ตอนที่ 5 มาเหมือนกันเหรอคะ
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สิบสี่ อชิรวิชย์เตรียมข้าวของไปทำบุญที่วัดตามปกติ ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านแวะรับปิ่นโตอาหารจากร้านอาหารหน้าปากซอย จากนั้นวางไว้เบาะข้าง ๆ คนขับ ก่อนขยับเกียร์ เหยียบคันเร่งพารถไปข้างหน้า
เจ็ดปีแล้ว ไอยรดายังค้างคาอยู่ในใจ อชิรวิชย์ตั้งคำถามภายในใจเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ว่าถ้าหากตอนนั้นเขาไม่โหมงานหนัก ไม่เอาแต่หมกมุ่นกับการหาเงิน ถ้าเขาพาเธอไปหาหมอเร็วกว่านั้นสักสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี หรือพาเธอไปตรวจสุขภาพทุกปี
ถ้า...ถ้า...และถ้า...
อชิรวิชย์ไม่เคยได้คำตอบของคำถาม เพราะเขาไม่ทำสิ่งที่ตั้งคำถามในใจ และไม่มีโอกาสทำมันอีกแล้ว
และคำถามเหล่านั้นยังคงค้างคาเนิ่นนานมาจนกระทั่งเจ็ดปี
รถเลี้ยวเข้าบริเวณวัดตอนเกือบเจ็ดโมง ชายหนุ่มตรงเข้าไปในโบสถ์ หลวงลุงรูปเดิมทอดสายตาอ่อนโยนมาให้ แกมแปลกใจนิด ๆ ว่า วันนี้อชิรวิชย์มาคนเดียว ปราศจากเงาของหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวผู้เป็นภรรยา
"โยมพิมพ์ไม่มารึ" หลวงลุงมองเลยไปด้านนอก เผื่อว่าพิมพ์ดาวจะเดินตามมาทีหลัง
อชิรวิชย์นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพุทธรูป วางปิ่นโตไว้ด้านหน้า ก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ทะเลาะกันนิดหน่อยครับ พิมพ์เลยไปหาเพื่อน" ตอนสองทุ่มแก้วกานต์เป็นคนโทรมาบอกว่าพิมพ์ดาวอยู่ที่บ้าน อชิรวิชย์จึงไม่ได้โทรตามภรรยา
"อย่างนั้นเหรอ ผัวเมียกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาแต่โยมวิชย์ก็อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน รีบคุยรีบปรับความเข้าใจกัน สามีภรรยาน่ะ ขัดแย้งกันนาน ๆ ไม่ดี"
"ครับ" อชิรวิชย์ตอบสั้น เลี่ยงหลบสายตา สำหรับคนเป็นสามีผู้เกาะเกี่ยวอดีตไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ยอมให้ใครมาแกะออกจากความยึดมั่นถือมั่นในอดีต เชื่อว่าการเก็บไอยรดาไว้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคือสิ่งอันสมควร
เขามองว่าการกระทำของพิมพ์ดาวแสนเอาแต่ใจ ทุกเงื่อนไขตกลงกันไว้แล้ว เธอเองที่ผิดข้อตกลง
เขาไม่ง้อเพราะเธอนั่นแหละผิด ควรจะต้องคิดพิจารณาตัวเองว่ากำลังละเมิดข้อตกลงอยู่หรือเปล่า การหนีหายไปก็เพื่อเล่นเกมส์ดึงเชิงให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ
อชิรวิชย์ไม่เล่นด้วย อยากทำอะไรก็ทำไป เดี๋ยวเหนื่อยก็คงกลับมาเอง
ก่อนหน้านี้หญิงสาวถามหลายครั้ง ว่าจะลองขอมีลูกได้มั้ย
"จริง ๆ มีสักคนก็ดีนะคะ แก่มาเราจะได้ไม่ต้องเหงา"
และหลายครั้งอชิรวิชย์ก็จะส่งตาเขียวป้๊ดให้ภรรยา เพื่อบังคับให้เธอเลิกล้มความคิดนี้ไป พิมพ์ดาวจึงเงียบ ๆ ไป จนกระทั่งมาบอกว่าท้องแล้ว
คนเป็นสามีจึงเชื่อเต็มอกว่าภรรยาจงใจ ไม่ใช่เป็นความพลาดพลั้ง เอาแค่เธอได้อะไรดี ๆ แทนที่ไอยรดาที่ตายไป เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมแล้ว ยิ่งเธอละเมิดข้อตกลงแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าพิมพ์ดาวเห็นแก่ตัว
"จะใส่บาตรให้โยมรดาเหมือนเดิมสินะ"
หลวงลุงน้อมรู้จักทั้งไอยรดาและพิมพ์ดาว วัดนี้เป็นวัดประจำของอชิรวิชย์ ชายหนุ่มเติบโตที่นี่ แม่พามาวิ่งเล่น หลวงลุงเป็นคนสั่งสอน จนเติบโตก็ยังเป็นที่ปรึกษาเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตให้
"เอ้อ ! คราวก่อนหลวงลุงว่าจะทักสักหน่อย เห็นโยมพิมพ์หน้าซีด ๆ แล้วเด็กวัดบอกว่าไปอาเจียนข้างวัด ได้ไปตรวจร่างกายบ้างหรือเปล่า " หลวงลุงน้อมพูดไปเรื่อย เพียงอยากเตือนสติให้หลานได้ใส่ใจภรรยาเพิ่มสักหน่อย คนผ่านโลกมาก่อนมองออกว่ามีความเป็นไปได้ที่พิมพ์ดาวอาจจะตั้งท้อง เพียงแต่ไม่กล้าพูดตรง ๆ เพราะดูสถานการณ์ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี
"ครับ" อชิรวิชย์ไม่พูดอะไร ยกปิ่นโตถวายให้หลวงลุง
"แล้วจะแวะไปหาโยมรดาหรือเปล่า"
"ไปครับ"
"อดีตก็ดี มีไว้เรียนรู้ อนาคตก็ดีมีไว้เป็นความหวัง แต่โยมหลานวิชย์ก็อย่าลืมนะว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ใช้ปัจจุบันให้ดี จะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับอดีตแล้วไม่ต้องกังวลกับอนาคต"
"ครับ" อชิรวิชย์พยักหน้าส่ง ๆ เมื่อเกาะเกี่ยวอดีตไว้แล้ว จะปัจจุบันหรืออนาคตก็ไม่มีทั้งสิ้น
ชายหนุ่มบอกลาหลวงพ่อออกจากโบสถ์ อ้อมไปทางด้านหลัง ตรงไปยังป่าช้าที่บรรจุอัฐิของไอยรดา ภาพหญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนประทับอยู่บนเจดีย์เล็ก ๆ ซึ่งตั้งบนพื้นดิน รายล้อมด้วยต้นหญ้าผัดจากดินสีเข้มต้นเล็ก ๆ และดอกหญ้าเป็นหย่อม ๆ
อชิรวิชย์หยิบทิชชู่เปียกออกมาเช็ดภาพให้ใสกระจ่างดังเดิม จากนั้นวางดอกกุหลาบสีชมพูที่ไอยรดาโปรดปรานลงบนหน้ารูปสวย ดึงหญ้าให้เหลือเพียงดอกไม้เล็ก ๆ สีขาว เกลี่ยดินให้เรียบสบายตามากขึ้น
ชายหนุ่มปัดเศษดินออกจากมือ สายตาของอชิรวิชย์เศร้าหมอง เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวในรูปกำลังถูกเอาเปรียบอีกครั้งจากการตั้งท้องของพิมพ์ดาว
ไอยรดาเคยอยากมีลูกมาก หญิงสาวตั้งครรภ์ได้สามเดือนตอนตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ปอด ไอยรดาไม่ยอมรักษา ยืนยันจะเก็บลูกไว้ ทว่ามะเร็งลุกลามเร็วจนเธอไม่ทันได้คลอด สุดท้ายหญิงสาวจากไปพร้อมกับลูกและคำขอว่า
"วิชย์อย่ามีลูกอีกได้มั้ย รดาไม่อยากให้ลูกเราเสียใจที่ไม่ได้เกิดมา"
การทำตามคำสัญญาคือสิ่งอันทรงพลังให้อชิรวิชย์ไม่รู้สึกผิดไปมากกว่านี้ เหมือนเขาได้ชดเชยความผิดพลาดเมื่อครั้งไม่มีเวลาพาไอยรดาไปหาหมอ
หากแม้นสัญญานี้ถูกทำลาย ความรู้สึกผิดคงไหลท่วมท้นถล่มทับเขาจนหายใจไม่ออก
ชั่วขณะความเงียบงันโอบล้อมอชิรวิชย์ ปลายเท้าใครคนหนึ่งค่อย ๆ กดน้ำหนักลงบนพื้น เกิดเป็นรอยเท้าขนาดเท่ารองเท้าที่เจ้าตัวสวมใส่ กว่าอชิรวิชย์จะรู้ตัว ใครคนนั้นก็เข้ามาประชิดตัวเขาจนส่วนไหล่เกยกัน พออชิรวิชย์หันไป ใบหน้าสวยหวานละม้ายเจ้าของอัฐิในเจดีย์ก็ส่งยิ้มมาให้
"มาเยี่ยมพี่รดาเหมือนกันเหรอคะพี่วิชย์"
#รัก #แต่งงาน #หย่าร้าง #นิยายมีเด็ก #พระเอกร้าย #แฟนเก่า #รักสามเส้า
