บทที่ 5 ต้องการเวลา
บทที่ 5 ต้องการเวลา!!
ชายหนุ่มคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ... ก็จริง”
กัวซิ่วหรงปรายตามองบุตรชาย เห็นได้ชัดว่าหล่อนกำลังชั่งใจว่าควรภูมิใจในความซื่อตรง หรือกังวลในสติปัญญาของเขาก่อนดี
เยว่ซินร่ายสรรพคุณต่อด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์
“ส่วนพ่อทำอาหารเก่ง อ่านหนังสือได้ คิดบัญชีเป็น เย็บเสื้อผ้าได้ และจัดการบ้านเรือนดีมาก”
เธอหันสบตากับกัวซิ่วหรงตรงๆ
“น้าซิ่วหรงต้องการคนดูแลความเรียบร้อยข้างใน พ่อต้องการคนช่วยปกป้องพายุฝนอยู่ข้างนอก พวกคุณสองคนไม่ได้เอาเปรียบกันเสียหน่อย”
หลินจื้อหยวนรู้สึกว่าตรรกะนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งทะแม่งๆ
“การแต่งงานไม่ใช่การแลกแรงงานนะ!”
“แล้วการแต่งงานควรเป็นอะไรคะ?”
คำถามของบุตรสาวทำเอาชายวัยสี่สิบชะงักงัน ศรีษะเขาเอียงเล็กน้อยราวกับพยายามคิดหาเหตุผลว่าการแต่งงานนั้นควรจะเป็นอย่างไรบ้าง หลินเยว่ซินไม่รอคำตอบ
“อยู่ด้วยกันแล้วช่วยกันทำมาหากิน เวลาคนหนึ่งลำบาก อีกคนก็ช่วยรับน้ำหนักไว้ไม่ใช่หรือคะ? ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อกับน้าซิ่วหรงก็เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยกเลยล่ะค่ะ”
กัวเอ้อร์เฉิงพยักหน้าหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไก่จิกข้าว
“อืม... ฟังดูมีเหตุผลมากๆ”
“แก!!เจ้ารอง หุบปาก!!”
กัวซิ่วหรงเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่หันไปมอง ชายหนุ่มรูดซิปปากสนิททันที แต่ดวงตายังเปล่งประกายวิบวับราวกับกำลังตีตั๋วแถวหน้าดูละครฉากสำคัญ กลุ่มชาวบ้านที่แอบมุงดูอยู่ห่างๆ ยังคงไม่ยอมแยกย้ายไปไหนเสียที เรื่องหลินจื้อหยวนหย่าขาดกับภรรยาก็น่าตื่นเต้นพอแรงแล้ว ใครจะคาดคิดเล่าว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วยามให้หลัง พรานหญิงผู้ดุดันและโด่งดังที่สุดในรอบสามหมู่บ้าน จะมาประกาศปาวๆ หน้าประตูว่า อยากได้เขาเป็นสามี! ข่าวล่ามาแรงระดับนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ถึงตอนเย็น คงติดปีกบินข้ามภูเขาไปถึงหมู่บ้านข้างๆ ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งจักรยาน ยิ่งพวกเขาอยู่ชนบทแบบนี้ ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเรื่องราวแบบนี้จึงได้รับความสนใจมากจริงๆ
หญิงชราคนหนึ่งป้องปากกระซิบกับสหายข้างกาย
“ฉันเคยบอกพวกแกแล้ว ซิ่วหรงมองจื้อหยวนไม่เหมือนคนอื่น”
“มองยังไงล่ะ?”
“มองเหมือนคนอดข้าวเจ็ดวัน แล้วบังเอิญเห็นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงวางอยู่ตรงหน้าน่ะสิ”
แม้เสียงกระซิบนั้นจะเบาหวิว แต่สายลมบนเขากลับพัดพามาถึงหน้าประตูบ้านหลินพอดิบพอดี คราวนี้หลินจื้อหยวนหน้าแดงเถือกยิ่งกว่า มะเขือเทศสุก กัวซิ่วหรงตวัดสายตาคมกริบดุจมีดบินตวัดไปมองหญิงชราคนนั้น อีกฝ่ายสะดุ้งโหยง รีบกลับลำเปลี่ยนคำทันควัน
“หมายถึง มองด้วยความชื่นชม! ชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจน่ะจ้ะ!”
กัวเอ้อร์เฉิงก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นกึกๆ เขาเห็นสายตาแม่เขาแล้วเขาอยากจะตะโกนดังๆ ไปเลยว่า
…มัน…ไม่..บริสุทธิ์ใจ..สักนิดเดียว!!! …
หลินเยว่ซินลอบยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างพึงพอใจ ทว่าลึกๆ กลับรู้สึกอุ่นวาบในอก ชาติก่อน มีแต่คนหัวเราะเยาะบิดาเพราะเขาถูกภรรยาทิ้งอย่างไม่ไยดี ชาตินี้ก็ยังมีคนหัวเราะ แต่ความหมายมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยครั้งนี้ ทุกคนก็ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ชายผู้ถูกอดีตภรรยาตราหน้าว่าไร้ค่าน้ำยานั้น มีสตรีที่ทั้งงดงาม แข็งแกร่ง และทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่บ้าน ยอมรับต่อหน้าฟ้าดินว่า 'อยากได้' เขาใจแทบขาด
เรื่องนี้เพียงพอจะใช้เป็นฝ่ามือตบหน้าซูเหม่ยอิงได้ครึ่งฉาดแล้ว! ส่วนอีกครึ่งฉาด... เธอจะเก็บไว้ตบทบต้นทบดอกทีหลัง
“พะ…พอได้แล้ว”
หลินจื้อหยวนก้มลงเก็บกระดาษจากพื้น พยายามสูดลมหายใจรักษาความสงบเยือกเย็น ทั้งที่ปลายนิ้วยังสั่นระริก
“เรื่องแต่งงาน ไม่ควรนำมาพูดล้อเล่นกลางถนนเช่นนี้”
“ฉันไม่ได้พูดล้อเล่น”
กัวซิ่วหรงตอบสวนทันควัน น้ำเสียงเรียบๆ ทว่าหนักแน่นและกังวาน ทำให้เสียงซุบซิบนินทารอบข้างเงียบกริบลงทันตา หล่อนก้าวเข้าไปใกล้ แล้วทอดสายตามองเขาตรงๆ อย่างไม่มีการหลบตาซ่อนเร้นความรู้สึกใดๆ
“จื้อหยวน ฉันอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ”
คราวนี้ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะ แม้แต่กัวเอ้อร์เฉิงก็หุบรอยยิ้มขี้เล่นลง แสงแดดอ่อนจางปลายยามบ่ายส่องลอดผ่านกิ่งต้นหลิว ทาบทับเงาใบไม้สั่นไหวลงบนพื้นดิน พรานหญิงร่างสูงโปร่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลิ่นโคลนดิน กลิ่นคาวเลือดจากหมูป่า และลมเย็นเยียบที่พัดบ่าลงมาจากภูเขา...
หล่อนไม่มีช่อดอกไม้ ไม่มีของหมั้นล้ำค่า ไม่มีถ้อยคำหวานหูหยดย้อย มีเพียงปืนล่าสัตว์กระบอกโตพาดอยู่บนไหล่แกร่ง มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการกรำงานหนัก และดวงตาคู่คมที่ส่องประกายจริงจังยิ่งกว่าสบถสาบานต่อหน้าศาลบรรพชน
“ฉันรู้... ว่าคุณเพิ่งหย่า” กัวซิ่วหรงเอื้อนเอ่ย
“รู้ว่าตอนนี้คุณคงยังไม่อยากคิดเรื่องอื่น และรู้ด้วยว่าหากฉันเปิดปากพูดออกไปเช่นนี้ คนทั้งหมู่บ้านคงเอาไปนินทาหัวเราะกันไปอีกหลายเดือน” หล่อนเว้นจังหวะไปชั่วอึดใจ
“แต่... หากวันนี้ฉันไม่พูด วันหน้าคุณอาจถูกคนอื่นพาตัดหน้าไปก่อน”
กัวเอ้อร์เฉิงหลุดสำลักน้ำลายตัวเองดังก่อก
“แม่ครับ... คำพูดประโยคนี้ ฟังเหมือนแม่กำลังแย่งซื้อเนื้อหมูป่าในตลาดตอนเช้าไม่มีผิดเลยครับ”
กัวซิ่วหรงปรายตามอง พร้อมขยับปลายรองเท้าบูตหนังขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงรังสีอำมหิต รีบกระโดดถอยไปหลบหลังซากหมูป่าทันที
หลินจื้อหยวนไม่รู้ว่าตนเองควรมองใบหน้าทรงเสน่ห์ของหล่อน หรือก้มมองฝุ่นบนพื้นดี ท้ายที่สุด เขาจึงเลือกจดจ่ออยู่กับตะกร้าผักในมือ เพราะอย่างน้อยหัวไชเท้าก็ไม่ทำให้เขาหัวใจเต้นผิดจังหวะจนแทบจะกระดอนหลุดจากอกเช่นนี้
“คะ..คุณกัว...”
“ซิ่วหรง!!!”
หล่อนสวนกลับทันควัน
“...” …
“ชื่อฉัน!!”
เขาเงียบงันไปเนิ่นนาน ก้มหน้าเล็กน้อยริมฝีปากบางเม้มแน่น เมื่อกัวซิ่วหรงมองยิ่งเห็นความหล่อเหลาแบบไม่เกรงใจใครหล่อนยิ่งรอคอย หลินจื้อหยวนถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะยอมเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงที่แผ่วเบาแทบกระซิบ
“ซิ่วหรง...”
พริบตานั้น ดวงตาเรียวคมของพรานหญิงสว่างวาบขึ้นทันตา! มันเป็นประกายเจิดจ้าเพียงชั่วครู่เดียว แต่หลินเยว่ซินที่คอยสังเกตการณ์อยู่กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
คนภายนอกอาจรู้จักกัวซิ่วหรงในฐานะ พี่ใหญ่แห่งเขาชิงหลง สตรีเหล็กผู้กล้าซัดกับหมูป่า กล้าด่าทอหัวหน้าทีมผลิต และเคยแบกชายฉกรรจ์บาดเจ็บลงจากเขาด้วยตัวคนเดียว แต่เมื่อยามหล่อนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลินจื้อหยวน หล่อนก็กลับกลายเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง ที่หัวใจเต้นแรงและแอบลอบดีใจ เพียงเพราะชายผู้ที่หล่อนแอบรักและเฝ้ามองมาหลายสิบปี ยอมเรียกชื่อของตน
“ผมเพิ่งหย่า!!”
หลินจื้อหยวนกล่าวช้าๆ อย่างพยายามดึงสติ
“นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ”
“ผมไม่มีบ้าน...”
“บ้าน..ฉันมี!!”
“ผมไม่มีเงิน...”
“ฉันหาได้”
“แถมผมยังมีลูกสาวอีกคน...”
“ลูกสาวคุณน่ารัก...ฉันเลี้ยงไหว”
คำตอบของกัวซิ่วหรงสวนกลับมารวดเร็วและเด็ดขาด ราวกับหล่อนท่องจำคำตอบพวกนี้มาตลอดสิบปี! เมื่อได้ยินน้ากัวชมว่าเธอน่ารักทำให้หลินเย่วชิงถึงกับเม้นปากแน่นจนจมูกบานเล็กน้อยด้วยความดีใจ...
หลินจื้อหยวนจนคำพูด เขาหมดสิ้นข้ออ้าง จึงจำต้องเอ่ยรื้อฟื้นบาดแผลที่ฝังลึกที่สุดในใจออกมา
“คนในหมู่บ้าน ต่างก็ตราหน้าว่าผมไม่มีความเป็นชาย”
กัวซิ่วหรงขมวดคิ้วฉับ แววตาดุดันขึ้นมาทันที
“คนในหมู่บ้านมีสิทธิ์มาตัดสินรสนิยมของฉันตั้งแต่เมื่อไร?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองหล่อนอย่างไม่เข้าใจ
หล่อนกวาดสายตามองสำรวจใบหน้างดงามของเขาอย่างเปิดเผย ตั้งแต่แนวคิ้วเรียวพาดเฉียง ดวงตาที่ซ่อนความอ่อนโยนลึกล้ำ ลงมาจรดริมฝีปากบางเฉียบ ก่อนจะประกาศถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาเสียจนผู้เฝ้ามองรอบข้างแทบลืมหายใจ
“ในสายตาของฉัน คุณคือผู้ชายที่ดีที่สุด หล่อเหลาที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้ว หากว่าได้คุณมาอยู่ที่บ้านจะทำให้บ้านฉันได้หน้าขึ้นอีกเยอะ...ฉันชอบ!!”
ตู้ม! ใบหน้าของหลินจื้อหยวนแดงเถือกจนแทบจะระเบิดเป็นพลุไฟ!
“ส่วนไอ้พวกผู้ชายที่ชอบเห่าหอนล้อเลียนคุณน่ะเรอะ...”
หล่อนปรายตาคมปลาบกวาดมองกลุ่มชาวบ้านช้าๆ ชายหลายคนที่เคยปากเปราะรีบก้มหน้าหลบสายตาเป็นพัลวัน
“...หากพวกเขาเก่งกาจและมีความเป็นชายนักหนา ก็คงไม่ต้องใช้วิธีสกปรก เหยียบย่ำหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้นหรอก!”
ความเงียบสงัดแผ่ซ่านปกคลุมลานหน้าบ้าน หลินเยว่ซินรู้สึกราวกับก้อนหินหนักอึ้งที่เคยกดทับอยู่ในอกค่อยๆ ถูกยกออกไปทีละน้อย ชาติก่อน... ไม่เคยมีใครกล้าออกหน้าพูดจาปกป้องบิดาของเธอเช่นนี้เลย แม้แต่ตัวเธอเองในวัยนั้นก็ยังขลาดเขลาเกินกว่าจะเอ่ยปาก
พรานหญิงมองใบหน้าของบิดา เห็นขอบตาของเขาแดงช้ำขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบเสหลบตา ก้มหน้าก้มตาจัดแจงผักกาดในตะกร้าเพื่อซ่อนเร้นความสั่นไหวในแววตา
กัวซิ่วหรงมีความเป็นผู้ใหญ่พอ เมื่อคิดว่าตัวเองอาจจะรุกเขาหนักมากเกินไปเดี๋ยวกวางน้อยจะตกใจตื่น หล่อนจึงก้มลงกระชากเชือกผูกขาหมูป่าเบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“คุณยังไม่ต้องให้คำตอบฉันตอนนี้ก็ได้”
หลินจื้อหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกซาบซึ้งใจเอ่อล้นขึ้นมาในอก อา!!! ผู้หญิงคนนี้ช่างมีเหตุผลและเข้าใจโลกเสียจริง การแต่งงานใหม่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่างน้อยหล่อนก็คงให้เวลาเขาสักหนึ่งเดือน หรืออย่างเร็วที่สุดก็สักหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้เขาได้จัดการชีวิตที่พังทลายนี้ให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหล่อนอย่างมีความหวัง
“...นานแค่ไหนครับ?”
พรานหญิงตวัดสายตาเรียวคมมองท้องฟ้าทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด และไร้ซึ่งความลังเลใดๆ
“จนถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน”
หลินจื้อหยวน
“...”
ชายวัยสี่สิบหันขวับไปมองดวงอาทิตย์ด้วยลำคอที่แข็งทื่อราวกับหุ่นไม้ ดวงอาทิตย์สีแสดดวงโต... ตอนนี้มันจมหายไปหลังยอดเขาชิงหลงครึ่งดวงแล้ว!
เวลาคิดทบทวนของหล่อน... คือเวลาที่ใช้ต้มไข่ยังไม่ทันสุกด้วยซ้ำ!
พรืดดด! ค่อกๆๆ!
กัวเอ้อร์เฉิงที่ยืนฟังอยู่หลุดสำลักน้ำลายตัวเองดังก่อก ชายหนุ่มไอจนหน้าแดง ก่อนจะชี้มือไม้สั่นๆ ไปที่ดวงอาทิตย์
“แม่ครับ! โธ่แม่! เวลาน้อยขนาดชงชายังไม่ทันเปลี่ยนสีเลย นั่นเรียกว่าให้เวลา แล้วหรือครับ! แม่อยากจะรวบหัวรวบหางเขาก็บอกมาตรงๆ เถอะ!”
“แกหุบปากไปเลย”
กัวซิ่วหรงถลึงตาดุใส่ลูกชาย
“ผู้ชายดีๆ ก็เหมือนหมูป่าตัวอ้วนแหละ! เจอแล้วต้องรีบสับไกปืน ถ้ามัวแต่ลีลาชักช้า เดี๋ยวหมาไนตัวอื่นก็คาบไปกินพอดี!”
หลินจื้อหยวนอ้าปากค้าง... นี่หล่อนเพิ่งเปรียบเทียบเขา... กับหมูป่าตัวอ้วนอย่างนั้นหรือ?
“อีกอย่าง ฟ้ามืดแล้วสำนักงานคณะกรรมการหมู่บ้านเขาปิดทำการ”
พรานหญิงหันมาอธิบายกับเขาหน้าตาย ราวกับนั่นคือเหตุผลที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบที่สุดในสามโลก
หลินจื้อหยวนยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงสับสน สมองอัจฉริยะของเขาประมวลผลตามความเร็วของแม่เสือไม่ทัน
“สำนักงาน ไปเกี่ยวอะไรด้วยครับ?”
กัวซิ่วหรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกก้าว พร้อมตอบด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
“ก็หากคุณตกลงในอีกสิบนาทีนี้ เราจะได้รีบวิ่งไปทำเอกสารจดทะเบียนให้มันจบๆ ก่อนสำนักงานปิดไงเล่า! พรุ่งนี้เช้าคนทั้งหมู่บ้านจะได้รู้ว่าคุณมีเจ้าของแล้ว ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแหยม!”
กัวเอ้อร์เฉิงยกมือขึ้นกุมขมับ มารดาของเขาไม่เพียงแค่ข้ามขั้นคิดจะแต่งงาน แต่หล่อนเล่นกำหนดเส้นตายแบบบีบคอ แถมยังกะจะลากเหยื่อ... เอ้ย! ลากว่าที่สามี ไปจดทะเบียนให้เสร็จภายในสิบนาทีก่อนตะวันตกดิน!
ทว่าหลินเยว่ซินกลับพึงพอใจกับประสิทธิภาพ การทำงานระดับแม่ทัพนี้เป็นอย่างยิ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน หากมัวแต่ชักช้าลังเล ศัตรูอาจชิงลงมือตัดหน้าได้ ยิ่งตอนนี้ซูเหม่ยอิงกับตระกูลหลัวคงกำลังหาทางเล่นงาน ขับไล่พวกเธอให้พ้นทางเร็วกว่าที่คิด การมีร่มไม้ใหญ่ ที่แสนมั่นคงไว้พักพิง ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่สุด
“น้าซิ่วหรงคะ”
เธอเอ่ยเรียกเสียงหวาน
กัวซิ่วหรงหันขวับมามอง
“ฉัน... ขออนุญาตไปดูบ้านของน้าหน่อยได้ไหมคะ?”
หลินจื้อหยวนตกใจ รีบคัดค้านเสียงหลง
“เยว่ซิน! อย่าไปรบกวนเขาเลยลูก”
“ไม่รบกวน” พรานหญิงตอบรับเสียงเรียบ
“บ้านฉันอยู่ไม่ไกลหรอก”
กัวเอ้อร์เฉิงบ่นอุบอิบในลำคอ
“ถ้าเดินตัวเปล่ามันก็ไม่ไกลหรอกครับ... แต่ถ้าต้องลากไอ้หมูยักษ์สองร้อยชั่งนี่ไปด้วย ก็คงกินเวลาพอสมควรเลยล่ะ”
กัวซิ่วหรงโยนปลายเชือกในมือไปกระแทกอกลูกชาย
พลั่ก!
“งั้นตอนนี้แกก็รับหน้าที่เป็นคนลาก”
รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าชายหนุ่มเจื่อนลงทันตา
“แม่ครับ... สรุปผมเป็นลูกชายแท้ๆ ของแม่ใช่ไหม?”
“ใช่”
“แล้วเหตุใดผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวัวของบ้านเราเลยล่ะครับ?”
“อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย...”
หล่อนแค่นเสียง
“วัวที่บ้านทำงานหนักและมีประโยชน์มากกว่าแกเยอะ!!”
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ซักจนเนื้อผ้าบาง ท่วงทีละมุนละม่อมงดงามราวกับบัณฑิตหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ ในมือถือตะกร้าผักอย่างระมัดระวัง ส่วนหญิงสาวข้างกายสวมเสื้อคลุมทหารสีเขียวเข้ม รูปร่างสูงระหงแผ่กลิ่นอายดุดัน บนบ่าแกร่งพาดปืนล่าสัตว์กระบอกโต
หากมองแยกกัน พวกเขาคือความแตกต่างสุดขั้วราวกับเมฆขาวและโคลนดิน ทว่าเมื่อมาเดินเคียงคู่กันภายใต้แสงตะวันรอนที่สาดส่อง ทอดเงาของคนทั้งสองให้ทาบทับไปตามถนนดิน กลับเกิดเป็นความกลมกลืนที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด
คนหนึ่งเปรียบดั่งขุนเขาที่พร้อมตั้งตระหง่านรับพายุฝน อีกคนเปรียบดั่งสายน้ำนิ่งสงบที่คอยชโลมผืนดินให้ร่มเย็น แม้แต่จังหวะการก้าวเดิน... รอยรองเท้าบูตหนังหนักแน่นที่ย่ำลงไป กับรอยรองเท้าผ้าใบที่ก้าวตามอย่างสม่ำเสมอ ก็ยังสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติ
หลินเยว่ซินหอบหิ้วห่อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น เดินตามหลังผู้ใหญ่ทั้งสองพลางลอบยิ้ม ในอดีตซูเหม่ยอิงมักเดินนำหน้าบิดาของเธอเสมอ ทิ้งระยะห่างราวกับเจ้านายและผู้ติดตาม แต่กัวซิ่วหรงไม่เคยก้าวล้ำหน้า หล่อนเดินเคียงไหล่... ไม่เร่งเร้า... ไม่ทอดทิ้ง... เพียงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อใช้แผ่นหลังและไหล่กว้างนั้น บังลมหนาวที่พัดมาจากท้ายหมู่บ้านให้เขาอย่างเงียบๆ
ชาวบ้านที่มองตามแผ่นหลังของพวกเขาก็ค่อยๆ หุบรอยยิ้มขบขันลง แทนที่ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เพราะภาพพรานหญิงผู้ดุดันที่ยอมเก็บเขี้ยวเล็บ ราวกับกางร่มไม้คุ้มภัยให้บุรุษรูปงามผู้แสนอ่อนโยนนั้น ช่างเป็นภาพที่เหมาะสมและงดงามเสียจนไม่มีใครกล้าเอ่ยปากวิจารณ์สิ่งใดออกมาอีกเลย
หลินเยว่ซินมองตามร่างสูงโปรงของผู้เป็นบิดาจากนั้นก็มองร่างของน้ากัวที่สูงเพรียวงดงามที่กำลังเดินเคียงคุ่กัน หัวใจค่อยๆอบอุ่นขึ้นมา เธอสูดลมหายใจลึกๆก่อนจะ หอบหิ้วห่อเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น ก้าวเดินตามหลังผู้ใหญ่ทั้งสองไปอย่างกระตือรือร้น
ทั้งสามชีวิต กับอีกหนึ่งซากหมูป่าและลูกชายที่กำลังหอบแฮ่ก ก้าวเดินออกจากเขตบ้านตระกูลหลิน ท่ามกลางสายตานับสิบสิบของชาวบ้านที่คอยเฝ้าจับตาดู
ในวินาทีนั้น... ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า การก้าวเดินออกจากบ้านหลังหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านอีกหลังในยามโพล้เพล้ของวันนี้ จะพลิกผันชะตากรรมและเส้นทางชีวิตของคนทั้งสองครอบครัว... ไปตลอดกาล
*****
