ตอนที่ 10 ดูแลเด็ก
“ขอบคุณคุณหมอมากนะคะที่แนะนำ ฉันเองก็เพิ่งเคยเลี้ยงเด็กเป็นครั้งแรกค่ะ เอ่อ... ว่าแต่สารเหลืองนี่มันมายังไงคะ ฉันอ่านผ่านเว็บไซด์ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ยังงงๆ อยู่” เธอถามต่อด้วยความใคร่รู้ แต่คุณหมอหนุ่มไม่คิดเบื่อที่จะตอบ ยิ่งเห็นแววตาสงสัยแบบเจ้าหนูจำไมยิ่งทำให้เขาอยากคุยกับเธอนานๆ
“สารเหลืองเป็นสารที่เกิดขึ้นจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง ปกติจะเป็นหน้าที่ของตับในการขับสารตัวนี้ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ แต่เนื่องจากเด็กตับยังทำงานได้ไม่เต็มที่เลยขับสารเหลืองได้ไม่มากพอจึงเกิดอาหารตัวเหลืองแบบนี้”
“แล้วเด็กจะตัวเหลืองทุกคนไหมคะ” เธอซัก เบญจามินทร์ยิ้มให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน
“ไม่ครับ บางคนเม็ดเลือดแดงแตกตัวตอนคลอดไม่มาก แต่บางคนเม็ดเลือดแดงแตกตัวมาก แล้วแต่เด็กครับ กรณีน้องมะปรางน่าจะเยอะหน่อย แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับผมจะดูแลให้เป็นอย่างดี ขอให้คุณแม่เชื่อหมอ ทำตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัดก็พอ”
“ค่ะ”
“หนึ่ง... ห้ามป้อนน้ำเปล่ากับเด็กแรกเกิด ตามที่คนโบราณบอกว่าน้ำเปล่าจะช่วยขับสารเหลือง จริงๆ แล้วไม่ใช่นะครับ น้ำนมต่างหากที่จะช่วยขับสารเหลือง และการป้อนน้ำเปล่ากับเด็กก่อน 6 เดือนจะทำให้ขับโซเดียมในร่างกายเด็กออกมา จะเกิดภาวะน้ำเป็นพิษจนช็อกได้” เบญจามินทร์พูดน้ำเสียงจริงจัง เพราะด้วยความที่เขาเป็นหมอเด็ก เจอมาเยอะแล้วพวกที่บอกว่าอย่าไปเชื่อหมอให้มาก แต่สุดท้ายเป็นอะไรก็ต้องไปหาหมอทุกที ไม่ว่าจะป้อนน้ำป้อนกล้วย มาทั้งอาการท้องมารหรือท้องป่อง ภาวะน้ำเป็นพิษ ลำไส้อุดตัน บางรายน่าสงสารมากต้องผ่าตัดเอาเศษกล้วยออกจากลำไส้
“ค่ะ คุณหมอไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ฉันจะทำตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัดค่ะ”
“ดีมากครับ เอ่อ... ถ้าคุณมีอะไรจะสอบถามผม สามารถถามเข้ามาในไลน์หรือโทรมาได้นะครับ นี่ครับนามบัตรผม” เขาดึงลิ้นชักออกมาแล้วก็ส่งนามบัตรให้ ปภาวรินทร์รับนามบัตรของเขามาด้วยความดีใจ อย่างน้อยถ้าเธอมีอะไรเธอก็มีที่ปรึกษาแล้ว
รศ.ดร.นพ.เบญจามินทร์ เมธาสิทธิชัย
ปภาวรินทร์อ่านชื่อของกุมารแพทย์หนุ่มตรงหน้าแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองเขา เธอฉีกยิ้มกว้างอย่างที่ทำให้คนมองใจเต้นกระตุก
“ขอบคุณมากค่ะ คุณหมอใจดีจังเลย ไม่คิดว่าโรงพยาบาลนี้จะมีบริการโทรปรึกษาได้ด้วย เอ่อ... ปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมงไหมคะ” เธอถามเสียงหวาน เบญจามินทร์หลุดหัวเราะออกมา
“ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ แต่บริการนี้ไม่ใช่ของโรงพยาบาล เป็นบริการส่วนตัวของผมที่มีให้คุณเพียงคนเดียว” เขาพูดเสียงทุ้มนุ่ม ปภาวรินทร์นิ่งอึ้งพยายามตีความสิ่งที่หมอพูด
“เอ๋...”
“ผมเห็นใจคุณน่ะครับที่จะต้องเลี้ยงหลานคนเดียวทั้งที่ตัวเองไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก บางทีคุณอาจจะต้องการผู้ช่วย” เขาบอกกับเธอ ปภาวรินทร์รู้สึกหน้าร้อนๆ ยังไงชอบกลก็ไม่รู้ แต่ก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกไปพยาบาลก็อุ้มเด็กเข้ามาในห้อง
เด็กหญิงเปรมสิณีต้องเข้ารับการส่องไฟ โชคดีที่ปภาวรินทร์เลือกทำประกันสุขภาพสำหรับเด็กแรกคลอดด้วย เธอจึงเลือกห้องพิเศษ การเฝ้าเด็กในช่วงส่องไฟไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเจ้าหลานตัวน้อยมีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะเอาผ้าปิดตาออก แม้ว่าแสงสีฟ้าจะช่วยขับสารเหลืองแต่ความแรงของไฟจะส่งผลกระทบต่อดวงตาได้
ด้วยเหตุนี้เธอจึงคอยเฝ้าอยู่ไม่ห่าง คอยเปิดผ้าดูเด็กว่าจะเอามือดึงผ้าปิดตาออกหรือไม่ ต้องคอยพลิกตัวเด็กไปมาให้แสงส่องโดนผิวหนังให้ทั่วตัว ต้องคอยป้อนนม อุ้มเรอ เปลี่ยนผ้าอ้อม ยิ่งพอส่องไฟแล้วเจ้าเด็กน้อยถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีเขียวๆ ดำๆ ถามพยาบาลบอกว่านั่นคือสารเหลืองที่ถูกขับออกมาจากร่างกาย ทำให้เธอคลายความกังวลไปได้มาก แต่เจ้าเด็กน้อยนี่ร้องไห้จ้าทั้งคืน คงจะไม่สบายตัวเพราะความร้อนของไฟที่ส่องถูกผิวเป็นแน่
เบญจามินทร์เข้ามาในห้องพักผู้ป่วยในช่วงเช้าตรู่พร้อมกับพยาบาล เขามองดูหญิงสาวที่ยังคงสวมเสื้อผ้าขุดเดิมของเมื่อวาน เพิ่มเติมคือใบหน้าอิดโรยขอบตาดำคล้ำ ไม่ต้องสืบก็พอจะรู้ว่าเธอไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“เป็นยังไงบ้างครับ” เขาถาม ปภาวรินทร์พยักหน้าน้อยๆ ตาเบลอมึนงงไปหมด
“ก็ดีค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย เบญจามินทร์มองหญิงสาวอึ้งๆ
สงสัยจะไปซะแล้วสมงสมอง...
“ผมหมายถึงน้องมะปราง... เป็นยังไงบ้างครับ เห็นพยาบาลพาไปช่างน้ำหนักวัดค่าเหลืองแล้ว ตอนนี้น้ำหนักขึ้นมาขีดนึง ค่าเหลืองลดลงมาที่ 18 แต่หมอยังไม่ให้กลับบ้านนะครับ ต้องอยู่ส่องไฟต่อ”
“ค่าเหลืองต้องอยู่ในเกณฑ์เท่าไหร่เหรอคะถึงจะกลับบ้านได้”
“12 ครับ”
“อ่อ... ค่ะ งั้นก็ส่องไฟกันต่อเนอะเจ้ามะปราง” เธออุ้มหลานสาวขึ้นพาดบ่าลูบหลังให้เรอ เบญจามินทร์เห็นใจหญิงสาวนัก แต่ตอนนี้เขาเองก็ยังไม่เลิกงาน จะมาช่วยยังไม่ได้
“สู้ๆ นะครับ แล้วนี่... จะมีใครมาเปลี่ยนกับคุณไหม”
“ไม่มีหรอกค่ะ แต่เดี๋ยวอีกสักพักเพื่อนจะเอาชุดกับของใช้ส่วนตัวมาให้”
“ดีครับ ถ้ามีอะไรเรียกพยาบาลได้ตลอดเลยนะครับ” เขาพูดเสียงทุ้มนุ่มให้กำลังใจหญิงสาว ปภาวรินทร์ใจชื้นขึ้นมาหน่อย หมอกับพยาบาลที่นี่ดูแลเธอดีจัง
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ผมยังไม่ได้ถามคุณเลยว่าคุณชื่ออะไร” เบญจามินทร์จดรายละเอียดลงไปในแฟ้มแล้วยื่นให้พยาบาลสาว ทางด้านพยาบาลเงยหน้าขึ้นควับมองคุณหมอด้วยความแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นคุณหมอเบญจามินทร์ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยคนไหนมากเป็นพิเศษ แต่หญิงสาวตรงนี้กลับได้รับสิทธิพิเศษนั้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณหมอยังกำชับให้พยาบาลช่วยดูแลเธอเป็นอย่างดีด้วย
“ชื่อปรายค่ะ ปราย... ปภาวรินทร์ เตชะสกุล”
“ครับคุณปราย... ผมขอตัวก่อนนะครับ” เบญจามินทร์ส่งยิ้มละลายใจไปให้เธอหนึ่งทีแล้วเดินออกจากห้องไป ปภาวรินทร์ไม่มีเวลาให้ใจเต้นแรงมากนัก พอวางเจ้าเด็กน้อยเข้าส่องไฟ เจ้าเด็กก็ร้องไห้จ้าละหวั่นจนเธอแทบอยากจะร้องไห้ตามไปด้วย รู้สึกรักแม่มากก็คราวนี้ หากแม่เธอยังมีชีวิตอยู่เธอจะเข้าไปกอดขาแม่แรงๆ แล้วเอ่ยขอบคุณจากใจจริงที่เลี้ยงเธอมาจนโต การเลี้ยงเด็กนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
