12 จบกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เช้าวันนี้พลอยนัชชาดูแลภูตะวันทานข้าวทานยาเรียบร้อย แล้วก็เตรียมตัวจะออกไปทำงาน
“น้าไม่แน่ใจเลยว่าวันนี้หมอจะให้ตะวันกลับบ้านหรือเปล่า” นลินีพูดกับหลานสาวที่ดูอิดโรยเพราะอดนอน
“นัชชาว่าคงยังหรอกค่ะ เมื่อคืนตะวันยังมีไข้ต่ำ ๆ พยาบาลบอกว่าอาจจะต้องรับยาฆ่าเชื้อให้ครบก่อนจะกลับ แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะพรุ่งนี้ก็เสาร์อาทิตย์แล้วเดี๋ยวนัชชาจะมาช่วยดูแลเอง น้านีคงเหนื่อยมาก ๆ ใช่ไหมคะ”
“ไม่เหนื่อยเลยจ้ะ นัชชานั่นแหละที่จะเหนื่อยกลางคืนจะต้องเฝ้าลูกกลางวันก็ยังต้องไปทำงานอีก”
“นัชชาไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนกลางคืนตะวันไม่ได้งอแงอะไรเลยจะตื่นก็ช่วงที่พยาบาลเข้ามาวัดไข้แค่นั้นเองค่ะ” พลอยนัชชาไม่ได้เหนื่อยอะไรเธอยินดีที่ได้ดูลูกชายเพียงคนเดียว
“แม่ครับผมอยากกลับบ้าน เมื่อไหร่คุณหมอจะเอาสายน้ำเกลือออกสักทีครับแม่”
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าวันนี้คุณหมอมาตรวจตะวันลองถามคุณหมอดีไหมครับ”
“คุณหมอจะไม่ว่าใช่ไหมครับ”
“ไม่หรอกครับลูก เราไม่รู้อะไรเราก็ต้องถามแค่นั้นเองแม่ไปทำงานก่อนนะอย่าดื้อมากล่ะเดี๋ยวยายนีจะเหนื่อย”
“ตะวันไม่ดื้อเลยครับแม่”
“ดีมากจ้ะคนเก่งของแม่” พลอยนัชชาหอมแก้มลูกชายเหมือนกับทุกครั้งก่อนจะหันมายิ้มให้กับน้าสาว
“น้านีคะนัชชาไปทำงานก่อนนะคะ”
“เย็นนี้ไม่ต้องรีบมาก็ได้นะนัชชา กลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ได้เดี๋ยวคืนนี้น้านอนเฝ้าตะวันให้เอง”
“ไม่เป็นไรค่ะน้านีพรุ่งนี้ก็วันเสาร์แล้ว”
“ถ้านัชชาเหนื่อยไม่ไหวก็บอกน้านะลูกอย่าฝืนตัวเอง”
“ค่ะน้านี นัชชาไหวอยู่แล้วค่ะไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เธอยิ้มให้กับน้าสาวก่อนจะเปิดประตูออกจากห้อง
หญิงสาวมาถึงบริษัทก่อนเวลาเข้างานเกือบครึ่งชั่วโมงจะถึงแวะไปทานข้าวราดแกงจากนั้นก็ซื้อกาแฟก่อนจะขึ้นไปทำงานที่แผนกบัญชี
เธอเปิดคอมพิวเตอร์แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มทำงานตรงไหนเพราะสองวันมานี้เธอไปทำงานที่งานของเธอไม่ต่อเนื่องเลยต้องรอถามหัวหน้าว่าจะให้เริ่มจากตรงไหน
“สวัสดีค่ะพี่มลพี่ ก้อย” พลอยนัชชาทักทายพี่ทั้งสองที่เดินเข้ามาพร้อมกัน
“สวัสดีจ้ะ” นฤมลทักทายด้วยรอยยิ้ม
“พี่ดีใจด้วยนะได้กลับมาทำงานที่เดิมแล้ว”
“ตอนแรกพี่กับก้อยเครียดมากเลยนะ ตอนนี้ก็ใกล้สิ้นเดือนแล้วถ้านัชชาไม่กลับมาทำงานที่นี่พี่สองคนก็คงจะแย่”
“ว่าแต่ไปทำงานที่แผนกนั้นเป็นยังไงบ้างเหนื่อยไหม” รุจิรัตน์ถามเพราะเธอรู้มาว่างานแผนกนั้นส่วนใหญ่จะมีแต่พนักงานผู้ชาย
“เหนื่อยค่ะแต่ก็สนุกไปอีกแบบ”
“แต่พี่ดูหน้านัชชาเหมือนคนอดนอนเลยนะ”
“ที่หน้านัชชาเหมือนคนอดนอนไม่ใช่เพราะทำงานหรอกค่ะพี่มล พอดีน้องตะวันไม่สบายค่ะนัชชาก็เลยนอนเฝ้าที่โรงพยาบาลค่ะ”
“แล้วเป็นอะไรเยอะไหมจะลางานก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตะวันอาการดีขึ้นแล้วค่ะ หมอให้อยู่ต่อเพราะอยากจะให้รับยาฆ่าเชื้อให้ครบแค่นั้นแหละค่ะ ช่วงกลางวันก็มีน้านีเป็นคนดูแลค่ะนัชชาก็รับอาสาเฝ้าช่วงทั้งคืน” หญิงสาวอธิบายให้เพื่อนร่วมงานที่พอจะรู้ว่าชีวิตเธอมีแค่ลูกชายกับน้าสาว
“ถ้างั้นวันนี้นัชชาไม่ต้องทำโอทีนะ เลิกงานเสร็จก็กลับไปดูแลลูกได้เลย”
“ขอบคุณค่ะพี่มล แล้ววันนี้นัชชาต้องเริ่มทำงานจากตรงไหนคะ ไม่ได้ทำงานมาสามวันนัชชามึนไปหมดแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวนัชชารับงานต่อจากพี่ก็แล้วกันนะเดี๋ยวพี่อธิบายให้ฟัง” รุจิรัตน์รีบบอก
การได้กลับมาทำงานที่แผนกเดิมทำให้พลอยนัชชารู้สึกดีขึ้น หญิงสาวไม่รู้ว่าภูผาจะรู้สึกยังไงที่เธอได้กลับมาทำงานที่แผนกนี้โดยได้รับคำสั่งจากท่านประธานโดยตรง หญิงสาวรู้สึกว่ามันเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอและหวังว่าจากนี้ภูผาจะไม่มายุ่งกับเธออีก
.....
เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำให้คุณภัทราประธานบริษัทภัทรคอสเมติกเงยกน้สขึ้นจากเอกสารเธอยิ้มเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือภูผาลูกชายคนเดียวของเธอ
“มาหาแม่ถึงนี้มีอะไรหรือเปล่า”
“ผมจะบอกแม่ครับว่า อาทิตย์หน้าผมอาจจะเข้ามาทำงานที่นี่ประมาณวันพุธนะครับพอดีจะต้องไปดูคอนโดที่เพิ่งเริ่มสร้างครับแม่”
“ได้สิ ช่วงนี้แม่ไม่มีธุระไปไหนแม่จะดูบริษัทให้เอง”
“แม่ครับตอนนี้ยุ่งอยู่หรือเปล่า” ภูผามีบางอยากอย่างจะให้มารดาดูและขอความคิดเห็น
“ก็ไม่ยุ่งนะ ภูผามีอะไร”
“ผมจะให้แม่ดูอะไรหน่อยครับเดี๋ยวผมส่งให้ทางไลน์นะ”
เขาส่งรูปที่ตนเองถ่ายกับภูตะวันเมื่อวานให้มารดาเพื่อให้เธอเปิดดูในไอแพดที่จอใหญ่กว่ามือถือของเขา
“แม่ว่าเด็กคนนี้หน้าตาเป็นยังไงบ้างครับ”
“หน้าตาน่ารักนะ หน้าเหมือนภูผาค่ะตอนเด็ก ๆ เลยนี่ใช้แอปพลิเคชันเปรียบเทียบรูปเหมือนที่เขาทำกันใช่ไหม”
“แม่หมายถึงแอปฯ แต่งรูปพวกนั้นเหรอครับ”
“ใช้จ้ะแบบที่เอารูปในอดีตกับรูปปัจจุบันเมื่อใส่ไว้ในรูปเดียวกันไง”
“แม่ครับแม่ดูดี ๆ มันไม่ใช่รูปในอดีตนะ เป็นรูปปัจจุบันทั้งสองรูป”
เมื่อลูกชายพูดแบบนั้นคุณภัทราก็เลยจ้องจอไอแพดเขม็งอย่างตั้งใจ
“เด็กคนนี้เป็นใครล่ะภูผาทำไมหน้าถึงเหมือนลูกตอนเด็ก ๆ มากเลย กำลังแกล้งแม่อยู่ใช่ไหม”
“ไม่ได้แกล้งครับแม่ เด็กคนนี้เป็นลูกของแฟนเก่าผม”
“แล้วภูผาเอามาให้แม่ดูทำไม”
“ผมกำลังสงสัยว่าจะใช้ลูกผมหรือเปล่า” เมื่อคืนเขาเอาแต่มองรูปถ่ายและมั่นใจมากขึ้นว่าตนเองคือพ่อของภูตะวัน
“อย่าบอกนะว่าลูกชายของแม่ไปทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ” เธอถามด้วยความตกใจ
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับแม่ ผมกับเธอเลิกกันไปนานแล้วแต่พอมาเจออีกทีผมเห็นหน้าลูกเธอแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมลูกชายของเธอถึงหน้าเหมือนผมตอนเด็ก” สีหน้าของภูผาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ภูผาก็ถามเธอสิมันจะยากอะไรล่ะ”
“แม่คิดว่าเธอจะบอกผมเหรอครับ”
“เพราะเหตุผลอะไรถึงไม่บอกล่ะหรือมันอะไรที่ทำให้เธอต้องเก็บเป็นความลับ”
“ก็เราเลิกกันแล้วนี่อีกอย่างตอนเลิกกันมันก็จบไม่สวยเท่าไหร่ ถ้าเธออยากให้ผมรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกผมเธอก็คงบอกผมไปตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน”
“ถ้าเด็กเป็นคนนี้เป็นลูกของภูผาแล้วที่ผ่านมาแสดงว่าแม่ของเด็กเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด”
“ตอนที่เลิกกันเธอมีผู้ชายคนอื่นครับ แต่ผมได้ยินจากคนอื่นมาว่าตอนนี้เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่พอผมถามเธอเธอก็บอกว่าสามีเธอไปทำงานต่างจังหวัดครับผมก็เลยไม่แน่ใจ”
“ลูกคิดจะทำยังไงต่อ”
“ตอนนี้ผมก็เลยให้นุกูลช่วยตรวจดีเอ็นเอให้แล้วครับ”
“เธอยอมให้ตรวจเหรอ”
“ไม่หรอกครับ แต่ผมก็ตรวจแล้ว”
“ภูผา ตรวจโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอมมันผิดกฎหมายนะ” คุณภัทราเตือน
“ผมรู้ครับแม่ว่ามันผิดกฎหมายแต่ผมก็อยากจะรู้ด้วยว่าเด็กคนนี้ใช่ลูกของผมหรือเปล่า”
“แล้วถ้าใช่ขึ้นมาภูผาจะทำยังไง”
“ผมก็จะขอรับผิดชอบเด็กครับ”
“พูดง่ายนะขอรับผิดชอบเด็กแล้วแม่ของเด็กล่ะ”
“ผมอยากเอาลูกมาอยู่กับผมครับผมคิดว่าผมแล้วจะเลี้ยงลูกได้ดีกว่า”
“คิดได้ยังไงว่าตัวเองจะเลี้ยงลูกได้ดีกว่าเคยลงเลี้ยงลูกแล้วเหรอ” เธอไม่พอใจกับคำตอบของลูกชาย
“ถึงผมไม่เคยเลี้ยงลูกแต่ผมก็คิดว่าผมสามารถเลี้ยงดูเขาให้เติบโตส่งเสียให้เรียนโรงเรียนดี ๆ ได้นะครับแม่”
“ที่พูดแบบนี้หมายความว่าตอนนี้เด็กอยู่อย่างลำบากเหรอ”
“ก็ไม่เชิงลำบากหรอกครับแม่ แต่ผมคิดว่าศักยภาพของผมก็จะมีมากกว่าเธอ”
“ภูผาลูกโตแล้วนะจะทำอะไรคิดให้ดีการจะไปพรากแม่พรากลูกเขามันเป็นเรื่องที่ผิดมาก ๆ ถ้าอยากจะรับเด็กคนนี้มาเลี้ยงก็ต้องตกลงกับแม่ของเด็กก่อนหรือไม่ก็รับแม่ของเด็กมาอยู่ด้วย”
“แต่ผมไม่คิดจะกลับไปคบกับผู้หญิงคนนี้อีกแล้วนะครับ”
“แม่ถ้าไม่คิดจะกลับไปคบก็ไม่ต้องสืบหาว่าเด็กคนนี้ใช่ลูกหรือเปล่าลืมเรื่องนี้ไป”
“แม่ครับใครจะลืมได้”
“แม่ถามความจริงเลยนะภูผายังรู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”
“ไม่ครับเธอทำให้ผมเจ็บมาก”
“แม่พอจะเดาออกแล้วที่ภูผาตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศก็เพราะเธอใช่ไหมเล่าให้แม่ฟังสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ครับแม่”