บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 คนที่กลับมาไม่ใช่ฉันคนเดียว

บทที่ 2 คนที่กลับมาไม่ใช่ฉันคนเดียว

หากเป็นชาติก่อน หลินเยว่ซินคงตรงเข้าไปถามน้องสาวให้รู้เรื่อง แต่คนที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมรู้ว่าคำตอบซึ่งได้จากปาก ไม่เคยมีค่าเท่าความจริงที่หลุดออกมาตอนเจ้าตัวไม่ทันระวัง เธอจึงเพียงยิ้ม

“ฉันจะจำคำเตือนของเธอไว้”

เยว่หลันชะงัก รอยหวาดระแวงวาบผ่านดวงตา

“คำเตือนอะไร!!”

“ก็เรื่องบ้านหลัว”

“ฉันแค่พูดไปอย่างนั้น”

น้องสาวรีบหันไปจัดกระเป๋า เสื้อสองตัวกับสมุดเรียนถูกยัดรวมกันอย่างลวกๆ หลินเยว่ซินมองแผ่นหลังนั้น ก่อนหยิบหนังสือคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมซึ่งตกอยู่บนพื้นขึ้นมา

“เอาหนังสือไปให้ครบเถอะ”

หลินเยว่ซินปัดฝุ่นบนปกช้าๆ

“เผื่อปลายปีหน้าจะมีการฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอจะได้ไม่ต้องเริ่มอ่านช้าเกินไป”

ตุบ!

กระป๋องเคลือบใบเล็กหลุดจากมือหลินเยว่หลัน กระแทกพื้นแล้วกลิ้งไปใต้โต๊ะ เด็กสาวหันกลับมาเร็วเกินปกติ

“พี่รู้เรื่องการสอบได้อย่างไร??”

คำถามหลุดออกมาก่อนเจ้าตัวจะยั้งทัน ภายในห้องเงียบลง ซูเหม่ยอิงกำลังตรวจเอกสารจึงไม่ได้สนใจ ส่วนหลินจื้อหยวนยังจมอยู่กับหนังสือหย่าตรงหน้า มีเพียงสองพี่น้องที่สบตากันข้ามโต๊ะ

เยว่ซินยิ้มบางๆ

“ฉันรู้เรื่องอะไรหรือ?”

สีหน้าของหลินเยว่หลันเปลี่ยนไป

“เมื่อครู่พี่พูดว่า...”

“ฉันพูดเพียงว่า ‘เผื่อ’ เยว่ซินวางหนังสือลง

“ประเทศต้องการคนมีความรู้ วันหนึ่งมหาวิทยาลัยอาจกลับมาสอบก็ได้ เธอตกใจอะไร??”

หลินเยว่หลันเม้มปาก

“ฉันไม่ได้ตกใจ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี!!”

เยว่ซินผลักหนังสือไปให้น้อง

“รักษาไว้ให้ดี บางทีปลายปีหน้า หนังสือเล่มนี้อาจมีค่ากว่าเสื้อใหม่ทั้งกระเป๋า”

หลินเยว่หลันจ้องเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนคว้าหนังสือไปกอดไว้กับอก การกระทำนั้นเพียงพอแล้ว

ในเวลานี้ยังไม่มีประกาศฟื้นการสอบ ไม่มีครูคนใดกล้ารับรอง และไม่มีเด็กสาวชนบทคนไหนยอมสละพื้นที่ในกระเป๋าให้หนังสือคณิตศาสตร์เก่า หากไม่รู้แน่ว่ามันกำลังจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนนับล้าน

น้องสาวย้อนกลับมาจริงๆ แต่รู้อนาคตมากเพียงใด เยว่ซินยังไม่แน่ใจ ชาติก่อนหลังแยกจากกัน เยว่หลันใช้ชีวิตอยู่กับพ่อถึงสามปี ย่อมรู้ว่าบ้านกัวจะรุ่งเรือง รู้ตำแหน่งโสมป่า รู้ว่าของเก่านั้นจะมีค่ามากขนาดไหน และรู้ว่าปลายปี 1977 จะเกิดอะไรขึ้น

แต่เธอรู้หรือไม่ว่า หลินจื้อหยวนไม่ได้ลื่นตกหน้าผาเอง รู้หรือไม่ว่าความมั่งคั่งของบ้านหลัวสร้างขึ้นบนชีวิตของใครบ้าง และรู้หรือไม่ว่า พี่สาวซึ่งนั่งรถยนต์ สวมชุดผ้าไหม และมีคนคอยติดตามทุกฝีก้าว แท้จริงแล้วไม่ต่างจากนักโทษในกรงทอง หลินเยว่ซินยังไม่คิดเฉลย คนที่เชื่อว่าตนรู้คำตอบทั้งหมด มักเดินเข้าหากับดักได้ง่ายกว่าคนไม่รู้อะไรเลย

“มัวยืนทำอะไรกัน”

ซูเหม่ยอิงพับหนังสือหย่าเก็บเข้ากระเป๋า

“เยว่หลัน ไปเอาผ้าห่มในห้องมา แล้วก็เสื้อกันหนาวตัวหนาของแกด้วย รถจากบ้านหลัวใกล้มาถึงแล้ว”

หลินเยว่หลันรับคำ รีบเดินเข้าห้อง หลินจื้อหยวนมองตาม ก่อนถามเสียงเบา

“ผ้าห่มผืนใหญ่มีเพียงสองผืน คุณเอาไปผืนหนึ่งก็พอได้ไหม เหลืออีกผืนให้เยว่ซิน ฤดูหนาวปีนี้เขาว่าจะหนาวมาก”

ซูเหม่ยอิงไม่แม้แต่จะหันกลับมา

“ผ้าฝ้ายซื้อมาด้วยคูปองของฉัน ฉันจะเอาไปกี่ผืนก็เป็นสิทธิ์ของฉัน”

“ถ้าอย่างนั้นเอาผืนใหม่ไป ทิ้งผืนเก่าไว้ก็ได้”

“ผืนเก่าจะเอาไปปูรองของ”

คำตอบเรียบง่ายจนหลินจื้อหยวนพูดต่อไม่ออก หลินเยว่ซินมองมารดาเปิดตู้ทีละบาน คูปองผ้าถูกเก็บ คูปองน้ำมันถูกเก็บ เงินธนบัตรซึ่งซ่อนไว้ในกระป๋องชา รวมทั้งเหรียญเล็กๆ ในกล่องเย็บผ้าก็ถูกกวาดลงกระเป๋า

ซูเหม่ยอิงหยิบแม้กระทั่งสบู่ก้อนใหม่ เทียนสองเล่ม และน้ำตาลทรายแดงครึ่งถุง เมื่อนางยกฝาหม้อขึ้นมอง หลินเยว่ซินอดคิดไม่ได้ว่า หากข้าวต้มในหม้อไม่เหลวจนเกินไป มารดาอาจเทใส่ขวดพกไปด้วย นับเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง คนทั่วไปเก็บกระเป๋าเพื่อออกเดินทาง แต่มารดาของเธอเก็บจนบ้านดูเหมือนผ่านการปล้น

“เงินในกระป๋องชามีค่ารับจ้างที่จื้อหยวนคัดบัญชีให้ทีมผลิตมาตลอดเดือนด้วย”

หลินจื้อหยวนพูดขึ้นอย่างอดทน

“เหลือไว้ซื้อธัญพืชสักครึ่งหนึ่งเถอะ”

ซูเหม่ยอิงปิดกระเป๋าดังปัง

“หลายปีมานี้ฉันต้องทนอยู่กับผู้ชายที่หาเงินไม่ได้ เงินเท่านี้ถือเป็นค่าชดเชยยังน้อยไป”

“แต่เยว่ซิน...”

“เยว่ซินเลือกคุณเอง”

คำพูดนั้นตัดบททุกอย่าง หลินจื้อหยวนเงียบลง หลินเยว่ซินเอื้อมมือไปแตะแขนพ่อ

“ปล่อยให้แม่เอาไปเถอะค่ะ”

“แต่ลูกจะกินอะไร”

“ของที่ถูกเอาไปหาใหม่ได้”

เธอมองกระเป๋าเดินทางสองใบ

“คนที่จากไปแล้วต่างหาก ต่อให้เสียใจภายหลังก็ใช่ว่าจะได้กลับคืนมา”

ซูเหม่ยอิงหันขวับ หลินเยว่หลันซึ่งเดินกลับมาพร้อมผ้าห่มสองผืนก็หยุดอยู่ตรงประตู ไม่มีใครรู้ว่าหลินเยว่ซินกำลังพูดถึงใคร ยกเว้นตัวเธอเอง ซูเหม่ยอิงแค่นเสียง ก่อนหยิบแฟ้มเอกสารจากลิ้นชักล่างสุด

“เกือบลืมเรื่องสำคัญ”

หลินจื้อหยวนมองแฟ้มนั้นแล้วสีหน้าเปลี่ยน

“คุณจะเอาเอกสารบ้านไปด้วยหรือ”

“ชื่อผู้รับสิทธิ์ใช้บ้านกับแปลงผักครึ่งหนึ่งเป็นชื่อฉัน ทำไมฉันจะเอาไปไม่ได้”

ในชนบท ที่ดินเป็นของส่วนรวม สิ่งที่ครอบครัวถืออยู่คือสิทธิ์ใช้บ้าน แปลงผักส่วนตัว และส่วนแบ่งตามทะเบียนครัวเรือน เอกสารบางไม่กี่แผ่นจึงอาจตัดสินได้ว่าใครจะมีหลังคาคุ้มศีรษะในฤดูหนาว

ซูเหม่ยอิงตบแฟ้มกับฝ่ามือ

“หลังฉันย้ายทะเบียนไปเมือง ฉันจะให้พี่ชายมาจัดการส่วนนี้ หากเขาต้องการใช้บ้าน พวกคุณก็ควรหาที่อยู่ใหม่”

“แต่บ้านหลังนี้ผมเป็นคนซ่อม...”

“ซ่อมไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของ”

นางตอบโดยไม่ลังเลหลินเยว่ซินจดจำประโยคนั้นไว้ ชาติก่อนตระกูลหลัวก็เคยพูดกับเธอคล้ายกัน ทำงานไม่ได้แปลว่ามีสิทธิ์ ให้กำเนิดลูกไม่ได้แปลว่าเป็นแม่ อยู่ในบ้านไม่ได้แปลว่าสามารถเปิดประตูออกไป คนบางประเภทไม่ได้ต้องการเพียงทรัพย์สิน พวกเขาต้องการให้ผู้ถูกทิ้งไม่มีแม้แต่พื้นให้ยืน เพื่อจะได้แน่ใจว่าตนเป็นฝ่ายชนะอย่างสมบูรณ์

เสียงแตรรถดังมาจากถนน ซูเหม่ยอิงรีบลุกขึ้นทันที สีหน้าซึ่งเย็นชามาตลอดมีชีวิตชีวาขึ้น

“รถบ้านหลัวมาแล้ว”

หลินเยว่หลันแบกผ้าห่ม เดินตามมารดาออกไป แต่ก่อนพ้นประตู น้องสาวหันกลับมามองเยว่ซิน

แววตานั้นมีทั้งความระแวงและคำถาม

หลินเยว่ซินไม่พูดอะไร เพียงหยิบหนังสือภาษาเล่มหนึ่งซึ่งตกหล่นจากกระเป๋าขึ้นชู

“ไม่เอาไปหรือ”

หลินเยว่หลันลังเล ก่อนย้อนกลับมาคว้าไป

“ของของฉัน ฉันไม่ทิ้งไว้ให้พี่หรอก”

ประโยคนี้ฟังเหมือนพูดถึงหนังสือ แต่ทั้งคู่รู้ดีว่าไม่ได้หมายถึงหนังสือเพียงอย่างเดียว หลินเยว่ซินมองมารดากับน้องสาวขึ้นรถบรรทุกเล็กของสหกรณ์ หลัวเหวยตงไม่ได้มาด้วยตนเอง เพียงส่งคนขับกับชายวัยกลางคนมาช่วยยกของ เมื่อรถเคลื่อนออกไป เยว่หลันไม่หันกลับมา ฝุ่นสีเหลืองลอยคลุ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะเงียบลง หลินจื้อหยวนยืนอยู่หน้าบ้านนานมาก

“พ่อคะ...”

เขาสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบหันมายิ้มให้ลูกสาว

“ไม่เป็นไร!!พ่อกำลังคิดว่าเย็นนี้จะทำอะไรให้ลูกกิน”

คำโกหกของพ่อไม่แนบเนียนเท่าหลัวจิ้นอัน เขาพูดว่าไม่เป็นไร แต่ดวงตาแดง เขาพูดว่าจะทำอาหาร ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในบ้านเหลืออะไร หลินเยว่ซินจึงไม่ปลอบ เธอเพียงจับมือเขาแล้วพากลับเข้าไป

สองพ่อลูกสำรวจครัว ในไหมีแป้งข้าวโพดเหลือไม่ถึงครึ่ง ข้าวฟ่างหนึ่งถ้วย มันเทศหัวเล็กห้าหัว ผักดองก้นไห น้ำมันเหลือบางจนเมื่อเอียงขวดต้องรออยู่นานกว่าจะไหลลงมาสักหยด

หลินจื้อหยวนคำนวณในใจ ก่อนพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

“ถ้าต้มโจ๊กให้เหลวหน่อย น่าจะพอกินสิบวัน”

หลินเยว่ซินมองก้นไห

“แปดวันค่ะ”

“ถ้าใส่น้ำมากขึ้น...”

“น้ำไม่ทำให้ท้องลืมว่าไม่มีข้าว”

เขาหัวเราะเบาๆ อย่างจนใจ

“ลูกโตขึ้นมากจริงๆ”

ไม่ใช่เพียงโตขึ้น เธอแก่กว่าพ่อในเวลานี้เสียอีก

หลินเยว่ซินหยิบกระดาษเก่ามาวางบนโต๊ะ

“เราต้องจดว่ามีอะไรเหลือบ้าง ใครติดหนี้เรา และเรายังมีแต้มแรงงานเท่าไร”

หลินจื้อหยวนรับปากกาไปโดยอัตโนมัติ ตัวอักษรจากปลายปากกาของเขาเรียบร้อยงดงาม แม้เขียนเพียงคำว่าแป้งข้าวโพด ข้าวฟ่าง และผักดอง ก็ยังดูราวกับหัวกระดาษเชิญในงานสำคัญ หลินเยว่ซินมองมือของพ่อ มือคู่นี้ยังมีค่า เพียงแต่เธอต้องพาเขาไปให้ถึงยุคซึ่งผู้คนมองเห็นมัน

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นหน้าบ้าน ก่อนประตูซึ่งปิดไม่สนิทจะถูกผลักเปิด ชายสามคนเดินเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต คนนำคือหวงต้ากุ้ย ชายร่างใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลยุ้งฉางย่อยของทีมผลิต เขามักยืมธัญพืชจากบ้านหลินช่วงปลายเดือน แล้วทำเป็นลืมคืนทุกครั้ง วันนี้เขาไม่ได้มาพร้อมถุงธัญพืช กลับมาพร้อมรอยยิ้มของคนดูเรื่องสนุก

“จื้อหยวน!”

ใบหน้าของหวงต้ากุ้ยหยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยย่นและกระแดด รูปร่างหนาเตอะของเขาดูราวกับตอไม้ผุพังเมื่อเทียบกับความสูงโปร่งสง่างามของหลินจื้อหยวน แท้จริงแล้ว ความเกลียดชังที่หวงต้ากุ้ยมีต่อชายผู้นี้ไม่ได้เกิดจากความบาดหมางใดๆ หากแต่มาจากความริษยา ล้วนๆ

เขาอิจฉาใบหน้าที่งดงามราวกับหยกสลัก อิจฉาผิวพรรณที่ต่อให้ตรากตรำทำงานหนักก็ยังดูสะอาดสะอ้านต่างจากชายชาวชนบททั่วไป ความริษยาของผู้ชายที่ตระหนักถึงความอัปลักษณ์ของตนเองเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าความสมบูรณ์แบบ จึงมักแสดงออกด้วยการพยายามเหยียบย่ำอีกฝ่ายให้จมดิน เพื่อให้ตนเองรู้สึกสูงขึ้นมาบ้าง หวงต้ากุ้ยกวาดตามองภายในบ้าน ก่อนหัวเราะหยัน

“ได้ข่าวว่าเมียหนีไปแล้วหรือ”

หลินจื้อหยวนวางตะกร้าลง

“เราหย่ากันด้วยความสมัครใจ”

“พูดเสียสวยหรูเชียวนะ”

อีกฝ่ายยกมุมปาก

“ถ้าผู้ชายหาเลี้ยงครอบครัวได้ เมียที่ไหนจะหนีไปแต่งงานใหม่ ฉันเคยบอกนายแล้ว ผู้ชายจะเอาแต่หน้าตาดีไม่ได้ ต้องมีเรี่ยวแรงด้วย”

ชายข้างหลังหัวเราะตาม

“พี่หวงอย่าพูดเช่นนั้น จื้อหยวนทำกับข้าวเก่งนะ หากไม่มีเมียก็ยังทำอาหารให้ตัวเองกินได้”

“จริงด้วย ต่อไปอาจรับซักผ้าหาเงินเพิ่ม…”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก หลินจื้อหยวนเม้มริมฝีปาก เขาไม่ได้โกรธ หรือบางที... เขาอาจโกรธจนชินชาไปแล้ว

“ถ้าไม่มีธุระก็กลับไปเถอะ”

เขาพูดอย่างสุภาพ หวงต้ากุ้ยกลับยิ่งได้ใจ

“ฉันก็มาดูด้วยความเป็นห่วง”

สายตาของเขาเลื่อนไปทางหลินเยว่ซิน

“ลูกสาวคนโตยังเลือกอยู่กับนายหรือ น่าเสียดายจริงๆ หน้าตาดีเหมือนพ่อ หากตามแม่ไปเมืองอำเภออาจได้แต่งเข้าบ้านดีๆ”

เยว่ซินเงยหน้าขึ้นช้าๆ รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากนั้นทั้งอ่อนหวานและบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้ขาว หากแต่แววตากลับเย็นเยียบทะลุถึงกระดูก

“ลุงหวงเป็นห่วงครอบครัวเราจริงๆ หรือคะ?”

น้ำเสียงของเธอใสกระจ่าง สุภาพนอบน้อมราวกับลูกหลานที่รู้ความ อีกฝ่ายยืดอกขึ้น ยิ้มกริ่มจนเห็นฟันเหลือง

“แน่นอนสิ คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ลุงเห็นบ้านแตกแบบนี้ก็อดเวทนาไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ลุงช่วยรับความหวังดีของฉันไปบ้างได้ไหมคะ? …”

หวงต้ากุ้ยเลิกคิ้ว นึกว่าเด็กสาวที่เพิ่งถูกแม่ทิ้งจะเอ่ยปากขอยืมเงินหรือขออาหาร

“ว่ามาสิ ถ้าลุงช่วยได้ก็จะช่วย”

ดวงตากลมโตของเยว่ซินหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งงดงามขึ้น ทว่าถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยกลับไร้ซึ่งความปรานี

“ช่วยเอาเวลาที่มายืนสมเพชเวทนาบ้านคนอื่น... กลับไปสมเพชเวทนาชีวิตตัวเองเถอะค่ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายวัยกลางคนแข็งค้าง บรรยากาศรอบด้านคล้ายถูกแช่แข็งกะทันหัน เยว่ซินไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อ้าปาก เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าแต่ละคำกลับกรีดลึกเหมือนมีดโกนอาบยาพิษ

“ภรรยาของลุงยังนอนป่วยอยู่บนเตียง ลูกชายสี่คนยังไม่มีเสื้อกันหนาวดีๆ ใส่สักตัว ซ้ำปีที่แล้วยังบากหน้ามายืมธัญพืชบ้านเราไปตั้งสามสิบชั่ง ฉันก็นึกว่าคนที่แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มี จะไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องในมุ้งของคนอื่นเสียอีก”

เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ถอนหายใจด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง

“แต่ในเมื่อลุงมีเวลาว่างมายืนดูเรื่องตลกถึงหน้าประตูบ้านฉัน แสดงว่าภรรยาคงหายดีแล้ว และหนี้สามสิบชั่งนั้นก็คงพร้อมคืนแล้วใช่ไหมคะ?”

ชายข้างหลังสองคนรีบหุบปากที่กำลังหัวเราะค้าง หวงต้ากุ้ยหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เลือดร้อนฉ่าพุ่งขึ้นหน้าด้วยความอับอาย

“เด็ก... เด็กอย่างเธอพูดกับผู้ใหญ่อย่างนี้หรือ!”

“ฉันเพียงถามถึงอาการภรรยาลุง และทวงหนี้ที่ลุงยืมไป” เยว่ซินกะพริบตาตาปริบๆ

“หรือผู้ใหญ่ยืมของเด็กแล้วไม่ต้องคืนคะ”

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่คืน!”

“เช่นนั้นก็ดีค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปเอา”

หวงต้ากุ้ยกัดฟันกรอด

“บ้านเธอเพิ่งแตก ยังมีอารมณ์มาทวงของคนอื่นอีกหรือ”

เยว่ซินยิ้มบาง “เพราะบ้านเพิ่งแตกจึงต้องทวงค่ะ เพราะฉันกับพ่อต้องกินข้าวเหมือนกัน”

คนที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอกเริ่มกระซิบกัน บางคนหัวเราะเบาๆ แต่คราวนี้ไม่ได้หัวเราะหลินจื้อหยวน หวงต้ากุ้ยรู้สึกเสียหน้าอย่างหนัก จึงหันไปโจมตีคนที่ดูอ่อนแอกว่า

“จื้อหยวน นายสอนลูกสาวแบบนี้หรือ ปากคอเราะร้ายเหมือนแม่ไม่มีผิด”

ใบหน้าของหลินจื้อหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนบังบุตรสาวไว้ด้านหลัง

“อย่าด่าลูกฉัน!!”

น้ำเสียงยังไม่ดัง แต่เป็นครั้งแรกที่เยว่ซินได้ยินความแข็งกร้าวในเสียงของเขา

หวงต้ากุ้ยชะงักไป ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน

“ทำไม จะตีฉันหรือ”

เขายื่นหน้าเข้ามาอย่างท้าทาย ก่อนจะตวัดสายตามองไปที่มือที่เรียวยาวของหลินจื้อหยวน และอดที่จะหมั่นไส้ในความงดงามของมันไม่ได้…

“มือที่ถือแต่ตะหลิวกับเย็บผ้าของนายจะตีใครเป็น”

ชายด้านหลังหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง หลินจื้อหยวนกำมือแน่น เยว่ซินเห็นเส้นเอ็นตรงข้อมือเขานูนขึ้น เขาอยากโต้กลับ แต่ความเคยชินหลายปีดึงรั้งเขาไว้ ความเคยชินที่สอนว่า

หากต่อสู้…คนจะหัวเราะหนักกว่าเดิม

หากโกรธ…คนจะบอกว่าเขารับความจริงไม่ได้

หากเงียบ…อย่างน้อยเรื่องจะจบเร็วขึ้น หลินเยว่ซินก้าวออกมาจากด้านหลังบิดา

“พ่อไม่ต้องตีลุงหวงหรอกค่ะ”

หวงต้ากุ้ยยิ้มเยาะ “เห็นไหม ลูกสาวยังรู้….” คำพูดเขายังไม่เจ็บหลินเย่วซินก็เอ่ยทันที

“เพราะถ้าพ่อตี มือพ่อจะเจ็บ!! มันไม่คุ้มที่จะทำให้มือพ่อสกปรก”

สิ้นคำของเธอเสียงหัวเราะรอบข้างหายไป เธอมองใบหน้าหยาบกร้านของหวงต้ากุ้ย แล้วกล่าวอย่างจริงจัง

“หน้าของลุงหนากว่าก้นหม้อบ้านเราเสียอีก”

คราวนี้คนมุงดูอดหัวเราะไม่ไหว เสียงหัวเราะดังลั่นหน้าบ้าน ชายคนหนึ่งถึงกับหันหน้าไปไอเพราะกลัวหวงต้ากุ้ยเห็นว่าตนกำลังขำใบหน้าของอีกฝ่ายแดงก่ำด้วยความอับอาย

“นัง…นังเด็กไม่มีมารยาท!”

เขาง้างมือขึ้นหมายจะตบ หลินจื้อหยวนรีบดึงเยว่ซินไปข้างหลัง

ทันใดนั้น!!!!ก่อนฝ่ามือหยาบกระด้างนั้นจะตกลงมา...

“หวงต้ากุ้ย!!!”

มีเพียงสามพยางค์ที่ราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบด้านคล้ายจะถูกสูบออกไป มือของชายฉกรรจ์หยุดชะงักกลางอากาศทันที บรรดาคนที่ยืนมุงดูพากันกลืนน้ำลายและแยกออกเป็นทางโดยไม่ต้องมีใครสั่ง เสียงหัวเราะเมื่อครู่เงียบสงัดราวกับป่าช้า

ปลายถนนดิน หญิงร่างสูงเพรียวคนหนึ่งกำลังเดินตรงมา

หล่อนสวมเสื้อคลุมสีเขียวทหารเก่า กางเกงสีดำรัดข้อเท้า รองเท้าหนังเปื้อนดินแดง ผมยาวถูกรวบสูงไว้ด้านหลังอย่างทะมัดทะแมง ปืนล่าสัตว์พาดอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายตกกระทบใบหน้าคมสวยราวกับนางแบบอินเตอร์ คิ้วเข้มพาดเฉียง ดวงตายาวเรียว ริมฝีปากอวบอิ่มแดงตามธรรมชาติ ผิวสีน้ำผึ้งทำให้ใบหน้าดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตาค้าง ไม่ใช่เพียงความเซ็กซี่ดุดันของหล่อน... แต่คือสิ่งที่หล่อนลากติดมือมาด้วย ในมือขวา หล่อนลากหมูป่าตัวเขื่องมาด้วย! หมูป่าตัวนั้นน้ำหนักอย่างน้อยสองร้อยชั่ง แต่พรานหญิงกลับลากมันมาบนพื้นดินราวกับลากกระสอบฟางเบาๆ หวงต้ากุ้ยค่อยๆ ลดมือลง ขาสั่นพั่บ

“พี่…พี่ซิ่วหรง”

**** มาแล้วๆ มาอย่างเท่เลย!! ลูกพี่มาช่วยชายหนุ่มรูปงามแล้ว !!! ****

**** รอบนี้ไรท์จะพาคุณรีดไปตะลุยยุค 70's - 80's กันค่ะ กดหัวใจ เพิ่มเข้าใช้ คอมเมนต์เป็นกำลังให้ไรท์ ปั่นรัวๆ ด้วยนะค่ะ *****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel