บทที่ 4
ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย กำลังจะออกจากบ้าน
แต่ประตูกลับถูกเปิดจากด้านนอก
ศุภชัยอุ้มรินรดาที่เมาจนไม่ได้สติไว้ในอ้อมแขน แล้วยืนชะงักอยู่ตรงหน้าประตู
หัวใจผมเย็นเฉียบ ศุภชัยรู้แม้กระทั่งรหัสเข้าบ้านของผม
เขาจะส่งรินรดาให้ผม ผมไม่รับ กลับถอยให้พวกเขามีทางเดินเข้าไป
ศุภชัยก็ไม่เกรงใจ อุ้มรินรดาเดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่แบบคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคนในบ้าน
พอออกมา เห็นผมยังไม่ไป เขาก็เดินเข้ามากำชับอีก
“เธอดื่มหนักไปหน่อย ตื่นมาน่าจะปวดหัว นายจำไว้นะ เอาน้ำผึ้งในตู้เย็นมาชงให้เธอดื่มด้วย น้ำอย่าร้อนเกินไป ห้าสิบห้าองศา…อุณหภูมิที่เธอชอบที่สุด”
ผมมองเขานิ่งๆ ไร้อารมณ์ เมินความได้ใจและแววเยาะเย้ยในสายตา แล้วเลือกเงียบ
“แล้วก็ระวังผ้าห่มด้วยนะ เธอนิสัยไม่ดี ชอบถีบผ้าห่ม ต้องคอยดึงมาห่มให้บ่อยๆ”
“แล้วก็—”
“พอเถอะ ละเอียดขนาดนี้นายก็ดูแลเองแล้วกัน ผมไปทำงานล่ะ”
ผมตัดบทเขา ไม่หันกลับไปมองแม้แต่นิดเดียว เดินออกไป พร้อมปิดประตูตามหลัง
ระหว่างเดินอยู่บนถนน ผมนึกย้อนไปเมื่อสามเดือนก่อน รินรดาอ้างว่าจะเข้ามาจัดบ้านเตรียมห้องหอ เลยย้ายของเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา ส่วนตอนนั้นผมกำลังไปต่างประเทศเพื่อร่วมงานสัมมนาทางการแพทย์
ช่วงนั้นผมก็โทรหาเธอบ้างเป็นครั้งคราว และบ่อยครั้งผมได้ยินเสียงผู้ชายแทรกอยู่ในสาย
รินรดาบอกว่าเป็นเสียงไรเดอร์ส่งอาหารที่มาส่งเดลิเวอรี่กำลังพูดอยู่
แต่ผมกลับเชื่อเธออย่างโง่ๆ
…
เลิกงานกลับถึงบ้าน ศุภชัยยังไม่ไป
เขานอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงวิวาห์ของผม รินรดาซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนเขา ใครไม่รู้เห็นเข้าไปคงคิดว่าพวกเขาสองคนนั่นแหละคือคู่บ่าวสาว
ต่อให้ผมใจเย็นแค่ไหน ก็ทนภาพดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ไม่ไหว
“ลุกขึ้น!”
รินรดาไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเย็นชาขนาดนี้จากผม เธอเดือดขึ้นมาทันที
“ณัฐวุฒิ ออกไป! ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย!”
ผมอดกลั้นไว้ แล้วหันไปมองศุภชัยอีกครั้ง
“ลุกขึ้น”
ศุภชัยมองผมอย่างสบายอารมณ์ ไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิด
รินรดากระโดดลงจากเตียงพรึ่บ สีหน้ามืดครึ้ม
“ณัฐวุฒิ! ศุภชัยกำลังดูแลฉัน นายไม่มีเวลาดูแลฉัน แล้วยังจะห้ามไม่ให้คนอื่นดูแลฉันอีกเหรอ? นายไม่เคยใส่ใจฉันเลย!”
ผมไม่ใส่ใจเธอเหรอ…ตลอดหลายปีมานี้มีแต่ผมต่างหากที่ใส่ใจเธอ เธอตาบอดหรือไงกัน?
ผมเอื้อมมือจะไปดึงศุภชัย เธอกลับยืนขวาง แล้วผลักผมแรงๆ
ผมไม่ทันคิดว่าเธอจะลงมือ ร่างเลยเสียหลักไปชนสลักประตูที่คมจัด ท่อนแขนถูกกรีดเป็นแผลยาว เลือดสดๆ ไหลออกมา
ผมกลับนิ่งลงทันที แล้วหัวเราะเยาะออกมาหนึ่งที
รินรดาเห็นผมเลือดออก ถึงได้มีแววตื่นตระหนกขึ้นมานิดหนึ่ง
“นายเป็นอะไรรึเปล่า…ก็โทษนายเองนะ ใครใช้ให้นายจะลงมือก่อน”
ก็เป็นแบบนี้เสมอ สำหรับรินรดา ต่อให้เกิดอะไรขึ้น คนผิดก็ต้องเป็นผมอยู่ดี แม้ผมจะเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ตาม
ผมไม่อยากเห็นหน้าพวกเขาอีก รีบเก็บเสื้อผ้ามาสองสามชิ้น หยิบเอกสารของตัวเองแล้วเดินออกมา
ก่อนออก ผมหันไปมองห้องหอนี้อีกครั้ง
ครั้งหนึ่งผมเคยตื่นเต้นเหลือเกิน คิดว่าแค่มีบ้านหลังนี้ ผมกับรินรดาก็จะได้ “เป็นครอบครัว” กันจริงๆ
น่าขันตรงที่…บ้านในฝันหลังนี้ถูกเธอกับชู้ของเธอเหยียบย่ำไปนานแล้ว ส่วนผม “สามีตัวจริง” กลับกลายเป็นคนไร้บ้าน
ฝนเทกระหน่ำรดลงบนตัวผมจนเปียกโชก เส้นผมเปียกแปะติดแก้ม รถที่แล่นผ่านสาดโคลนใส่เต็มตัว แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
ผมคิดว่า…นี่สินะ รสชาติของคำว่า “ใจตาย”
