บทที่ 1 วันที่ต้องเลือก!รีไรท์
บทที่ 1 วันที่ต้องเลือก!
วันที่หลินเยว่ซินตาย บ้านตระกูลหลัวสว่างไสวยิ่งกว่าวันแต่งงานของเธอ
คืนนั้นเป็นคืนต้นฤดูใบไม้ร่วงปี 1996 โคมไฟสีแดงแขวนเรียงตั้งแต่ประตูใหญ่ไปจนถึงเรือนรับรอง รถยนต์ของแขกจอดเต็มลาน เสียงแผ่นเสียงกับเสียงหัวเราะลอยขึ้นมาถึงชั้นสาม กลิ่นเนื้อตุ๋น สุรา และขนมอายุยืนอบอวลไปทั่วบ้าน คืนนี้เป็นงานวันเกิดครบหกสิบปีของแม่สามี ส่วนเธอกำลังจะตายอยู่หลังประตูที่ถูกล็อกจากด้านนอก ประทัดชุดใหญ่ถูกจุดขึ้นในลาน
ปัง!
หลินเยว่ซินสะดุ้ง เลือดอุ่นไหลผ่านต้นขาลงสู่พื้นไม้อีกระลอก ชุดผ้าไหมสีแดงที่แม่สามีบังคับให้สวมเปียกชุ่มจนเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ กลิ่นคาวเลือดกลบกลิ่นอาหารราคาแพงจากชั้นล่างเสียหมด
ปัง!
เธอพยายามคลานไปที่ประตู แต่สองขาไร้เรี่ยวแรง เล็บครูดพื้นจนฉีก เลือดจากปลายนิ้วลากเป็นทางยาว ลูกคนที่สามของเธอไม่อยู่แล้ว และดูเหมือนครั้งนี้ แม่ของเด็กก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน
“เยว่ซิน”
เสียงผู้ชายดังมาจากอีกฝั่งของประตู นุ่มนวล สุภาพ และเยือกเย็นเหมือนทุกครั้ง
“เปิดประตูเถอะ อย่าทำให้แขกตกใจ วันนี้เป็นวันดีของคุณแม่”
หลินเยว่ซินมองบานประตูแล้วหัวเราะออกมา เสียงแหบจนฟังเหมือนคนกำลังร้องไห้
“ประตูถูกล็อกจากข้างนอก”
ด้านนอกเงียบไปชั่วครู่
“เธอคงจำผิด”
หลัวจิ้นอันโกหกได้อ่อนโยนเสมอ วันที่เขายึดบัตรประจำตัวของเธอ เขาบอกว่าเก็บไว้ให้เพราะกลัวหาย วันที่ติดลูกกรงหน้าต่าง เขาบอกว่าทำเพื่อความปลอดภัย วันที่สั่งคนเฝ้าหน้าประตู เขาบอกว่าเธอสุขภาพไม่ดี ไม่ควรออกไปพบลม แม้แต่วันที่แม่สามีพาชายแปลกหน้าเข้ามาในห้อง เพราะตระกูลหลัวต้องการทายาท หลัวจิ้นอันยังจับมือเธอแล้วพูดว่า ทุกอย่างก็เพื่ออนาคตของเรา อนาคตของพวกเขางดงามเหลือเกิน งดงามเสียจนต้องใช้เลือดของเธอทาสี
“จิ้นอัน!!”
เยว่ซินรวบรวมแรงครั้งสุดท้าย เอนหน้าผากพิงประตู
“คุณเคยรักฉันบ้างไหม?”
เสียงประทัดด้านล่างหยุดลงพอดี ทางเดินจึงเงียบมาก เงียบจนเธอได้ยินเสียงเขาถอนหายใจ
“เยว่ซิน วันนี้อย่าพูดเรื่องไร้สาระได้ไหม”
“ฉันเพียงอยากรู้” เสียงของเธอนั้นแผ่วเบาลงทุกทีเธอกำมัดแน่เพื่อรอคำตอบ...ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงตอบช้าๆ
“สิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรัก สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ”
หลินเยว่ซินหลับตาลง
ดีแล้ว!!!
อย่างน้อยก่อนตาย เธอก็ไม่ต้องหลอกตัวเองอีก แสงจากใต้ประตูค่อยๆ พร่าเลือน เสียงหัวเราะของแขกห่างออกไปทุกที ก่อนสติจะดับลง เยว่ซินไม่ได้คิดถึงบ้านอิฐสามชั้น รถยนต์ หรือเครื่องประดับที่คนภายนอกพากันอิจฉา เธอกลับคิดถึงบ้านดินหลังเล็กในหมู่บ้านชิงหลง คิดถึงบิดาซึ่งมีใบหน้างดงามเกินผู้ชายทั่วไป แต่ไม่เคยกล้าขึ้นเสียงกับใคร คิดถึงมือเรียวที่หุงข้าว เย็บเสื้อ และแบ่งไข่ต้มฟองสุดท้ายให้ลูกสาวทั้งสองคน
ครั้งหนึ่งเธอเคยรังเกียจมือคู่นั้น เพราะมันจับจอบได้ไม่แข็งแรงเท่าผู้ชายคนอื่น ต่อมาเธอจึงรู้ว่า มือของคนอ่อนโยนไม่ได้ไร้ประโยชน์ เพียงแต่โลกใบนี้มักเห็นค่าของกำปั้นมากกว่าฝ่ามือที่คอยประคองใครสักคน หลินจื้อหยวนตายบนหน้าผาในฤดูหนาวปี 1979
เธอได้รับข่าวช้าไปหลายเดือน และแม้แต่กระดาษแจ้งตายใบนั้นก็ถูกตระกูลหลัวเก็บไป ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีหลุมศพให้กราบ มีเพียงประโยคสั้นๆ ว่า พลัดตกหน้าผาขณะขึ้นเขาหาฟืน
เธอไม่รู้ว่าในวินาทีสุดท้าย พ่อหนาวหรือไม่ ไม่รู้ว่าเขาเรียกชื่อลูกสาวคนโตซึ่งเลือกทิ้งเขาไปหรือเปล่า หากย้อนเวลากลับไปได้... หากมีโอกาสอีกเพียงสักครั้ง...ครั้งนี้เธอจะไม่เลือกกรงทองที่ฉาบด้วยเลือด ครั้งนี้เธอจะจับมือคนที่ยอมอด เพื่อให้เธอได้กินอิ่ม
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเธอหลุดลอยไปพร้อมกับเสียงพลุที่แตกซ่านบนท้องฟ้า สติของหลินเยว่ซินจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง
ทว่า!! นรกไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่คิด
ความเย็นเยียบของพื้นไม้กระดานที่อาบชุ่มด้วยเลือดค่อยๆ จางหายไป เช่นเดียวกับความเจ็บปวดเจียนตายที่หน้าท้องซึ่งถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายราวกับขนนก สัมผัสแรกที่ปลุกสติของเธอคือความสากระคายของเนื้อไม้ที่เสียดสีอยู่ข้างแก้ม ไม่ใช่พื้นขัดเงาในคฤหาสน์
กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสุราราคาแพงมลายหายไป กลิ่นที่เตะจมูกคือกลิ่นหมึกแดง กลิ่นกระดาษเก่า และกลิ่นฝุ่นจางๆ ที่ลอยมากับสายลมนี่ไม่ใช่ความตาย... เธอรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังฟุบหน้าหมอบอยู่
“เยว่ซิน!”
เสียงตวาดแหลมคมที่คุ้นเคยในความทรงจำอันแสนไกล กระแทกเข้าสู่โสตประสาทอย่างจัง
“ฉันเรียกตั้งหลายครั้ง แกไม่ได้ยินหรือไง!”
หลินเยว่ซินลืมตาพรวด แสงแดดสีทองส่องลอดช่องหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิทเข้ามากระทบตา ไม่มีห้องนอนชั้นสามที่ถูกปิดตาย ไม่มีกองเลือด ไม่มีเสียงหัวเราะของแขกเหรื่อ
ตรงหน้าเธอคือโต๊ะไม้เก่าซึ่งมีรอยมีดสับเต็มพื้นผิว บนโต๊ะวางกระดาษสีเหลืองซีดหนึ่งแผ่น ปากกาหมึกซึม และตลับหมึกแดง ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้ามาจนมุมกระดาษขยับไหว
เยว่ซินก้มมองตัวเองอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าฝ้ายเก่าแต่สะอาด หน้าท้องไม่เจ็บ ขาไม่มีเลือด มือทั้งสองข้างเรียบเนียน ไม่มีรอยเชือก ไม่มีแผลจากเศษแก้ว และไม่มีรอยเข็มซึ่งเคยกระจายอยู่ตามข้อพับแขน
มีเพียงปานสีแดงรูปกลีบดอกท้อสามกลีบอยู่ตรงข้อมือด้านใน...
ชาติก่อนเธอไม่เคยมีปานนี้
ปลายนิ้วของเยว่ซินแตะรอยสีแดง มันอุ่นกว่าผิวรอบข้างเล็กน้อย ราวกับมีเปลวไฟดวงจิ๋วซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
“ยังจะเหม่ออีกนานไหม?”
หญิงวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ซูเหม่ยอิง มารดาแท้ๆ ของเธอ สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินตัวใหม่ ผมทาน้ำมันหวีเรียบ และมีแป้งบางๆ เคลือบอยู่บนใบหน้า ข้างเท้าของนางวางกระเป๋าเดินทางสองใบ ใบหนึ่งใส่เสื้อผ้า อีกใบคงใส่ความหวังว่าจะได้เป็นคนเมือง
เยว่ซินหันไปมองปฏิทินบนผนัง วันที่ 3 กันยายน 1976
ลมหายใจของเธอหยุดชะงัก วันนี้คือวันที่พ่อกับแม่หย่ากัน!! วันที่ลูกสาวสองคนต้องเลือกว่าจะตามใครไป และเป็นวันที่ชีวิตของพวกเธอแยกออกเป็นคนละเส้นทาง
“แม่ถามว่าแกจะไปกับใคร”
เด็กสาวที่นั่งข้างซูเหม่ยอิงเอ่ยขึ้น หลินเยว่หลันในวัยสิบแปดปีมีใบหน้ากลมอ่อนเยาว์ ผมถักเปียสองข้าง ดวงตาใสกระจ่างซึ่งยังไม่เคยผ่านความหิวโหยและความผิดหวังหลายปี
น้องสาวยังมีชีวิต พ่อก็เช่นกัน!! เยว่ซินค่อยๆ หันไปมองชายที่นั่งเงียบอยู่ริมโต๊ะ!
หลินจื้อหยวนอายุสี่สิบปี แต่ดูอ่อนกว่าวัยหลายปี รูปร่างสูงโปร่งอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งซักจนเนื้อผ้าบาง คิ้วดำได้รูป ดวงตาเรียวยาว และสันจมูกโด่งงดงามราวกับภาพวาด
กาลเวลาและความอดอยากทำให้ใบหน้าซูบลง แต่ไม่อาจทำลายความงามของเขาได้ ในหมู่บ้าน ผู้ชายบางคนเรียกเขาว่าพ่อดอกไม้ ต่อหน้า ส่วนลับหลังเรียกหนักกว่านั้น ผู้ชายหน้าขาว ตัวไร้ประโยชน์ คนที่ใช้หน้าตากินแทนข้าว
ชาติก่อนเยว่ซินเคยอับอายทุกครั้งที่ได้ยิน วันนี้เธอกลับอยากถามคนเหล่านั้นว่า ในช่วงเวลาที่พวกเขาหัวเราะเยาะ มีใครสักคนเคยอดข้าวสามมื้อเพื่อเก็บไข่ไว้ให้ลูกเหมือนเขาหรือไม่
“รีบเลือกเสียทีสิ มัวเหมอลอยอร่อยอยู่...ฉันยิ่งรีบๆอยู่นะ”
ซูเหม่ยอิงใช้นิ้วเคาะหนังสือหย่า
“บ้านพี่หลัวอยู่ในเมืองอำเภอ มีไฟฟ้า มีหลังคากระเบื้อง มีคูปองอาหารทุกเดือน หลัวเหวยตงยังเป็นถึงรองหัวหน้าสหกรณ์ ใครมีสมองก็รู้ว่าควรไปกับฉัน”
นางปรายตามองอดีตสามี
“ส่วนพ่อของพวกแกมีอะไร นอกจากหน้าตาที่เอาไปแลกแป้งข้าวโพดไม่ได้สักกำมือ”
นิ้วของหลินจื้อหยวนกำแน่นอยู่บนหัวเข่า แต่เขาไม่ตอบโต้ หลินเยว่ซินมองเห็นความอับอายวาบผ่านดวงตาของพ่อ ชาติก่อนเธอไม่เคยสังเกตเห็น หรือบางทีอาจเห็น แต่จงใจทำเป็นไม่เห็น เพราะเด็กสาววัยสิบเก้ากลัวความจนยิ่งกว่าสิ่งใด
ในเวลานั้นเธอเป็นคนลุกขึ้นก่อน เป็นคนกอดแขนมารดา เป็นคนพูดว่าเธอจะไปอยู่บ้านหลัว ส่วนหลินเยว่หลันร้องไห้ ขอร้อง และยื้อแย่งจนวินาทีสุดท้าย ทว่าเมื่อตระกูลหลัวรับลูกติดไปได้เพียงคนเดียว ซูเหม่ยอิงกลับเลือกบุตรสาวคนโตซึ่งหน้าตางดงามและวางตัวเรียบร้อยกว่า
แต่วันนี้ หลินเยว่หลันไม่ได้ร้องไห้...น้องสาวนั่งหลังตรง มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อแน่น ดวงตาจับจ้องเยว่ซินเหมือนนักพนันกำลังเฝ้าไพ่ใบสุดท้าย
ทันใดนั้น หลินเยว่หลันก็ลุกพรวด
“ฉันจะไปกับแม่!”
เสียงนั้นดังจนทุกคนชะงัก เยว่หลันคว้าแขนซูเหม่ยอิงไว้แน่น
“แม่พาฉันไปเถอะค่ะ ฉันทำงานบ้านเป็น เชื่อฟัง และไม่สร้างปัญหา ฉันอยู่ในเมืองได้แน่นอน”
ซูเหม่ยอิงขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้เตรียมเลือกเช่นนี้
“เยว่หลัน แม่ยังไม่ได้บอกว่าจะพาใคร”
“แต่พี่สาวอยากอยู่กับพ่อ...”
หลินเยว่หลันตอบทันที ก่อนหันมาหาเยว่ซิน
“จริงไหมคะ?”
เร็วเกินไป... มั่นใจเกินไป... และแววตาซึ่งพยายามซ่อนความยินดีนั้น ไม่เหมือนเด็กสาวที่กำลังเลือกมารดา แต่เหมือนคนซึ่งรู้ล่วงหน้าว่าไพ่ใบใดจะชนะ
หลินเยว่ซินไม่ได้ตอบน้องสาว เธอมองหลินจื้อหยวนแทน ชายตรงหน้าก้มตาลง ราวกับกำลังเตรียมใจรับการถูกลูกทอดทิ้งเป็นครั้งที่สอง
“เยว่ซิน...”
เขาฝืนยิ้ม
“ลูกไม่ต้องสงสารพ่อ ถ้าอยากไปอยู่กับแม่ก็ไปเถอะ ในเมืองมีอาหาร มีโรงเรียน และไม่ต้องลงทุ่งหนัก พ่อ...พ่อดูแลตัวเองได้”
คำว่าดูแลตัวเองได้ทำให้ขอบตาของเยว่ซินร้อนผ่าว เขาดูแลตัวเองจนอดตาย ดูแลตัวเองจนต้องขึ้นเขาในวันที่หิมะตก และดูแลตัวเองจนเหลือเพียงชื่อหนึ่งบรรทัดบนกระดาษแจ้งตาย เยว่ซินลุกจากเก้าอี้ เดินไปคุกเข่าข้างบิดา แล้วจับมือเย็นเยียบของเขาไว้ หลินจื้อหยวนสะดุ้ง
“พ่อ”
เพียงคำเดียว เสียงของเธอก็สั่นจนแทบขาด เขามองเธออย่างไม่เข้าใจ
เยว่ซินสูดลมหายใจลึก บังคับไม่ให้น้ำตาไหล
“ฉันจะอยู่กับพ่อค่ะ”
“เยว่ซิน...”
“ฉันเลือกพ่อ”
เธอพูดช้าๆ ชัดเจน และหนักแน่นพอให้คนทั้งห้องได้ยิน มือของหลินจื้อหยวนสั่นเล็กน้อย ความหวังซึ่งเขาไม่กล้าแสดงออกวาบขึ้นในดวงตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความกังวล
“แต่พ่อไม่มีอะไรให้ลูก”
“พ่อยังมีชีวิตอยู่”
สำหรับเธอ เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว ซูเหม่ยอิงดึงปากกากับหนังสือตกลงหย่ามาตรงหน้า
“เลือกกันเสร็จแล้วก็เซ็นเสียที ฉันยังต้องไปทำเรื่องย้ายทะเบียน”
หลินจื้อหยวนอ่านข้อตกลงอีกครั้ง โดยเฉพาะบรรทัดซึ่งเขียนว่าบุตรสาวทั้งสองคนมีสิทธิ์เลือกฝ่ายที่จะอยู่ด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครเปลี่ยนคำตอบของลูก เขาจึงจรดปากกาลง ตัวอักษรสามคำ หลินจื้อหยวน งดงามมั่นคงและทรงพลังแตกต่างจากตัวตนของเขาเหลือเกิน ต่างจากชีวิตเจ้าของชื่อซึ่งถูกผู้อื่นลากจูงมานานหลายปี...
ซูเหม่ยอิงลงชื่อต่อโดยไม่ลังเล ก่อนประทับรอยนิ้วมือลงบนหมึกแดงซูเหม่ยอิงแค่นหัวเราะ
“อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน หน้าหนาวไม่มีผ้าห่ม อย่าคลานไปขอฉัน บ้านตระกูลหลัวไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์”
หลินเยว่หลันยกมุมปาก ก่อนเดินเข้ามาหยุดข้างพี่สาว น้องสาวก้มลงกระซิบ เสียงเบาจนมีเพียงเยว่ซินได้ยิน
“พี่เลือกเองนะ”
เยว่ซินหันไปมอง เยว่หลันกำลังยิ้ม รอยยิ้มของผู้ซึ่งเชื่อว่าตนเพิ่งแย่งชะตาที่ดีที่สุดมาได้
“พี่ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ วันหน้าอย่าอิจฉาที่ฉันได้ไปอยู่ที่ดีกว่าก็แล้วกัน”
น้องสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเป็นห่วง แต่แววตากลับฉายความเย้ยหยัน
“อ้อ แล้วอย่าคิดไปเยี่ยมเชียวล่ะ บ้านตระกูลหลัวไม่ใช่สถานที่ที่ใครนึกอยากจะเข้าออกก็ทำได้หรอกนะ”
เลือดทั้งร่างของเยว่ซินเย็นวาบ ชาติก่อน ในห้องนี้ ในวันนี้...วันที่ 3 กันยายน 1976 เธอเคยก้มลงกระซิบประโยคเดียวกันใส่หูน้องสาว ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา และไม่มีบุคคลที่สามได้ยิน
ทว่าตอนนี้ หลินเยว่หลันกลับคืนคำพูดนั้นให้เธอทุกถ้อยคำ เยว่ซินมองลึกเข้าไปในดวงตาของน้องสาว เยว่หลันรู้ตัวว่าพลาด รีบผละออกและหลบสายตา แต่ช้าเกินไปแล้ว
ดูเหมือนคนที่กลับมาจากความตาย ไม่ได้มีเพียงเธอคนเดียว
*****
