10 เจ้าของหัวใจ
ช่วงเวลาพักเที่ยงที่มนต์นภาควรจะได้พักผ่อนให้หลบพักจากสายตาคมของเจ้านาย แต่เมื่อเท้าของเธอยังก้าวไม่พ้นประตูบริษัท มือหนาของพีรวิทย์ก็พุ่งมาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่น ดึงรั้งให้ร่างบางต้องเดินตามเขาไปยังลานจอดรถ
“ไปทานข้าวกับผม!” เสียงทุ้มสั่งอย่างเผด็จการ
“คุณจะมาบังคับฉันทุกอย่างแบบนี้ไม่ได้นะคะคุณพีร์!” มนต์นภาเสียงแข็ง พยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่พละกำลังของเธอกลับดูน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับมืออันทรงพลังของเขา
“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองกับผม” พีรวิทย์หยุดเดินแล้วโน้มตัวลงมาหาจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ แววตาเจ้าเล่ห์พราวระยับ
“ถ้าคุณไม่ไป ผมจะพาคุณเดินกลับไปหาท่านประธานด้วยกันตอนนี้แล้วบอกว่า...”
“คุณนี่มัน!!!...” มนต์นภาหน้าแดงซ่านด้วยความโกรธระคนอับอาย เธอทำได้เพียงกระแทกส้นสูงเดินฟัดเหวี่ยงตามเขาไปที่รถอย่างขัดใจเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่าเธอทุกทาง
“ได้คืบจะเอาศอก!” เธอพึมพำด่าทอชายหนุ่มเบาๆ ขณะถูกเขาจูงมือแกมบังคับให้เดินเร็วขึ้นจนไปถึงรถสปอร์ตคันหรู พีรวิทย์รีบดันร่างบางเข้าไปนั่งประจำที่ก่อนจะอ้อมไปฝั่งคนขับและทะยานออกสู่ถนนใหญ่ทันที
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูที่กำลังทะยานไปบนท้องถนนเต็มไปด้วยความตึงเครียด มนต์นภานั่งตัวเกร็งพลางชำเลืองมองใบหน้าคมของคนขับด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะถูกแทรกซึมด้วยเสียงเรียกเข้าที่ดังกระหึ่มผ่านระบบสัญญาณบลูทูธภายในรถหรู หน้าจอคอนโซลปรากฏชื่อมารดาทำให้หญิงสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัวและนั่งตัวแข็งราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้
“นี่แกอยู่ไหนตาพีร์!” เสียงกัมปนาทของคุณหญิงประภาศรีดังลั่นไปทั่วห้องโดยสารที่เงียบสงัด
“อ๋อ ผมกำลังจะพา...” พีรวิทย์จงใจลากเสียงยาวพลางมองมาทางคนข้างกายด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
มนต์นภาเบิกตากว้างจนแทบถลน เธอรีบโบกมือพัลวัน พร้อมกับส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า ‘ห้ามบอกเด็ดขาดว่าเธอออกมากับเขา!’ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าก่อนจะตอบกลับไปอย่างลื่นไหล
“อ๋อ... ผมออกมาทานข้าวครับแม่”
“กับใคร?” คุณแม่ยังคงซักไซ้ไม่เลิกรา
“คนเดียวสิครับแม่...” เขาตอบเสียงเรียบพลางหันมามอง หญิงสาวที่นั่งขดตัวลีบอยู่บนเบาะหนัง มนต์นภาลอบพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“นี่แกปล่อยให้หนูมนต์ทานข้าวคนเดียวเหรอ! แกนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ เลยตาพีร์ ไม่รู้จักดูแลน้อง” เสียงตัดพ้อของคุณหญิงทำเอาพีรวิทย์เลิกคิ้วสูง
“เอาเป็นว่าวันหลังผมจะพาเธอไปทานข้าวอาบน้ำแต่งตัว ตามที่คุณแม่บอกก็แล้วกันนะครับ” คำพูดทีเล่นทีจริงที่แฝงไปด้วยนัยลึกซึ้งทำเอาคนฟังข้างๆ หน้าแดงซ่านไปถึงใบหู พีรวิทย์ส่งสายตาพราวเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยกระแสสวาทวูบหนึ่งมาที่เธออย่างจงใจ
“ไอ้ลูกคนนี้! พูดจาไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!” เสียงสัญญาณโทรศัพท์ตัดไปพร้อมกับความระอาใจของคุณหญิงประภาศรี ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในห้องโดยสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพง
มนต์นภารีบเบือนหน้าหนีออกไปมองทิวทัศน์นอกกระจกรถ เธอพยายามเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นรอยยิ้มขบขันที่แอบผุดขึ้นมาเมื่อเห็นคาสโนวาตัวพ่อโดนมารดาเอ็ดจนหน้าหงาย ทว่าความเบิกบานใจนั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ...
เมื่อสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่ละจากพวงมาลัยรถหรู เลื่อนลงมาวางแหมะลงบนหน้าขาเนียนนุ่มภายใต้กระโปรงนักศึกษาทรงเอที่รั้งขึ้นมาตามท่านั่ง นิ้วเรียวแข็งแรงบีบคลึงเนื้อนวลอย่างถือวิสาสะและหนักหน่วง
“นี่!!ทำอะไรของคุณ!...เอามือออกไปเดี๋ยวนี้นะ” หญิงสาวสะดุ้งโหยง กายสาวสั่นสะท้านวาบหวามไปกับสัมผัสรุกรานที่ชวนให้นึกถึงความเร่าร้อนในค่ำคืนที่ผ่านมาจนหน้าแดงซ่าน
“ก็ทำอย่างที่แม่ผมต้องการไง... พาไปกินข้าว แล้วก็พากลับไปอาบน้ำ” พีรวิทย์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบปรายมองขาอ่อนนวลเนียนด้วยแววตาหิวกระหาย
“บ้า!! เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้คนฉวยโอกาส!” เธอแหวใส่พลางพยายามแกะมือหนาที่เกาะกุมแน่นประดุจคีมเหล็กออกจนสำเร็จ แต่ก็ถูกเขาฉวยจังหวะที่รถติดไฟแดงกดจมูกโด่งลงบนพวงแก้มใสที่ตอนนี้ซับสีเลือดฝาดแรงๆ หนึ่งฟอดใหญ่
“หอมที่สุด... หอมเหมือนคืนนั้นไม่มีผิด”
“โรคจิต! คุณมันคนโรคจิตที่สุด!” มนต์นภาด่าทอเสียงสั่น พยายามหดตัวลีบหนีสัมผัสที่จู่โจมหัวใจเธอจนเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
“ถึงจะโรคจิต... แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นผัวของคุณนะ” เสียงทุ้มพร่ากระซิบหยอกเย้าข้างใบหูเล็กที่ขึ้นสีจัด สายตาของเขาที่มองกวาดไปตามเรือนร่างของเธอในชุดนักศึกษาช่างดูอันตรายและแผดเผา ราวกับเขากำลังเปลื้องผ้าเธอออกด้วยสายตา และสุมไฟเสน่หาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งจนเธอแทบมอดไหม้ไปกับบทรุกรานที่เขาจงใจมอบให้
“คุณพีร์! ออกรถสิไฟเขียวแล้ว!” มนต์นภาแหวใส่เสียงสั่น พยายามตีมือหนาแรงๆ ให้พ้นจากขาของเธอ แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาสนุกที่ได้หัวปั่นเธอ จนแก้มแดงของมนต์นภาแดงระเรื่อด้วยความอาย
ระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัวท่ามกลางกระแสการจราจรที่ติดขัด โทรศัพท์ของมนต์นภาก็ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าจอโชว์ชื่อคุณหญิงประภาศรี หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวรีบหันไปทำนิ้วชี้จรดริมฝีปากส่งสัญญาณให้พีรวิทย์เงียบเสียง
“สวัสดีค่ะคุณป้า” มนต์นภาพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“สวัสดีจ้ะหนูมนต์ ทานข้าวกลางวันหรือยังลูก”
“อ๋อ... กำลังทานอยู่พอดีเลยค่ะคุณป้า” เธอหลับตาโกหกคำโต ท่ามกลางสายตาเจ้าเล่ห์ของคนข้างๆ ที่จ้องมองมาอย่างล้อเลียน
“หนูออกไปทานคนเดียวเหรอจ๊ะ?”
“พอดีมนต์นัดเพื่อนไว้ค่ะคุณป้า”
“อ๋อ... ดีแล้วจ้ะ ถ้าวันไหนหนูว่าง ก็ชวนพี่พีร์ไปทานด้วยกันสิลูก จะได้สนิทกันไว้”
“ค่ะๆ ได้ค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ”
ทันทีที่วางสาย มนต์นภายกมือทาบอกพลางถอนใจเฮือกใหญ่ที่รอดตัวไปได้
หลังเสร็จสิ้นมื้อกลางวันเธอกลับมาถึงบริษัทพร้อมกับพีรวิทย์ พอลงรถได้ชายหนุ่มก็รีบจูงมือเธอเดินหน้าตาเฉยจนเธอต้องรีบสะบัดออก
“ปล่อย! เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอก” เธอถลึงตาใส่
“ฉันบอกคุณป้าว่าไม่ได้ออกมากับคุณ เกิดใครเอาไปบอกท่าน ฉันก็กลายเป็นคนขี้โกหกน่ะสิ”
“แม่ผมใจดีจะตาย... ว่าแต่เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ เห็นคุณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย “ท่านก็แค่ถามเรื่องทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ...” เธอเลี่ยงที่จะบอกความจริงกับเขา
ช่วงเย็นหลังเลิกงานกลับมาที่บ้านมนต์นภาทิ้งตัวลงนั่งหน้ากระจก แต่ความสงบก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะเครื่องแป้งดังขึ้นจนเธอต้องหยิบขึ้นมาดูแล้วกดรับสาย
“ฮัลโหล!” เธอรับสายด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“ทำอะไรอยู่ครับ...ที่รัก” เสียงทุ้มพร่ากระซิบผ่านปลายสาย มันนุ่มนวลทว่าทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์เร่าร้อนในคืนนั้นย้อนกลับมาหลอกหลอนจนเธอต้องเม้มปากแน่น
“หยุดเรียกฉันแบบนี้เสียที! มีอะไรก็พูดมา”
“ก็แค่คิดถึง... ขอไปหาได้ไหม?”
“แต่ฉันไม่คิดถึงคุณ จบนะ!” มนต์นภาเตรียมจะกดตัดสาย แต่ประโยคถัดมากลับตรึงเธอไว้ให้อยู่กับที่
“อ๋อ... ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมสามารถเปิดปากพูดเรื่องของเราให้ผู้ใหญ่ฟังได้สินะ?”
“นี่คุณ! จะเอายังไงกับฉันห๊า!!!” เธอแหวใส่ด้วยความตระหนก
“คุณอยู่ไหน... ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้”
“อยู่คอนโด”
“ส่งโลเคชั่นมาหน่อยสิ อยากเจอ คิดถึง” หญิงสาวพลางถอนหายใจ แต่ก็ยอมส่งโลเคชั่นให้เขา