดชะงักฝีเท้า แล้วหันมาจ้องหน้าเขาตาเขม็ง
“คุณเพิ่งถูกไล่ออกจากบ้าน จิตใจก็ไม่สู้ดี ไม่ควรถือของหนักให้เปลืองแรง”
กัวเอ้อร์เฉิงซึ่งกำลังลากซากหมูป่าหน้าดำหน้าแดงอยู่ด้านหน้า ถึงกับหูพึ่งจมูกบานขึ้นมาทันที...จากนั้นสายตาของเขาก็ตวัดไปมอง...ของหนัก(ตะกร้าผ้าใบเล็กๆ)... ในมือของลุงหลินทันที ซึ่งดูแล้วน้ำหนักไม่น่าจะถึงห้าชั่ง สลับกับก้มมองซากหมูป่ายักษ์น้ำหนักสองร้อยชั่งที่ตนกำลังลากอยู่ เขามองเห็นความลำเอียงของแม่ แม้ว่าเขาจะยืนอยู่ที่ดาวอังคารเลยทีเดียว!!
“แม่ครับ!!”
“อะไรอีกหล่ะ!!”
กัวซิ่วหรงตอบรับโดยไม่ปรายตาไปมองลูกชายสักนิด ในใจนั้นมีแต่อยากจะถือตะกร้าผักใบเล็กนั้นให้หลินจื้อหยวนอย่างเดียว ก็นะ!!หล่อนกลัวเขาหนักนี่น่า!!
“จิตใจผมก็ไม่ค่อยสู้ดีเหมือนกันครับ”
เอ้อร์เฉิงโอดครวญ พลางทำหน้าตาน่าสงสารสุดฤทธิ์ หวังเรียกคะแนนความเห็นใจจากมารดาบังเกิดเกล้า กัวซิ่วหรงปรายตามองลูกชายตัวโตด้วยหางตา ริมฝีปากเหยียดตรงเป็นเส้นตรง
“เช่นนั้นก็ต้องทำใจให้หนักแน่นเข้าไว้” หล่อนกล่าวเสียงเรียบ “
ลูกผู้ชายอกสามศอก แค่ลากหมูป่าสองร้อยชั่งแค่นี้ ทำเป็นใจเสาะไปได้ เอ้า! ออกแรงหน่อย อย่ามัวแต่อู้ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองนั่นแหละ”
พูดจบหล่อนก็หันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนในแบบฉบับของหล่อน ให้หลินจื้อหยวน แล้วเอื้อมมือไปคว้าตะกร้าผักใบย่อมมาถือไว้เสียเอง โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาปฏิเสธ
“มา ฉันช่วยถือดีกว่า คุณจะได้เดินสบายๆ”
“...”
กัวเอ้อร์เฉิงอ้าปากค้าง มองภาพมารดาผู้แข็งแกร่งราวกับหินผา กำลังประคบประหงมว่าที่พ่อเลี้ยงราวกับไข่ในหิน สลับกับมองซากหมูป่ายักษ์ที่ตนเองต้องรับผิดชอบต่อไปอย่างโดดเดี่ยว... นี่เขายังใช่ลูกแท้ๆ ของแม่กัวซิ่วหรงอยู่หรือเปล่าเนี่ย!หรือว่าเขาเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาจากถังขยะกัน!!
หลินเยว่ซินหลุดหัวเราะพรืดออกมา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาจากการเกิดใหม่ เสียงหัวเราะของเธอไม่ได้ดังกึกก้อง ทว่าใสสะอาดและผ่อนคลายเสียจนหลินจื้อหยวนต้องหันมามอง
เมื่อเห็นบุตรสาวยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างแท้จริง สีหน้าหนักอึ้งและกังวลใจของเขาก็พลันอ่อนแสงลงเล็กน้อย กัวซิ่วหรงทอดสายตามองสองพ่อลูก ก่อนจะจงใจลดฝีเท้าลงเพื่อให้เดินขนาบข้างกันพอดี หล่อนถือตะกร้าผักที่แย่งมาจากมือหลินจื้อหยวน จากนั้นก็ขยับออกไปเดินชิดขอบถนนฝั่งด้านนอก คอยใช้ร่างกายของตนเองกำบังทั้งกิ่งไม้ระเกะระกะและล้อรถเข็นที่สวนทางมาให้ชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบ
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาของหลินเยว่ซินไปได้ ผู้หญิงคนนี้อาจไม่มีคำพูดหวานหูหยดย้อย แต่ความทะนุถนอมทั้งหมดที่หล่อนมี... ล้วนแฝงอยู่ในทุกย่างก้าวที่หล่อนเลือกเดินเพื่อเขา
----------------
ประตูรั้วบ้านกัวทำจากไม้ท่อนหนาตอกเข้าด้วยกันอย่างหยาบๆ ด้านบนคานประตูมีเขากวางคู่หนึ่งแขวนประดับไว้คล้ายเป็นเครื่องหมายการค้าประจำบ้าน
ภายในเป็นลานดินกว้างขวางกว่าบ้านหลินเกือบเท่าตัว พื้นลานถูกกวาดจนสะอาดสะอ้าน ทว่ากลับเต็มไปด้วยข้าวของที่วางระเกะระกะอย่างไม่เป็นระเบียบ มุมหนึ่งมีหนังสัตว์ขึงตากแห้งพาดไว้ อีกมุมมีตะกร้าสานใส่สมุนไพร กองฟืนที่สับไว้ซ้อนกันสูงเกือบจรดชายคา และที่สะดุดตาที่สุดคือกรงไก่ที่ถูกซ่อมแซมด้วยขดลวดหลากสีหลายขนาด พันกันยุ่งเหยิงจนดูคล้ายงานศิลปะนามธรรมของคนที่หมดสิ้นความอดทน
ตัวบ้านหลักสร้างจากดินอัดผสมอิฐ แบ่งออกเป็นสามห้อง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเก่าสลับกับหญ้าคาในบางจุดที่ซ่อมแซม มันไม่หรูหรา ไม่ได้ดูมีฐานะ ทว่าโครงสร้างกลับแข็งแรงทนทาน และดูอบอุ่นคุ้มภัยได้ดีกว่าบ้านเก่าผุพังตรงเชิงเขาหลายเท่านัก
ทันทีที่กัวเอ้อร์เฉิงลากหมูป่าผ่านพ้นประตูรั้วเข้ามา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ราวกับหมีควายก็เดินผลีผลามออกมาจากโรงเก็บฟืน เขาคือกัวต้าหย่งลูกชายคนโตของบ้าน
รูปร่างของเขาสูงใหญ่แทบจะคับกรอบประตู ไหล่กว้างหนาจนเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลดูตึงเปรี๊ยะ ใบหน้าคมเข้มซื่อตรงและมักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับซากหมูป่า ดวงตาดุดันนั้นกลับเปล่งประกายวิบวับ
“แม่ได้หมูป่ามาหรือครับ?”
“ฉันเป็นคนลาก!!”
กัวเอ้อร์เฉิงรีบอ้าปากแก้ต่างทวงความดีความชอบทันควัน ต้าหย่งก้มมองซากหมูป่า สลับกับมองหน้าน้องชายที่ยืนหอบแฮ่กจนลิ้นแทบห้อย
“แม่เป็นคนล่ามา...”
“แต่ฉันเป็นคนลากมันมาไงเล่า!”
“อืม!!”
คำตอบรับสั้นๆ หน้าตายและแสนจะเรียบเฉยนั้น ทำเอากัวเอ้อร์เฉิงรู้สึกว่าหยาดเหงื่อและความเสียสละของตน ไม่ได้รับการเชิดชูอย่างที่ควรจะเป็นเอาเสียเลย
จากนั้น สายตาของกัวต้าหย่งจึงเพิ่งสังเกตเห็นแขกผู้มาเยือน ดวงตาคู่คมหยุดชะงักอยู่ที่หลินจื้อหยวน เลื่อนไปประเมินหลินเยว่ซิน ก่อนจะหันกลับมามองหน้ามารดาด้วยเครื่องหมายคำถามแปะอยู่เต็มหน้า กัวซิ่วหรงตอบสั้นๆ ได้ใจความ
“แขก!”
เอ้อร์เฉิงที่ยืนพิงซากหมูอยู่ข้างๆ รีบยื่นหน้าเข้ามาเสริม
“แต่อาจจะไม่ใช่แค่ 'แขก' นานหรอกนะพี่ใหญ่”
หลินจื้อหยวนสะดุ้ง สำลักลมหายใจตัวเองจนหน้าดำหน้าแดง กัวซิ่วหรงตวัดสายตาขวับ พร้อมกับยกมือขวาขึ้นวูบด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี กัวเอ้อร์เฉิงรีบพุ่งหลาวไปหลบหลังแผ่นหลังกว้างของพี่ชายทันที! กัวต้าหย่งแม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่ร่างกายก็ขยับยืนขวางบังน้องชายไว้โดยอัตโนมัติ จนกัวซิ่วหรงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ไปต้มน้ำ!”
หล่อนออกคำสั่งเสียงเรียบต้าหย่งพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน แล้วหันหลังเดินสวบๆ เข้าครัวไป ไม่ถึงสิบลมหายใจ..
โครม!! เสียงของแข็งหล่นกระแทกพื้นก็ดังสนั่นมาจากในครัว กัวเอ้อร์เฉิงยกมือขึ้นนวดขมับ หลับตาปี๋
“พี่ใหญ่ต้มน้ำได้ครับ แต่บ้านเราต้องแลกกับการเสียหม้อไปหนึ่งใบทุกๆ สามครั้ง”
กัวซิ่วหรงตีหน้านิ่ง ทำหูทวนลมราวกับเสียงโครมครามเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงนกร้อง หล่อนผายมือเชิญหลินจื้อหยวนและเยว่ซินเข้าไปในห้องโถงหลักอย่างสุภาพ
ภายในบ้านเรียบง่ายยิ่งกว่าภายนอก โต๊ะไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่กลางห้อง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้สี่ตัวที่หน้าตาและขนาดไม่เหมือนกันเลยสักตัว บนผนังดินมีคันธนู มีดล่าสัตว์หน้าตาแปลกประหลาด และเสื้อกันหนาวตัวหนาที่ถูกปะชุนทับซ้อนกันจนแทบมองไม่เห็นสีผ้าเดิมแขวนประดับไว้
ทว่าสิ่งที่ทำให้สองพ่อลูกตระกูลหลินต้องเบิกตากว้าง ไม่ใช่ความซอมซ่อของเครื่องเรือน แต่เป็นสิ่งที่แขวนห้อยต่องแต่งอยู่บนขื่อคานไม้ยาวเหยียดเหนือศีรษะต่างหาก!
ขาหมูแฮมหมักเกลือชิ้นโตขนาดเท่าขาคนหลายสิบขา ก้อนหมูสามชั้นน้ำค้างที่ถูกรมควันและตากลมจนชั้นไขมันใสแจ๋วราวกับผลึกแก้วส่องประกายมันปลาบ พวงเนื้อเก้งแห้ง ไก่ฟ้าตากแห้ง ปลาตากแห้ง และเนื้อกระต่ายป่าแขวนเรียงรายกันเป็นตับราวกับม่านหน้าต่าง กลิ่นหอมเครื่องเทศอ่อนๆ และกลิ่นควันไฟฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
เสบียงเนื้อสัตว์ตากแห้งเหล่านี้ หากนำไปวางขายในสหกรณ์เมืองอำเภอ คงทำให้ผู้คนแตกตื่นแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก แต่สำหรับบ้านพรานป่าแห่งเขาชิงหลงที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยขาดแคลนเนื้อ พวกมันกลับถูกแขวนทิ้งไว้อย่างระเกะระกะ ราวกับเป็นเพียงของประดับบ้านธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง
มุมห้องวางหีบไม้ขนาดใหญ่บรรจุของเต็มปรี่ถึงสามใบ ใกล้หน้าต่างมีไหใส่ข้าวสารและถุงแป้งเรียงรายอยู่ แม้เครื่องเรือนจะไม่งดงามวิจิตร แต่จำนวนเสบียงที่กักตุนไว้ในบ้านกลับมีมากมายกว่าที่เยว่ซินคาดคิดไว้มาก กัวซิ่วหรงสมกับเป็นพรานมือฉมังที่สุดในละแวกนี้จริงๆ
เพียงแต่ หล่อนเก่งกาจเรื่องหาของเข้าบ้าน ทว่ากลับสอบตก เรื่องการจัดการบ้านอย่างสิ้นเชิง ข้าวของทุกชิ้นบนพื้นดูเหมือนจะรู้ว่าตนเองควรอยู่ใต้หลังคานี้ แต่ไม่มีชิ้นไหนรู้เลยว่าตำแหน่งที่แท้จริงของมันควรไปซุกอยู่ตรงมุมไหน
หลินจื้อหยวนกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะไปหยุดชะงักอยู่ที่ตะกร้าสานใส่ถั่วเหลืองซึ่งวางแหมะอยู่ใกล้กับเตาผิงไฟ
“วางถั่วไว้ใกล้ความชื้นเช่นนั้น หากทิ้งไว้ข้ามคืนอาจจะขึ้นราได้นะครับ”
กัวซิ่วหรงหันไปมองตะกร้าถั่วตาปริบๆ
“จริงหรือ?”
“ควรยกขึ้นจากพื้น แล้วก็ต้องคัดแยกเมล็ดที่แตกหรือฝ่อออกเสียก่อนด้วยครับ”
พูดจบ เขาก็วางตะกร้าผักในมือลง ปลดผ้าฝ้ายผืนสะอาดที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาปูแผ่ลงบนโต๊ะไม้ ก่อนจะเทถั่วเหลืองในตะกร้าออกมาเกลี่ยเพื่อคัดแยกอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับทำเป็นประจำทุกวัน ปลายนิ้วเรียวยาวขาวสะอาด ขยับคัดเมล็ดที่เสียออกอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ท่วงท่าพลิ้วไหวทว่ามีประสิทธิภาพ
กัวซิ่วหรงยืนกอดอกนิ่งงัน แววตาที่จดจ้องร่างโปร่งตรงหน้านั้น จริงจังและเปล่งประกายเสียยิ่งกว่าตอนที่หล่อนแกะรอยพบรอยเท้าหมูป่าหายากบนภูเขาเสียอีก
กัวเอ้อร์เฉิงโผล่หน้าออกมาจากขอบประตูห้องโถง กระซิบกระซาบกับพี่ชายร่างยักษ์ที่เพิ่งเดินออกมาจากครัว
“พี่ใหญ่ดูสิ แม่มองเขาเหมือนกำลังมองข้าวสารเต็มยุ้งเลย”
กัวต้าหย่งพินิจพิจารณาภาพตรงหน้าอยู่ชั่วครู่
“ข้าวสารกินได้!!”
“ใช่ แล้วฉันก็ได้ยินมาว่า ว่าที่พ่อใหม่คนนี้ก็ทำอาหารได้อร่อยด้วยนะ”
สองพี่น้องพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกัน ราวกับเพิ่งค้นพบสมการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ว่าด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดที่การแต่งงานครั้งนี้ 'ต้อง' เกิดขึ้นให้จงได้!
หลินเยว่ซินได้ยินทุกถ้อยคำ ทว่าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คนบ้านนี้ช่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเสียเหลือเกิน ไม่มีใครมีทักษะในการเก็บงำความรู้สึกเลยสักคนเดียว... เว้นก็แต่จิ่งเหิง
เมื่อนึกถึงชื่อของชายผู้นั้น เธอก็กวาดสายตามองไปรอบบริเวณบ้านอีกครั้ง แต่ก็ยังไร้วี่แววของชายหนุ่มร่างใหญ่ ในความทรงจำจากชาติก่อน ปีนี้เผยจิ่งเหิงน่าจะยังอาศัยอยู่บนเขาชิงหลง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจสมัครเข้าร่วมหน่วยทหารในวัยยี่สิบสี่ปี สร้างผลงานสะเทือนเลื่อนลั่น จนท้ายที่สุดตระกูลเผยแห่งเมืองหลวงก็ตามสืบจนพบตัว ตอนนี้เขาอาจจะขึ้นเขาไปดักสัตว์ หรือไม่ก็ลงไปทำธุระในเมืองอำเภอ ดีแล้วล่ะ เธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาในวันนี้เช่นกัน การต้องคอยปั้นหน้าเข้มแข็ง เมื่อได้เห็นคนในความทรงจำกลับมามีชีวิตโลดแล่นทีละคนๆ มันทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของเธอต้องทำงานหนักเกินไป
“เยว่ซิน”
เสียงทุ้มนุ่มของบิดาดึงเธอกลับมาจากภวังค์
หลินจื้อหยวนคัดแยกถั่วเหลืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นมากเมื่อได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองถนัด กัวซิ่วหรงรินน้ำอุ่นและตักน้ำตาลทรายแดงของหายากในยุคนี้ใส่ถ้วยกระเบื้อง นำมาวางลงตรงหน้าสองพ่อลูก..
“ดื่มน้ำก่อน”
ลูกชายตัวโตทั้งสองคนของบ้าน ยืนกะพริบตาปริบๆ มองความว่างเปล่าบนโต๊ะตรงหน้าตนเอง พวกเขามองหน้ากัน ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาเป็นบุคคลชั้นสองที่ได้รับการปฎิบัติที่แตกต่างกันมากจากผู้เป็นมารดา...
กัวเอ้อร์เฉิงผู้ที่มีความอดทนต่ำ อดรนทนไม่ไหว เอ่ยท้วงขึ้นมา
“แม่ครับ แล้วของพวกผมล่ะ? ผมลากหมูป่ามาเหนื่อยแถมตาย น้ำตาลทรายแดงของผู้อยู่ไหนนนน!!! W
“มีมือมีเท้าก็เดินไปรินเองสิ”
กัวซิ่งหรงตอบพลางเก็บห่อน้ำตาลทรายแดงเอาไว้ในตู้ทันที เป็นสัญญาณบอกว่า ...น้ำตาลนี้ไม่มีส่วนของพวกแกอะไรอย่างนั้น!!! กัวเออร์เฉิงเห็นน้ำตาลทราบแดงกลับเข้าไปอยู่ในตู้ก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งทันที...
“นี่แม่เห็น แขกที่เพิ่งมา สำคัญกว่าลูกชายในไส้หรือครับแม่!”
กัวซิ่งหรงค่อยๆเชิดหน้าและปรายตามองเจ้าลูกชายเจ้าปัญหาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอันดังชัดเจนว่า...
“ใช่!!!”
*****พี่กัวพูดกับลูกๆเหมือนเด็กเก็บมาเลี้ยงเลย 5555 *****
