๒ รักไม่ต้องใช้เวลา (๔)
“งั้นเราลองคบ...” หลังจากบอกชอบแล้วก็เป็นฝ่ายใจกล้าลองขอคบ ทว่ายังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำก็ถูกเขาแทรกขึ้นทันที ทำเอาเธอถึงกับเผยอปากค้างกลัวว่าตัวเองอาจได้ยินผิดไปหรือเปล่า ชายหนุ่มพูดจริงหรือกำลังหลอกกันแน่
มันรวดเร็วจนจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว...
“แต่งงานกันไหม” คำขอของเขาไม่ได้พูดแบบส่งๆ แต่ตั้งใจจ้องมองหล่อนไม่คลาดสายตาเลยด้วยซ้ำ จนร่างบางลอบกลืนน้ำลายหนืดลงคอ ไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า ทว่าพอมองเข้าไปในดวงตาคมก็เห็นถึงความตั้งใจนั้น
กำลังถูกขอแต่งงานด้วยความรัก...เป็นครั้งแรก
เพราะครั้งก่อนเธอท้องจึงต้องแต่ง ซึ่งไม่มีแหวนด้วยซ้ำนอกจากใบทะเบียนสมรสอย่างเดียว
เมื่อเจอกับคนที่ตั้งใจรักจึงเริ่มทำตัวไม่ถูก น้ำตาคลอเบ้าอย่างซาบซึ้งแล้วเงียบชั่วขณะไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร
“คะ? แต่งงานเลยเหรอคะ”
“ใช่ ฉันไม่อยากรอแล้ว อยากให้เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็มีน้องดินเป็นลูกของเราสองคน” นอกจากเขาจะรักเธอยังเผื่อแผ่ไปถึงลูกชาย มั่นใจว่ามันไม่ใช่การแสดงเพื่อให้ตายใจ เขาทำทุกอย่างออกมาจากใจจริง
ความสุขเข้ามาหาโดยไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ เธอคู่ควรหรือเปล่าเริ่มไม่มั่นใจ...
“คุณกรแน่ใจเหรอคะ” ถามเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นกับการถูกขอแต่งงาน เขาได้ยินเช่นนั้นก็รีบบอกให้เธอมั่นใจว่าคำขอออกมาจากใจจริงของเขา
“ถ้าไม่มั่นใจฉันจะไม่พูดออกมา แต่ที่พูดเพราะมั่นใจแล้วต่างหาก”
“ขอเวลาได้ไหมคะ มันดูกะทันหันไปหมดเลย” ยังคงติดเรื่องเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งเขาก็เข้าใจในมุมของหล่อน กระนั้นตนก็ไม่ต้องการรออีกต่อไป หากเธอกลับไปคืนดีกับสามีจะทำเช่นไร เจอคนที่รักต้องทำสุดความสามารถเพื่อคว้าเธอไว้ข้างกาย
เขาไม่อยากเสียใจและเสียดายทีหลัง...
“ไม่เชื่อใจฉันเหรอ”
“เปล่าค่ะ แค่...ลองไปคุยกับคุณยายก่อนก็ได้ค่ะ ว่านแล้วแต่คุณยาย” เมื่อหล่อนโยนให้คุณสอางค์ตัดสินใจ เขาก็ไม่รอช้าเช้าวันต่อมารีบเข้าไปพูดคุยเพื่อแสดงถึงความจริงใจ แล้วท่านก็มองออกอยู่ก่อนแล้วว่าทั้งสองมีใจให้กัน
แม้เสียดายที่ไม่ได้เธอเป็นหลานสะใภ้ แต่ก็ได้เป็นหลานสาวแล้ว จึงต้องหาคนที่ดีและสามารถเป็นคู่คิดคู่ชีวิตในอนาคตได้ ซึ่งศิวกรคือชายผู้นั้น
แล้วเรื่องอะไรต้องไปขัดขวาง
“แต่งเลยสิ...ยายเห็นด้วย” เพียงแค่นั้นงานแต่งก็ถูกเนรมิตขึ้นมาทันทีในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ ทุกอย่างมาจากความตั้งใจของชายหนุ่ม จัดง่ายๆ ที่บ้านสวนเชิญเพียงแขกเหรื่อที่สนิทสนมไม่ถึงหนึ่งร้อยคนด้วยซ้ำ
งานอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ได้พบญาติพี่น้องของเขาจึงรู้ว่าชายหนุ่มสูญเสียบุพการี เหลือเพียงพี่ชายน้องสาวซึ่งทุกคนยินดีต้อนรับหล่อนเป็นครอบครัว สร้างความดีใจแก่ญาดาวีเป็นอย่างมาก ตลอดทั้งงานเจ้าสาวน้ำตารื้นด้วยความปลื้มปีติ ส่วนเจ้าบ่าวก็คอยอยู่เคียงข้างไม่ห่าง มีช่างภาพเก็บภาพบรรยากาศเอาไว้ไม่ให้พลาดช่วงเวลาสำคัญ
เป็นงานแต่งที่เธอมีความสุขเหลือเกิน...
เพราะถูกยอมรับอย่างจริงใจจากเจ้าบ่าวและครอบครัวของเขา
ลูกชายมีความสุขกว่าใครเนื่องจากของกินเต็มโต๊ะ เอาเข้าปากไม่หยุดจนเธอต้องปรามให้พอได้แล้ว กระนั้นก็ยังหยิบมากินเหมือนเดิม สุดท้ายต้องปล่อยตามเลยเพราะสามีก็ตามใจลูก
ช่วงเช้าเป็นพิธีหมั้นหมายตอนเย็นคืองานเลี้ยงสังสรรค์ ทุกคนสนุกเต็มที่จนถึงคราวเลิกรา คืนนี้เด็กชายต้องนอนกับคุณย่าซึ่งไม่มีงอแงสักนิด เล่นซนมาทั้งวันหัวถึงหมอนก็หลับเลย ขณะที่ร่างบางก็เข้าห้องหอเพื่อเตรียมพักผ่อน
“เหนื่อยไหม” ร่างหนาเข้ามาทางด้านหลังแล้วสวมกอดเธอเอาไว้ ดูเหมือนทุกอย่างจะรวดเร็วไปหมดแต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งรัก
สามีคนดีที่เธอแสนภูมิใจ...
“เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ” จ้องมองเขากลับผ่านกระจก
“ถ้าอย่างนั้นก็อาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปใช้ห้องข้างๆ เอง” ค่อยปล่อยหล่อนเป็นอิสระเพื่อให้จัดการตัวเอง ไม่ได้รั้งจะอยู่ต่อเพราะตนก็เหนียวตัวอยากทำความสะอาดร่างกายเช่นเดียวกัน คืนนี้ยังอีกยาวนานเรียกว่าช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
เขายังมีเวลาสนุกกับเธออีกมาก...
“ค่ะ”
มองสามีทางนิตินัยเดินออกจากห้องจนประตูปิด ตนจึงหันกลับมาลบเครื่องสำอางแล้วแกะผมที่ถูกฉีดด้วยสเปรย์จนแข็งออก ถอดชุดเจ้าสาวแสนสวยพร้อมกับก้าวเข้าห้องน้ำชำระกายจนสะอาดหอมกรุ่น ยอมรับว่าตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่อยากคาดเดาแต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน
ผมนุ่มสวยแล้วมีกลิ่นหอม ร่างกายก็ขัดจนสะอาดทุกซอกมุม เตรียมตัวสำหรับคืนเข้าหอแล้ว...
“ทำไมคุณกรอาบน้ำเร็วจังเลยคะ” ออกมาก็พบร่างหนานอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง จึงเหลือบมองนาฬิกาแขวนข้างฝาพบว่าตนอาบน้ำเกือบสองชั่วโมงรวมเป่าผมและแต่งตัว ค่อนข้างนานพอสมควรจึงไม่แปลกที่เขาจะรออยู่ก่อน
ชุดที่สวมคือเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น ไม่ได้มีส่วนเย้ายวนเลยสักนิด แต่สายตาของเขาที่มองมาเต็มไปด้วยความปรารถนา
จึงรู้ทันทีว่าคืนนี้คงไม่ได้นอน...
“อยากพักผ่อนเลยรีบอาบ” ตอบเสียงเรียบแล้ววางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นก็มองภรรยาที่ขึ้นมานั่งข้างกัน เธอถามเขาด้วยความเป็นห่วงหรือกำลังหยั่งเชิงก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน
“เหนื่อยไหมคะ”
“ไม่เลย ทุกอย่างเธอจัดการเองหมด ฉันมีหน้าที่แค่มองเธอเท่านั้นเอง...แล้วมันก็มีความสุขมากด้วย” วันนี้เขาแค่เดินข้างหล่อนปล่อยภรรยาเป็นแม่งาน รู้สึกภูมิใจในตัวของญาดาวีเป็นอย่างมาก ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะมนแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความรักไม่ปิดบัง
เป็นสามีภรรยากันแล้วจะเหนียมอายทำไม
นามสกุลของเธอ...ก็เปลี่ยนมาใช้ตามเขาเช่นเดียวกัน
ศิวกร เทวทิณณ์เป็นสามีของญาดาวี เทวทิณณ์โดยรับลูกของเธอเป็นบุตรเช่นเดียวกัน ทำให้เอกสารชื่อกลายเป็นฐาภูรี เทวทิณณ์เป็นที่เรียบร้อย
“คุณกรจะทำอะไรคะ” เขาคว้าตัวเธอเข้าไปใกล้จนร่างบางเกยบนอก คนไม่ทันตั้งตัวเผยอปากเบิกตากว้างแล้วรีบถามทันที แม้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรก็ตาม
“จับได้หรือเปล่า คืนนี้กอดเธอได้ไหม” เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูหล่อน บอกความต้องการเป็นนัยที่ทราบกันอย่างดีว่าหมายความเช่นไร เขาอยากได้แล้วเธอก็ไม่คิดปฏิเสธแต่แรกอยู่แล้ว จึงช้อนตามองชายหนุ่ม
“ทำไมจะไม่ได้คะ เราแต่งงานกันแล้วนี่น่า” คืนเข้าหอน่าประทับใจมากกว่าเดิมเมื่อเราใช้ความรู้สึกนำทาง เขาไม่ได้ใช้กำลังในการข่มเหง เลือกจะถามก่อนเพื่อรอให้หล่อนอนุญาต ส่วนเธอก็โอนอ่อนผ่อนตาม เริ่มมีความต้องการเช่นเดียวกัน
สัมพันธ์ทางกาย...มีแค่ครั้งเดียวแล้วมันไม่น่าจดจำเอาเสียเลย
ครั้งนี้เธอหวังว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีของเราสองคน
“ถ้าทำทั้งคืนจะไหวหรือเปล่า” คำถามของเขาทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจ
“มันเจ็บไหมคะ...” ความกลัวแฝงในแววตา ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็กอดปลอบแล้วให้คำสัญญาทันที
“สัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอเจ็บ ฉันจะทะนุถนอมเธออย่างเบามือที่สุด” ไม่เพียงแต่พูดเปล่าเท่านั้น เขายังยืนยันด้วยจุมพิตที่หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา เธอพร้อมรับความหวานจากสามีจึงหลับตาพริ้มสำหรับสัมผัสนั้น
ก่อนตอบด้วยความมั่นใจ “ตามใจคุณกรค่ะ” แล้วพวกเขาก็เริ่มบทเพลงสวาทที่ทำให้ค่ำคืนนั้นน่าจดจำมากกว่าเดิม ความทรงจำเลวร้ายของหล่อนถูกแทนที่ด้วยสัมผัสแสนหวานซึ่งได้รับจากคนเป็นสามีของตนเอง
แค่เริ่มต้นก็ได้กลิ่นหอมหวานจากความรักแล้ว
เชื่อว่าต่อจากนี้...จะต้องดีอย่างแน่นอน
