บทที่ 9 สัญชาตญาณฉับไว
“เห็นหลานชายข้าไหม?” “เห็นอาฉิวไหม?” “เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงประมาณนี้ผอมๆ ตามเนื้อตัวมีรอยแผลเขียวช้ำบ้างไหม?” หลินเฉินกงถามผู้อพยพในเรือนพักชั่วคราวด้วยอาการตื่นตระหนก และอ่อนล้า
หลังจากอธิบายวิธีดูแลภรรยาและลูกให้สามีฟัง หมอเฒ่าพยายามมองหาหว่างฉิวอยู่นานแต่ไม่เห็นแม้แต่เงา ทำให้รู้สึกร้อนใจจึงออกเดินตามหาและสอบถามผู้อพยพแถวนั้น เขารู้สึกเป็นห่วงและกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหลานชาย
“เกิดอะไรขึ้น?” หยางไผฉิวมองเห็นชายชรามีท่าทางร้อนรนผิดปกติ
“อาฉิวหายไป” หมอเฒ่ารีบบอก น้ำตาเอ่อคลอดวงตาแดงก่ำ
“หายไป?” ไผฉิวตกใจและนึกเป็นห่วงไม่น้อย เด็กหนุ่มปัญญาอ่อนแถมเป็นใบ้ อาจจะเดินหลงไปที่ใดสักแห่งแถวนี้ “ท่านหมอใจเย็นๆ เขาอาจจะเดินหลงอยู่แถวนี้ก็ได้” ไผฉิวเห็นท่าทางของชายชราแล้วนึกสงสารจึงพูดปลอบใจ
“รบกวนท่านช่วยตามหาเขาด้วย ข้าเป็นห่วงเขาเหลือเกิน” ชายชรากล่าวท่าทางเหนื่อยอ่อนน้ำตาไหลริน ภาพชายชราท่าทางเหนื่อยอ่อนน้ำตาไหลอาบแก้มใครเห็นก็ต้องสงสาร
ไผฉิวรีบสั่งทหารให้ออกตามหาทันที เวลาผ่านไม่ถึงก้านธูป (1 ก้านธูป = 15 นาที) ทหารนายหนึ่งรีบพาชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน
“เขาบอกว่าเห็นรถม้าคันหนึ่งมาจอดและอุ้มเด็กหนุ่มที่กำลังหลับขึ้นรถไปขอรับ”
“ไปทางไหน? นานแค่ไหนแล้ว?” ไผฉิวหันไปถามชาวบ้านคนนั้น
“ไปทางนั้น” เขาชี้มือ “น่าจะประมาณกว่าครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง) เห็นจะได้ขอรับ”
“ดูแลท่านหมอให้ดี” ไผฉิวบอกทหาร ก่อนวิ่งขึ้นหลังม้าควบออกไปอย่างรวดเร็ว
ทางที่ชาวบ้านคนนั้นชี้เป็นเส้นทางไปประตูเมือง แปลว่ารถม้าคันนั้นกำลังออกนอกเมือง ไผฉิวบังคับม้าพุ่งทยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืด ‘ทำไมต้องลักพาตัวเด็กปัญญาอ่อนคนนั้นไปด้วย’ มีคำถามเกิดขึ้นในใจ ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองซีเจียนแห่งนี้
หยางไผฉิวควบม้ามาถึงประตูเมือง ยามค่ำคืนประตูเมืองปิดสนิท ทหารถืออาวุธคุมอยู่หน้าประตู พอเห็นบุคคลตรงหน้าชัดเจนจึงรีบทำความเคารพทันที
“มีรถม้าผ่านไปไหม?” ไผฉิวถามเสียงดังชัดเจน
“มีขอรับ” ทหารรีบตอบทันที
“ยามนี้ทำไมถึงเปิดให้ผ่าน” เสียงเข้มดุดัน ปกติยามค่ำคืนประตูเมืองปิดแล้วไม่มีเปิดจนกว่าจะรุ่งเช้า
“เขามีป้ายทองของวังหลวงขอรับ” ทหารเวรตอบเสียงสั่นด้วยกลัวความผิด
“เปิดประตูเร็ว” รอช้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเกี่ยวพันกับวังหลวง แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เข้าไปในวังหลวงแล้วยากจะเอาออกมาได้ ดังนั้นเขาต้องรีบเอาตัวอาฉิวกลับมาให้ได้ก่อนที่จะไปถึงวังหลวง
รถม้าวิ่งไปบนเส้นทางขรุขระอย่างรวดเร็ว หว่างฉิวนอนอยู่บนพื้นร่างกายสั่นสะเทือนไปมา ‘แผ่นดินไหว!’ พยายามลืมตาที่หนักอึ้ง มองเห็นใครคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลกำลังมองตน
“พี่มันฟื้นแล้ว” คนผู้นั้นตะโกนบอกคนด้านนอกที่กำลังขับรถม้า
หว่างฉิวพบว่าตัวเองนอนอยู่ในรถม้าที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการสั่นสะเทือน ‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมมาอยู่ในนี้’ เก็บความสงสัยไว้ในใจ พยายามขยับกายลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังปวดเนื้อปวดตัวไม่หาย มองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็ก เพราะรถม้าวิ่งเร็วทำให้มองอะไรไม่เห็นนอกจากความมืด
“เอาน้ำที่เตรียมไว้ให้มันกินสิไอ้โง่” เสียงคนด้านนอกตะโกนโต้กลับมาอย่างหงุดหงิด
ชายคนนั้นหันไปหยิบถุงใส่น้ำดื่มที่ว่างอยู่ข้างหลัง “หิวน้ำไหม ดื่มได้นะ” เขาถามเหมือนกำลังประเหลาะเด็กน้อยพร้อมกับยื่นถุงน้ำมาตรงหน้า
หว่างฉิวรู้สึกคอแห้งอยากดื่มน้ำมาก มองถุงน้ำในมือคนแปลกหน้ากลืนน้ำลายอย่างเสียดาย เพราะเขาได้ยินชัดเจนว่าเป็นน้ำที่เตรียมไว้ เตรียมไว้เพื่ออะไร เตรียมไว้ทำไม แต่ที่รู้ๆ ถ้าดื่มเข้าไปคงไม่ดีแน่
ชายคนนั้นเห็นอาการหยากดื่มน้ำของเด็กหนุ่มที่มองถุงน้ำในมือเขาไม่วางตา “ดื่มสิ ดื่มแล้วจะได้หลับสบายไง” เขายิ้มให้หว่างฉิวด้วยท่าทางใจดี
‘ปัญญาอ่อนนะไม่ได้โง่’ หว่างฉิวเอื้อมมือไปรับถุงน้ำมาถือไว้ในมือ
“ดื่มสิ หิวไม่ใช่หรอ รีบดื่มเร็วๆ สิ” ชายคนนั้นคะยั้นคะยอด้วยท่าทางใจดีไม่เปลี่ยน
ชายแปลกหน้ามองหว่างฉิวที่กำลังเปิดฝาถุงน้ำออก ยกถุงน้ำขึ้นจรดริมฝีปาก แต่เหมือนเด็กหนุ่มมองเห็นดวงตาที่จับจ้องของเขาทำให้เด็กหนุ่มหันหลังให้เขาก่อนเงยหน้ายกน้ำขึ้นดื่ม ไม่นานเด็กหนุ่มก็หันหน้ากลับมา ส่งถุงน้ำคืนให้เขา เขามองเห็นบริเวณปลายคางลำคอและเสื้อผ้าเปียกน้ำเป็นทาง คงจะหกตอนดื่มเพราะรถม้าวิ่งทำให้สะเทือน เขาเอื้อมมือไปรับถุงน้ำกลับมาวางไว้ที่เดิม เขาเห็นเด็กหนุ่มล้มตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้เขา
“พี่มันหลับไปแล้ว” ชายคนนั้นบอกขณะลุกออกมานั่งข้างๆ คนขับรถม้า
“ดี กว่ามันจะตื่นเราก็ถึงหมู่บ้านแล้ว คนในวังมาคอยรับตัวมันที่นั้น หลังจากนั้นเราก็จะรวยเพราะรางวัลก้อนโต” ชายคนขับรถม้ากล่าว ทำให้ทั้งสองคนยิ้มหัวเราะฝันหวานกับรางวัลก้อนโตที่จะได้รับ
หว่างฉิวนอนตะแคงแกล้งหลับได้ยินบทสนทนาชัดเจน ความสงสัยเกิดขึ้นในสมองมากมาย แต่ตอนนี้ต้องหาทางหนีออกไปให้ได้ก่อน
ลืมตามองสำรวจภายในรถม้าอย่างละเอียด มองเห็นถุงน้ำที่ตนแกล้งดื่มวางอยู่ไม่ห่าง ถัดออกไปไม่ไกลมีถุงน้ำอีกอันวางอยู่ ‘น่าจะเป็นของพวกมันเอาไว้กินเอง’ หว่างฉิวขยับกายที่แสนจะปวดร้าวและมึนหัวเอื้อมหยิบถุงน้ำสลับตำแหน่งกัน แล้วกลับมาล้มตัวลงนอนแกล้มหลับเหมือนเดิม คอยฟังและรอเวลา
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามหว่างฉิวได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในรถม้า และเดินออกไปด้านนอกอีกครั้ง แอบหลี่ตา มองเห็นถุงน้ำหายไปแล้ว ตั้งใจฟังเสียงด้านนอก
“ทำไมคืนนี้ข้าง่วงจังเลย” คนขับรถม้ากล่าว “เจ้ามาขับแทนข้าสิ” เขาหันไปบอกคนนั่งข้างๆ
“ไม่ไหวพี่ ข้าก็รู้สึกง่วงเหมือนกัน”
ชายคนขับรถม้ามองถุงน้ำที่วางอยู่ด้านข้างนึกเอะใจ “เจ้าคงไม่ได้หยิบถุงน้ำผิดมาใช่ไหม?”
“ไม่ผิดแน่ ข้าวางคนละมุมกันเลย ไม่ผิดแน่ๆ” ตอบอย่างมั่นใจ แต่ก็อดมองถุงน้ำที่วางอยู่ด้านข้างไม่ได้ แล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างรีบหันไปมองถุงน้ำในรถ ถุงน้ำทั้งสองมีความเก่าใหม่ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เขาจำได้ถุงน้ำใหม่เขาใส่น้ำไว้ดื่มเอง ส่วนถุงน้ำที่เก่ากว่าใส่ยานอนหลับไว้สำหรับไอ้เด็กปัญญาอ่อนคนนั้น แต่ตอนนี้ถุงน้ำที่เก่ากว่ากลับวางอยู่ข้างกายของพวกเขา
“พี่ ข้าว่า...” ยังพูดไม่หมดประโยคดวงตาสลึมสลือจนต้องสะบัดหัวแรงๆ
รถม้าชะลอความเร็ว “ไอ้โง่” “เพี๊ยะ” เสียงด่ามาพร้อมกับฝ่ามือตบไปที่หัวของคนนั่งข้างๆ “ช่วยกันมัดมันไว้ก่อน เผื่อเราหลับไปมันจะได้หนีไปไหนไม่ได้” จอดรถม้าสนิทแล้ว พยายามบังคับตัวเองลุกขึ้นหยิบเชือกที่วางอยู่ด้านข้างส่งให้คนโง่ที่โดนตบหัวไปเมื่อกี้
“ผลั๊ก” ทันทีที่คนขับรถม้าเปิดผ้าเพื่อจะเข้าไปในรถ ฝ่าเท้าของหว่างฉิวประเคนเข้าที่ยอดอกของมันจนกระเด็นไปกระแทกคนโง่ข้างหลัง
หว่างฉิวได้โอกาสมุดออกไปด้านนอกกระโดดลงจากรถม้า ออกวิ่งย้อนกลับไปเส้นทางเดิม หันไปมองด้านหลังชายสองคนกำลังวิ่งตามเขามา ห่างไม่ถึงสามสิบเมตร หว่างฉิวรวบรวมกำลังทั้งหมดออกวิ่งโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเลย จนรู้สึกเหนื่อยหอบหายใจไม่ทัน หันไปมองอีกครั้งไม่เห็นชายสองคนนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน
“มันหายไปไหนแล้วพี่” ทั้งสองคนวิ่งตามเด็กหนุ่มมาไกลหยุดมองซ้ายมองขวาท่ามกลางความมืด สองข้างทางมีแต่ป่าละเมาะ บนถนนขรุขระก็ว่างเปล่าไร้วี่แววเด็กหนุ่มปัญญาอ่อน “จะทำยังไงต่อดีล่ะพี่”
“ผั่วะ” ฝ่ามือตบไปที่หัวของคนถามอีกครั้ง “เผ่นสิวะ จะรอให้พ่อมึงตามมาฆ่าหรือไง”
ท่ามกลางความมืดหยางไผฉิวควบม้าทยานไปข้างหน้า เพื่อให้ทันเป้าหมาย โดยไม่สนใจข้างทางที่เป็นป่าละเมาะแม้แต่น้อย “อ่ะ” เพียงแวบเดียวเท่านั้น ม้าวิ่งผ่านไปจนลับตา
หว่างฉิววิ่งต่อไม่ไหวรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจจึงตัดสินใจเข้าไปแอบในป่าละเมาะข้างทาง มองเห็นชายสองคนวิ่งตามมาถึงตรงที่เขาแอบหลบอยู่ พยายามกลั้นลมหายใจหยุดนิ่งทุกอย่างเหมือนโดนสต๊าฟเพราะกลัวคนทั้งสองจะได้ยิน นิ่งอยู่นานแค่ไหนไม่รู้ จนชายทั้งสองคนเดินกลับไปแล้วจึงผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอก
พยายามเดินออกมาจากที่ซ่อนรู้สึกแขนขาอ่อนแรงทรุดกายลงกับพื้น ร่างของหว่างฉิวนอนกลิ้งหมดเรี่ยวแรงอยู่ริมป่าละเมาะ เขามองเห็นคนกำลังควบม้าด้วยความเร็วตรงมาทางนี้ “อ่ะ” เปล่งเสียงแผ่วเบา ยื่นมือออกไปเบื้องหน้าทั้งที่ยังนอนคว่ำอยู่กับพื้น คนควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
‘มืดก็มืด เสียงก็ไม่มี นอนแอ้งแม้งอยู่อย่างนี้ใครจะไปเห็น’ นึกเยาะตัวเอง ไม่โทษใครทั้งนั้น รู้สึกหนังตาหนักจนลืมตาไม่ขึ้น ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้ว
“อาฉิว” ความรู้สึกสุดท้ายที่ได้ยินก่อนทุกอย่างจะเงียบสนิท
สัญชาตญาณฉับไว หยางไผฉิวบังคับม้าที่วิ่งเร็วหยุดแทบไม่ทัน เขาสัมผัสเสียงแผ่วเบาการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในความมืดข้างป่าละเมาะ ทำให้เขาย้อนกลับมาดูให้แน่ใจ
“อาฉิว” เขารีบเข้าไปประคองร่างผอมบางของเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งไม่ไหวติงผิวกายร้อนเป็นไฟ
หยางไผฉิวนั่งอยู่บนหลังม้าโดยมีร่างของหว่างฉิวนั่งหันหน้าชนกับเขาอยู่เบื้องหน้า มือหนึ่งกอดร่างผอมบางให้เอนแนบชิดติดกับอกเขาเพื่อไม่ให้ตก มือหนึ่งถือบังเหียนบังคับม้าให้เดินเร็วกลับเข้าเมืองซีเจียน
“ผัวะ ผัวะ” ชายสูงวัยแต่งกายอาภรณ์เนื้อดีราคาแพงใช้หลังมือฟาดชายสองคนลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นนั่งคุกเข่าขอความปราณี “โปรดไว้ชีวิตด้วย โปรดไว้ชีวิตด้วย”
“แค่เด็กปัญญาอ่อนคนเดียวยังทำไม่สำเร็จ ลากตัวมันออกไป” เสียงเกรี้ยวกราดดุดันสั่งการเด็ดขาด
“โปรดไว้ชีวิตด้วย โปรดไว้ชีวิตด้วย...” เสียงร้องขอชีวิตดังตลอดทางขณะถูกลากตัวออกไปจากห้อง
“โปรดระงับโทสะ” หรงซิ่งชายหนุ่มท่าทางสุขุมเยือกเย็น ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ กล่าวด้วยความเป็นห่วงสุขภาพผู้เป็นนาย
กงเฉินซือเป็นขุนนางเก่าแก่ในวังหลวงได้รับความไว้วางใจให้ควบคุมดูแลเกือบทุกตำแหน่งในวังหลวงตั้งแต่ขันทีระดับล่างจนถึงเสนาบดีชั้นสูง ไม่ว่าผิดหรือถูกเขาจะเสาะแสวงหามาให้จงได้เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง
ครั้งก่อนกงเฉินซือออกไปตามล่าหาตัวหมอหลวงหลินเฉินกงที่หลบหนีออกจากวังหลวงหายตัวไปอย่างลึกลับจนเจอ ครั้งนั้นเขาพลั้งมือฆ่าลูกชายกับลูกสะใภ้ของหมอหลวงหลินเฉินกงตายและหมอหลวงหลินก็หลบหนีไปกับหลานชายรอดพ้นเงื้อมือของเขาไปได้
เวลาล่วงเลยมากว่าสิบปีได้ข่าวหมอหลวงหลินเฉินกงกลายเป็นหมอเฒ่าแอบอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาตามไปแต่ช้าไปก้าวหนึ่งหมอเฒ่าหลบหนีไปได้ ไม่คิดว่าหมอเฒ่าจะอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองซีเจียนที่ปกครองโดยอ๋องฉางตี๋ ผู้ซึ่งคิดจะทำอะไรไม่เคยไว้หน้าใครทั้งนั้นแม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดา
"ถ้าได้ตัวเจ้าเด็กปัญญาอ่อนนั้นมา ยังไงตาเฒ่าเฉินกงก็ต้องยอมแลกกับไอ้นั้นแน่” กงเฉินซือกล่าวถ้อยคำด้วยความเสียดาย บัดนี้เหมือนแหวกหญ้าให้งูตื่นซะแล้วยากจะจัดการโดยแท้ เขาหันไปกล่าวกับหรงซิ่งว่า “ตอนนี้พวกมันอยู่ในเมืองซีเจียน จะทำอะไรต้องรอบคอบอย่างให้อ๋องฉางตี๋ล่วงรู้เด็ดขาด มิฉะนั้นใครก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้”
“ข้าน้อยทราบขอรับ” หรงซิ่งกล่าวอย่างนอบน้อม
