12กับดักของบอส
เช้าที่ควรจะสดใสกลับเริ่มต้นด้วยการโต้เถียงขนาดย่อม เมื่อพีรวิทย์ประกาศกร้าวไม่ยอมให้มนต์นภาขับรถไปทำงานเอง ชายหนุ่มยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้าง ทั้งเรื่องช่วยลดโลกร้อน ประหยัดน้ำมัน ไปจนถึงการ ประหยัดเวลาเพื่อที่เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดเธอ จนสุดท้ายเลขาสาวฝึกงานก็ต้องยอมจำนนก้าวขึ้นรถสปอร์ตของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“มนต์จ๊ะ... เดี๋ยวพี่ว่าเราแวะทานข้าวก่อน แล้วค่อยเข้าบริษัทนะ” พีรวิทย์เอ่ยน้ำเสียงละมุนพลางหันมายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“ก็ได้ค่ะ” เธอตอบรับสั้นๆ พยายามไม่สบตาคมที่จ้องมองมาอย่างมีความหมาย
ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารเช้าในร้าน มนต์นภารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นเมนไม่สบายตัวจึงขอไปเข้าห้องน้ำ หลังออกจากห้องน้ำเธอก็เจอกับใครบางคนที่ยืนรออยู่ มนต์นภาไม่สนและเดินผ่านหน้าของเขาไปอย่างไม่ใยดี
“มนต์! เดี๋ยวก่อน!” เสียงทุ้มที่คุ้นหูแต่กลับชวนให้รู้สึกอึดอัดดังขึ้นก่อนจะคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ จนมนต์นภาต้องหยุดชะงัก
“พี่รุท...ปล่อยมนต์นะ” เธอบอกเสียงกร้าว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตระหนก
“ไม่คิดจะทักทายกันบ้างเลยรึไง” แรงบีบที่ข้อมือทำให้เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ปล่อยนะ!” มนต์นภาเสียงแข็ง พยายามสะบัดมือออกแต่กลับถูกอีกฝ่ายกระชากให้เดินตามไปอย่างป่าเถื่อน “พี่รุทปล่อยมนต์เดี๋ยวนี้... มนต์เจ็บ!”
“มนต์... ไปคุยกับพี่ที่รถเดี๋ยวนี้ อย่าให้พี่ต้องใช้กำลัง” อติรุทคำรามลั่น แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเอาแต่ใจ เขาออกแรงลากร่างบางที่พยายามขัดขืนไปทางลานจอดรถ
เวลาผ่านไปนานเกินควรจนพีรวิทย์เริ่มเป็นห่วง เขาตัดสินใจลุกขึ้นไปตาม จนได้เห็นสิ่งที่ทำให้ใจของเขาเริ่มอยู่ไม่สุข
“มนต์ไม่มีอะไรจะคุยกับพี่ทั้งนั้น! เรื่องของเรามันจบไปแล้ว”
“จบได้ยังไง พี่ไม่ยอม มนต์จะมาเลิกกับพี่ด้วยเหตุผลแบบนั้นไม่ได้”
“ผู้หญิงของพี่มาตบหน้ามนต์ถึงมหาลัย แค่นั้นมันก็เพียงพออีกเหรอคะ”
“แต่พี่รักมนต์นะ! พี่เลิกกับขวัญเค้าไปแล้ว พี่ต้องการมนต์คนเดียว”
“ปล่อย มนต์ไม่เชื่ออะไรพี่อีกแล้ว ปล่อยซิ!” มนต์นภาตวาดกลับ น้ำตาเริ่มคลอเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ที่ตอกย้ำว่าเขาหักหลังเธออย่างเลือดเย็น
“พี่รุท ปล่อยมนต์เดี๋ยวนี้!!!”
ในจังหวะที่อติรุทกำลังจะเหวี่ยงร่างของเธอเข้าไปในรถ มนต์นภาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากทางด้านหลัง ร่างสูงสง่าของพีรวิทย์เดินตรงเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังมือของอติรุทที่ยังบีบข้อมือหญิงสาวอยู่
“บอกปล่อยมือแฟนฉันเดี๋ยวนี้” พีรวิทย์เขาเดินมาดึงแขนอีกข้างหนึ่งของมนต์นภาไว้
“พี่พีร์!!!..ช่วยมนต์ด้วย”
“นี่แก..เป็นใคร” อติรุทถามขึ้นด้วยสีหน้าโมโห
“ฉันเป็นแฟนมนต์ และอีกไม่นานเราก็จะแต่งงานกัน” พีรวิทย์ตอบชัดเสียงดังฟังชัด ทำให้อติรุททำหน้าไม่เชื่อ เขามองหน้าพีรวิทย์ก่อนจะหัวเราะออกมา แต่ระหว่างที่อติรุทเผลอพีรวิทย์ก็ออกแรงดึงร่างหญิงสาวเข้าหาตัว ก่อนจะเอาตัวเธอไปซ่อนไว้ข้างหลัง แล้วเผชิญหน้ากับอติรุทอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“ฉันจะบอกให้ให้นะ...ผู้หญิงคนนี้เป็นเมียฉันแล้วโว้ย!!!” อติรุทพูดใส่หน้าพีรวิทย์ด้วยอารมณ์ขุ่น แต่เขากลับแสยะยิ้มแบบน่ากลัวกว่า เพราะเขารู้ว่าอติรุทโกหก
“พี่รุทกลับไปเถอะเราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว” มนต์นภารีบบอก เพราะไม่อยากให้ทั้งคู่เปิดศึก
“พี่ไม่กลับ มนต์ต้องไปคุยกับพี่ให้รู้เรื่องก่อน” อติรุทยื่นข้อเสนอ เพราะคิดว่ามนต์นภายังมีเยื่อใยอยู่ และทุกครั้งที่ทะเลาะกัน อติรุทก็สามารถง้อมนต์นภาได้สำเร็จทุกครั้ง และครั้งนี้เขาก็คิดว่ายังไงเขาก็สามารถง้อเธอได้ อติรุทตรงเข้ามาเพื่อจะดึงร่างของมนต์นภากลับไปอีกครั้ง
“เลิกยุ่งกับมนต์ซะ” พีรวิทย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้คนฟังใจสั่นสะท้าน
“กูไม่เลิก มึงจะทำไม! ผู้หญิงคนนี้เป็นเมียกูโว้ย!!!” อติรุทตะคอกกลับด้วยความโมโห และพยายามเข้าไปดึงตัวมนต์นภาที่แอบอยู่ด้านหลัง
ผลั๊วะ!!!...หมัดหนักๆ พุ่งตรงเข้ากระแทกใบหน้าของอติรุทอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แรงปะทะทำให้ร่างของอติรุทเซถลาไปกองกับพื้น พีรวิทย์ไม่หยุดแค่นั้น เขาปรี่เข้าไปหมายจะซ้ำเติมให้สมกับความเดือดดาลที่ปะทุอยู่ในอก แต่มนต์นภาก็รีบโอบกอดเอวหนาเอาไว้แน่นจากทางด้านหลัง
“พี่พีร์! พอแล้วค่ะ มนต์ขอร้อง... เราไปกันเถอะ อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ” หญิงสาวละล่ำละลักบอกด้วยความตื่นตระหนก สายตาเว้าวอนของเธอทำให้พีรวิทย์หยุดชะงัก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์โมโห ก่อนจะเดินเข้าไปยืนค้ำหัวอติรุทที่นอนเลือดกบปากอยู่
“จำใส่หัวแกเอาไว้... เลิกยุ่งกับมนต์ซะ!” พีรวิทย์ทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ก่อนจะถูกมนต์นภาออกแรงดึงให้เดินกลับไปที่รถสปอร์ตคันหรูท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เริ่มมุงดูเหตุการณ์ด้วยความตกใจ
ภายในห้องโดยสารที่เงียบสนิท พีรวิทย์นั่งประจำที่คนขับด้วยใบหน้าเคร่งขรึม มือหนาบีบพวงมาลัยแน่น ต่างคนต่างเงียบจนบรรยากาศเริ่มอึดอัด มนต์นภาแอบลอบมองเสี้ยวหน้าคมของชายหนุ่มพลางครุ่นคิด
เธอรู้สึกแปลกใจและประทับใจอย่างบอกไม่ถูกที่เขาเลือกที่จะปกป้องเธอ แทนที่จะตั้งคำถามหรือหูเบาไปกับคำพูดสกปรกของอติรุท ความเป็นสุภาพบุรุษที่แฝงด้วยความดุดันของเขามันทำให้หัวใจที่เคยบอบช้ำของเธอรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีใครมอบให้มาก่อน
บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะทำงานของมนต์นภาถูกจัดวางไว้มุมหนึ่งภายในห้องเดียวกับพีรวิทย์ ตามแผนการของคุณหญิงประภาศรีที่ต้องการให้เธอเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องพฤติกรรมเจ้าชู้ของลูกชาย แต่ในยามนี้คนที่ถูกสอดส่องกลับกลายเป็นตัวเธอเองเสียมากกว่า
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมที่เคร่งเครียด พีรวิทย์เดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับอารมณ์ที่ผ่อนคลายลง เขาหย่อนกายลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ก่อนจะหมุนเก้าอี้มาจ้องมองร่างระหงที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสาร
“มนต์... เรื่องเมื่อเช้า พี่ขอสั่ง...” พีรวิทย์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทรงอำนาจในแบบผู้บริหาร
“ถ้าเป็นเรื่องพี่รุท... เขาคงไม่กล้ามายุ่งกับมนต์แล้วล่ะ” เธอรีบแทรกขึ้นเพราะไม่อยากให้เขาขุดคุ้ยแผลเก่า พีรวิทย์ลุกขึ้นเดินตรงมาที่โต๊ะของหญิงสาว ก่อนจะขังเธอไว้ในอ้อมกอด
“ที่มนต์ไปนั่งดื่มจนเมามาย มันเป็นเพราะไอ้หมอนั่นใช่มั้ย”
“ก็ใช่ค่ะ... เมาจนเสียตัวให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้” เธอประชดประชันพลางสะบัดหน้าหนี
“อย่าเพิ่งงอนพี่สิ... เราดีกันนะ” ชายหนุ่มโน้มหน้าลงไปใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาว
“ใครงอนกันแน่คะ ไม่ใช่พี่พีร์เหรอที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงในรถเมื่อเช้านี้”
“อืม... ก็นั่นแหละ พี่หึงไง เอาเป็นว่าตอนนี้เราดีกันนะ” พีรวิทย์กระตุกยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง
“ถามหน่อยสิ ทำไมไอ้หมอนั่นมันถึงไม่ยอมเลิกรากับมนต์สักที”
“มนต์ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ...” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด
“วันนั้นแฟนใหม่ของเขาบุกมาต่อว่ามนต์ถึงมหาวิทยาลัย เธอตบหน้ามนต์ ประจานจนมนต์อับอายไปหมด มนต์เลยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่มีวันกลับไปหาผู้ชายพรรค์นั้นอีก”
“ดีแล้ว งั้นต่อไปนี้มนต์ห้ามเดินไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่มีพี่เด็ดขาด” พีรวิทย์ประกาศกร้าว แววตาคมกริบฉายแววปกป้องอย่างปิดไม่มิด
“อะไรกันคะพี่พีร์ มนต์จะใช้ชีวิตยังไงล่ะทีนี้... เข้าห้องน้ำที พี่ไม่ต้องตามเข้าไปเฝ้าด้วยเหรอคะ” เธอแกล้งแหย่ติดตลกหวังลดความตึงเครียด
“มนต์จะต้องอยู่ในสายตาพี่ตลอด 24 ชั่วโมง” เขาตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังจนเธอหุบยิ้มทันที
“และมนต์จะต้องย้ายไปอยู่ที่คอนโดของพี่ เพราะพี่ไม่ไว้ใจว่าไอ้หมอนั่นจะบุกไปหามนต์อีกเมื่อไหร่”
“มนต์มีทางเลือกอื่นไหมคะ?” มนต์นภาถอนหายใจยาว
“มีอีกทาง... แต่งงานกับพี่สิ” คำสั้นๆ แต่ทรงพลังทำให้มนต์นภาอ้าปากค้าง
“พี่มั่นใจแล้วเหรอคะ... ว่าพี่อยากแต่งงานกับมนต์จริงๆ ไม่ใช่แค่ประชดใคร หรือแค่อยากรับผิดชอบเพราะเรื่องคืนนั้น”
“พี่มั่นใจ...พี่รักมนต์นะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาที่จ้องมองมานั้นมั่นคงจนเธอเป็นฝ่ายต้องหลบตา
“แต่มนต์ยังไม่พร้อมค่ะ มนต์ยังเรียนไม่จบเลยนะคะ”
“ฝึกงานเสร็จ มนต์ก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่!!! แต่มันเร็วเกินไป... มนต์ขอเวลาหน่อยนะคะ” พีรวิทย์ถอนหายใจเบา ๆ พลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ตกเย็นวันนั้นเขาจัดการพามนต์นภาไปเก็บข้าวของที่คอนโดของเธอทันที แม้หญิงสาวจะยังลังเลแต่ความหวาดระแวงในตัวอติรุทก็ทำให้เธอต้องยอมก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้