บทที่ 1.8
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท แต่ข้าเองก็เคยสิ้นหวัง เคยโดดเดี่ยว ดังนั้นจึงเพียงอยากหยิบยื่นมือเข้าช่วยใครสักคนอย่างที่ข้าอยากให้มี ท่านรับเอาไว้เถิดข้าตั้งใจให้”
แล้วนางก็คว้ามือของเขายัดเยียดเงินถุงนั้นให้
“ไม่ได้มากมายอะไร แต่น่าจะพอสำหรับค่าที่พักและอาหารองวันก่อนประกาศผล” แล้วนางก็ยิ้มกว้างให้เขาด้วยความโล่งใจ “ข้ามีน้องชายที่เข้าสอบเช่นกัน เขากังวลจนนอนไม่หลับเลย ท่านเองก็ผ่อนคลายเสียนะ ไม่ผ่านรอบนี้รอบหน้ายังมีโอกาส”
แล้วนางก็หมุนตัวเดินจากไปทว่า...
“ช้าก่อนคุณหนูท่านนี้ อย่างน้อยมิใช่ต้องบอกชื่อแซ่ เผื่อว่า...”
“ไม่เป็นไร” นางตอบทันที “หากท่านสอบผ่านคิดว่าคงมีวาสนาได้พานพบ แต่หากไม่ก็ให้ถือเสียว่าข้าช่วยให้ท่านได้กินอาหารดีๆ ได้นอนหลับเต็มอิ่มสักคืน...” นางชะงักไปเมื่อมองเขาจากนั้นเดินกลับมาอีกครั้ง
เซี่ยอันเหยาถอดกำไลหยกของตัวเองออก ยัดใส่มือของเขาทันทีโดยไม่ลังเล “หากไม่ผ่านถือเสียว่านี่เป็นค่าเดินทางกลับบ้านเกิดของท่าน อย่างน้อยคราวหน้าท่านกลับมาสอบอีกครั้ง จะได้ไม่รู้สึกว่าการมาเมืองหลวงน่ากลัวเกินไป ชีวิตยังมีความหวังขอเพียงมีลมหายใจ”
แล้วนางก็หมุนตัวเดินกลับไปหาสาวใช้และคนคุ้มกันด้วยความรู้สึก...อิ่มเอม
ครั้งหนึ่งนางเคยขอร้องให้สวรรค์ส่งใครมาช่วย ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่มี เขาเองก็คงรู้สึกว่าชีวิตนี้สามารถต่อลมหายใจไปได้กระมัง...
หลี่เหวินหรงก้มลงมองถุงเงินและกำไลหยกในมือ เขากะพริบตามองตามหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป อยู่ๆ รอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นจากนั้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ตามมาด้วยความขบขัน
ตงเหยียนเหินกายลงมาจากหลังคาเบื้องบน “ท่านอ๋อง”
“ไม่เป็นไร” เขาก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง “ใครใช้ให้ข้าปลอมตัวได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เล่า นางคิดว่าข้าเป็นบัณฑิตเหล่านั้นก็ถูกแล้ว คนเล่า”
“เขาถูกพาตัวไปอีกด้านพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตามไปแล้ว”
อ๋องหนุ่มเก็บถุงเงินและกำไลเข้าไปในอกเสื้อ มองตามไปยังทิศทางที่หญิงสาวจากไป ตงเหยียนมองตามจากนั้นจึงกล่าว “นางก็คือคุณหนูรองตระกูลเซี่ย เซี่ยอันเหยาพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม? นางก็คือบุตรสาวคนรองของอาจารย์??”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ชะตาจื่อเว่ย...” เขาหัวเราะจากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปอีกด้าน “ไปกันเถิด”
แล้วเขาก็เดินออกไปจากถนนสายนั้นกับคนสนิท ทว่าตอนที่เขากำลังจะเดินพ้นมุมทางเดิน อ๋องหนุ่มกลับถามขึ้น “มิใช่บอกว่านางเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยชอบออกมาข้างนอก?”
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...”
“ให้คนไปสืบเรื่องของนางให้ละเอียด ดูว่ามีสิ่งใดผิดพลาด วันนี้นางออกจากจวนมาเพราะอะไร”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เดิมทีวันนี้อ๋องหนุ่มออกจากวังหลวงเพราะเรื่องทุจริตการสอบ บัณฑิตแซ่เจิง นามหัวอิ๋นส่งจดหมายร้องเรียนหลังการสอบ เขาพบว่ามีผู้เข้าสอบล่วงรู้ข้อสอบล่วงหน้า ทั้งยังลอบเตรียมข้อสอบเอาไว้ก่อน เขาพบเฉลยคำตอบที่เตรียมเอาไว้สอบล่วงหน้า และร้องเรียนทันทีที่ออกมาจากสนามสอบ ทว่าหลี่เหวินหรงก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง คนถูกลักพาตัวไปแล้ว
คนของเขารายงานกลับมาว่ามีคนพาเจิงหัวอิ๋นเขาไปในหอบุปผาเหมันต์ เขาเร่งตามกลับไปที่นั่นกระทั่งพบว่า...มีคุณชายสองคนกำลังวางแผนบางอย่าง
“ท่านอ๋อง” คนของเขาประสานมือ “คนที่พาบัณฑิตเจิงมาที่นี่มิใช่ใครอื่น เป็นคุณชายเสิ่น น้องชายของเสิ่นเหลียงตี้พ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มหรี่ตา “อ้อ...”
“ข้าน้อยเดาว่าคุณชายเสิ่นคงล่วงรู้แล้วว่าบัณฑิตเสิ่นร้องเรียนเรื่องที่เขาซื้อขายข้อสอบ ดังนั้นจึงให้คนไปจับตัวบัณฑิตเสิ่นมาที่นี่ ยังมี...”
“อะไร”
“พวกเขากำลังวางแผนล่อให้คุณหนูรองตระกูลเซี่ยเข้าไปในห้องนั้น...”
“อะไรนะ!!” หลี่เหวินหรงลุกพรวดจากนั้นพลันฉุกคิด “ตระกูลเสิ่น เหลียงตี้ ตระกูลเซี่ย ชายารัชทายาท” เขาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มจนใจ “อาจารย์...อาจารย์ ท่านหลบหลีกความวุ่นวายถึงขั้นวางยาบุตรสาวตัวเอง ผู้ใดจะคิดว่าท่านพยายามถึงเพียงนี้ แต่ผู้อื่นยังอยากลากท่านกลับเข้าไปในวงแก่งแย่ง” เขามองคนของตัวเอง “นางอยู่ที่ใด”