3
เธอฝังตัวเองอยู่กับหนังสือและการเรียนจนแทบไม่มีเวลาว่าง ใบหน้าหวานยังคงสวยงามเช่นเคย แต่ดวงตาคู่โตนั้นกลับหมองลงทุกวัน เธอไม่เคยเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้ใครฟัง แต่ใคร ๆ ก็รู้ โดยเฉพาะพิมพ์ชนกที่คอยปลอบโยนมาตลอด และชื่นชมที่เธอทำถูกแล้ว ขืนไม่ปฏิเสธไปก็จะกลายเป็นตัวตลก และของเล่นของลูกคนรวยที่ไม่นานก็เบื่อหน่าย
เธอเพียงรับรู้ และเก็บบาดแผลไว้ในใจคนเดียว ไม่ปริปากเรื่องนี้อีก
“เราทำถูกแล้ว เขาเป็นแค่เสือผู้หญิง” เธอพึมพำกับตัวเองทุกคืนก่อนนอน เพราะยังลืมพี่รหัสคนนั้นไม่ได้
แม้จะเตือนตัวเองทุกครั้ง แต่น้ำตากลับไหลเงียบ ๆ อยู่คนเดียว เธอมักนอนฝันและนึกถึงรอยยิ้มมุมปากและกลิ่นน้ำหอมอบอุ่นของเขาเสมอ
ค่ำคืนหนึ่ง ลลินกำลังจะจบการศึกษา เธอเดินกลับหอพักตามถนนข้างมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างเปลี่ยว ไฟถนนสลัว ๆ เธอเดินก้มหน้ากอดหนังสือแน่น ผมยาวสยายไหล ยังไม่ทันรู้ตัว กลุ่มอันธพาลสามคนก็โผล่ออกมาล้อมเธอเอาไว้
“สาวน้อย มาคนเดียวเหรอ มาเล่นด้วยกันหน่อยสิ” ชายคนหนึ่งยิ้มเจื่อน มือยื่นมาจะจับแขนของเธอ
ลลินหน้าซีด ตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงเธอสั่นจนแทบไม่มีเสียง เธอถอยหลังจนหลังชนกำแพง หนังสือหล่นกระจาย
“ปล่อยฉันนะ” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าวิ่งดังขึ้น ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมเข้มแต่ไม่ถึงกับหล่อเหลาเท่าอธิป เขาวิ่งเข้ามาเต็มแรง ก่อนเหวี่ยงกำปั้นต่อยชายคนแรกล้มกลิ้ง แล้วเตะอีกคนจนเซถอย
“ไอ้พวกขยะ กล้าลองแตะต้องเธออีกทีสิ ฉันจะจัดการพวกแกแน่” ภาณุ ศรีโสภณ พี่ชายของพิมพ์ชนก ต่อยและไล่จนอันธพาลทั้งสามคนจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง เขาหันกลับมา หอบหายใจถี่ มือประคองไหล่ลลินที่ตัวสั่นเทา
“ไม่เป็นอะไรนะครับ” เขายิ้มกว้าง ใบหน้าที่มีเหงื่อซึมดูเป็นมิตรและอบอุ่น ลลินเงยหน้ามองเขา น้ำตาเอ่อคลอ
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากจริง ๆ” ภาณุช่วยเก็บหนังสือให้เธอ แล้วเดินส่งเธอกลับหอพักตลอดทาง เขาเล่าให้ฟังว่าเป็นพี่ชายของพิมพ์ชนก มาหาน้องสาวบ่อย ๆ จึงบังเอิญเห็นเหตุการณ์พอดี เธอดีใจที่รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของพิมพ์ชนก เพราะเพื่อนมักเล่าเรื่องพี่ชายให้ฟังอยู่เสมอว่าเป็นคนดี คนน่ารักและขยันขันแข็งตั้งใจทำงาน
ภาณุเริ่มติดต่อเธออย่างสม่ำเสมอ ส่งข้อความถามไถ่ทุกวัน ซื้อขนมมาฝาก ช่วยยกของหนัก และคอยเป็นกำลังใจเมื่อเธอเครียดเรื่องเรียน เขาไม่ใช่คนรวย ไม่มีรถสปอร์ต ไม่มีเสน่ห์แบบอธิป แต่เขาอยู่ตรงนี้จริง ๆ และทำให้เธอรู้สึกดีและปลอดภัย
พิมพ์ชนกยิ้มให้เพื่อนทุกครั้งที่เห็นทั้งสองพัฒนาความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น
“พี่ชายฉันดีมากนะลิน เหมาะกับเธอสุด ๆ ไปเลย ขยันเป็นคนดี ซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียว ไม่เหมือนลูกคนรวยที่เอาแต่หลอกสาวฟันไปวัน ๆ แน่นอน พี่ชายของฉันชอบเธอมากนะลิน จะไม่พิจารณาพี่ชายฉันหน่อยเหรอ” คำพูดเช่นนี้มีมาทุกวัน แต่เธอก็ยังไม่ยอมใจอ่อน แต่ภาณุก็ดีเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ เวลาคับขันเขาก็มักจะมาช่วยเหลือ จนเธอเริ่มใจอ่อนกับความดีของเขา คิดว่าในอนาคตอาจจะฝากชีวิตเอาไว้กับเขาได้
สามเดือนต่อมาในค่ำคืนที่ฝนตกพรำ ภาณุนั่งคุยกับเธอใต้ชายคาหอพัก เขาจับมือเธอเบา ๆ
“ลิน พี่ชอบเธอจริง ๆ อยากดูแลเธอไปตลอดชีวิต เป็นแฟนกับพี่นะ”
“เอ่อ... คือว่าลิน”
“เธอจะให้โอกาสพี่ไหม พี่รักเธอจริงๆ รักตั้งแต่แรกเห็น” ลลินมองมือใหญ่ของเขา นึกถึงมือของอธิปที่เคยทำให้หัวใจเธอสั่นไหว แต่ตอนนี้ เธอคิดว่าผู้ชายดี ๆ แบบนี้คงไม่มีอีกแล้วสำหรับเด็กบ้านจนอย่างเธอ
“ค่ะ หนูตกลงเป็นแฟนกับพี่”
ภาณุยิ้มกว้าง กอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน ลลินหลับตา ปล่อยให้เขากอด แต่ในใจกลับว่างเปล่า ไม่มีหัวใจที่เต้นแรงเหมือนครั้งที่อธิปเคยยืนสารภาพรักใต้แสงจันทร์
เธอคิดว่าภาณุก็เป็นคนดี บางทีการคบกับเขาอาจจะดีก็ได้ แต่ลึก ๆ แล้ว บาดแผลจากอธิปยังไม่จางหายไปจากหัวใจ
ในที่สุดลลินก็เรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ลลิน ธนาวดี ในวัยยี่สิบสองได้งานทำในทันทีหลังจากรับปริญญา เธอสวมสูทสีครีมเรียบหรูที่ซื้อจากห้างลดราคา กระโปรงเข้ารูปพอดีตัว ผมยาวมัดหางม้าสูง ใบหน้าสวยหวานสดใส ใครเห็นแล้วก็ต้องยิ้มออกมา
เธอเดินผ่านประตูหมุนของตึกสูงระฟ้า “วัฒนโชติกรุ๊ป” ด้วยมือที่ชื้นเหงื่อและหัวใจที่เต้นแรง
เธอต้องการงานนี้มาก เงินเดือนที่เสนอสูงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพ่อที่พิการจากอุบัติเหตุรถชนเมื่อสองปีก่อน แม่ที่ดวงตาเสื่อมถอยจากการเย็บผ้ามานานหลายปี น้องชายที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ และน้องสาวที่ยังเรียนอยู่มัธยมปลาย ภาระทั้งหมดกดทับไหล่บางของเธอจนแทบหายใจไม่ออก
“คุณลลิน ธนาวดี เข้าห้องสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ”
พนักงานต้อนรับกล่าวอย่างสุภาพ ลลินสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะผลักประตูหนัก ๆ เข้าไป ด้านในคือห้องกว้างขวาง โต๊ะทำงานสีดำขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง
อธิป วัฒนโชติ นั่งอยู่หลังโต๊ะในท่าทางสงบนิ่ง สูทสีดำสนิทตัดเย็บเรียบหรู เน้นไหล่กว้างและแผงอกแน่น ผมหวีเรียบกริบ ใบหน้าคมเข้มไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบยกขึ้นมองเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนจะก้มลงมองเอกสารต่อ
ลลินยืนเก้ ๆ กัง ๆ ตรงหน้าประตู มือกำกระเป๋าเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้เลยว่าบริษัทนี้เป็นของเขา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลังจากแยกย้ายกันในครานั้น เธอก็ไม่สนใจเรื่องใดนอกจากเรื่องเรียน และเป้าหมายคือการค้ำจุนครอบครัวให้อยู่ดีมีสุข
“นั่งสิ” เสียงทุ้มต่ำของเขาสั้นและเย็นชา ไม่มีอารมณ์ใด ๆ ปรากฏนอกจากความห่างเหินหมางเมิน
ลลินเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา หลังเธอตรง มือวางบนตัก พยายามกลั้นไม่ให้ตัวสั่น ความเงียบในห้องหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
อธิปพลิกเอกสารของเธอช้า ๆ ไม่พูดอะไรนานเกือบหนึ่งนาที สายตาคมกริบเลื่อนผ่านตัวอักษร แล้วเลื่อนขึ้นมามองใบหน้าของเธออีกครั้ง มองเนิ่นนาน เชื่องช้า และล้ำลึก
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง” เขาพูดเรียบ ๆ
“ประสบการณ์ฝึกงานดีเยี่ยม” ลลินพยักหน้าเบา ๆ
“ค่ะ” เขาวางเอกสารลง โน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มองเธอตรง ๆ ด้วยสายตาที่ไร้แววอบอุ่นใด ๆ
“เริ่มงานพรุ่งนี้เช้าได้ไหม” ลลินตาโตด้วยความดีใจแม้จะพยายามกลั้นไว้
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” เธอตอบตกลงในทันที ดีใจที่ได้งานนี้ คิดว่าเขาคงเป็นผู้ใหญ่พอไม่ถือเรื่องอดีต กลั่นแกล้งไม่ให้เธอได้งานทำ
อธิปไม่ตอบทันที เขาลุกขึ้นช้า ๆ ร่างสูงใหญ่ทำให้ห้องดูแคบลง เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนข้างเก้าอี้ของเธอ ห่างเพียงครึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายหอมเย้ายวนดังเดิมลอยมาปะทะจมูก อลลินนั่งตัวแข็ง มองตรงไปข้างหน้า ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา
“เงื่อนไขหนึ่ง” เสียงเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ
“คุณต้องทำทุกอย่างที่ผมสั่ง ไม่ว่าจะเป็นงานในออฟฟิศ หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ผมต้องการ” เขายื่นมือใหญ่ลงมาแตะขอบโต๊ะข้างตัวเธอ นิ้วยาวอยู่ใกล้ไหล่บางของเธอจนลลินรู้สึกถึงความร้อนจากร่างกายของเขา
“ห้ามปฏิเสธ” เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาแต่หนักแน่น
“เข้าใจไหม”
ลลินกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง หัวใจเต้นรัวจนเจ็บแปลบ เขาคงไม่คิดแกล้งเธอเพื่อแก้แค้นเรื่องในอดีตหรอกนะ
