บท
ตั้งค่า

ตอนที่ ๖ อย่ามาหาเรื่อง

เจณิสตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องเพลงดังลั่นบ้านไม่ใช่เพลงกล่อมยามเช้า แต่เป็นเสียงผู้ชายร้องเพี้ยนๆ ใส่อารมณ์เหมือนคอนเสิร์ตกลางทุ่ง

“โอ๊ย อะไรกันเนี่ย!” เธอมองนาฬิกาข้างเตียง เกือบสิบโมงเช้าแล้ว แต่แทนที่บรรยากาศจะเงียบสงบกลับมีเสียงแสนทิวาร้องเพลงลอยทะลุกำแพงมาไม่หยุด

หญิงสาวลุกพรวดผมยุ่งหน้าบึ้งตึงเดินฉับๆ ไปเคาะประตูห้องเขาเสียงดัง

“เป็นบ้าหรือไง คนจะหลับจะนอน!”

เสียงร้องเพลงหยุดลงทันทีประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นแสนทิวามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยักคิ้วอย่างกวนประสาท

“สิบโมงแล้วแม่คุณ มาอยู่บ้านคนอื่นยังขี้เกียจอีก”

“แล้วนายยุ่งอะไร! คุณป้าไม่เห็นว่าอะไรสักหน่อย” เธอสวนกลับทันควัน

“ไม่ว่าต่อหน้าลับหลังไม่แน่ พ่อแม่ไม่เคยสอนหรือไงเรื่องมารยาทน่ะ” เขาหัวเราะในลำคอ

“อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน ออกไปร้องเพลงไกลๆ ไป” เธอหน้าแดงด้วยความโมโห

“บ้านฉัน จะร้องตรงไหนก็ได้” เขาพิงกรอบประตู ไขว้แขนยิ้มยียวนสุดฤทธิ์

“ไอ้...” เธอกัดฟันแน่นคำด่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น

พอจะร้องเพลงขึ้นอีกเขาชะงักเมื่อสายตาหันไปปะทะชุดนอนบางๆ แบบที่ชัดเจนว่าเพิ่งตื่น แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ชายหนุ่มแทบสำลักน้ำลายตัวเอง

“เฮ้ย!” เขารีบหันหน้าหนีแทบไม่ทัน ใจเต้นแรงอย่างไม่เข้าท่าทั้งที่ปากเคยกวนเธอสารพัดเรื่อง แต่พอเจอของจริงกลับไปไม่เป็น

“อะไรของนาย”

“ดูสภาพตัวเองบ้างนะ” เขารีบท้วงเสียงแข็ง กลบเกลื่อนอาการตัวเอง

“นี่นายหมายความว่ายังไง!” เธอโวยวายเข้าใจไปเองว่าเขากำลังว่าเธอเพิ่งตื่นสภาพดูไม่ได้

“ออกมาข้างนอกหัดใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยหน่อยสิ!” เขากัดฟันหันหน้าหนีต่ออย่างพยายามรักษามารยาท

“กรี๊ดดดดดด! ไอ้โรคจิต” หญิงสาวร้องลั่นทันทีกอดอกแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและอายจนหน้าแดงก่ำ เธอหันหลังวิ่งพรวดกลับเข้าห้อง

เจณิสตานั่งเหม่อมองออกไปนอกบ้านอย่างเบื่อหน่ายออกไปไหนก็ไม่ได้ สัญญาณเน็ตก็ขึ้นขีดเดียวติดๆ ดับๆ บ้านทั้งหลังมีแต่ต้นไม้กับแดดแรงจ้า จนเธอรู้สึกเหมือนถูกขังกลายๆ

“เฮ้อ จะบ้าตาย”

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังขึ้นจากหน้าบ้าน เธอหันไปมองโดยอัตโนมัติ

“ลูกพี่! ไอ้ต้นมาแล้ว!” ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเธอขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าตายิ้มแย้ม ผิวคล้ำแดดแบบคนบ้านนี้แท้ๆ

“ว้าว สาวสวยที่ไหนเนี่ยเด็กพี่แสนเหรอ”

“เด็กบ้าเด็กบออะไรฉันอายุยี่สิบเอ็ดแล้วนะ” เธอตอบเสียงแข็ง

“โอ้โห ปากปีจอซะด้วย” ต้นยกมือปิดปากแกล้งตกใจ แต่สายตากลับกวาดมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ปิดบัง

“เพ้อเจ้อ ไร้สาระ”

“ผมมาหาลูกพี่นะครับ ผมชื่อต้นนะ” ต้นยิ้มกว้าง

“…” หญิงสาวทำเป็นไม่ได้ยิน หันหน้าหนีไปอีกทางอย่างถือดี เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“มึงไปคุยกับคนใบ้ได้ยังไง เขาไม่รู้เรื่องหรอก” แสนทิวาเดินออกมาพร้อมสีหน้ากวนประสาทตามเคย

“เมื่อกี้ยังคุยอยู่เลยลูกพี่” ต้นหันไปทำตาโต

“ใครเป็นใบ้ญาตินายนะสิ!” เจณิสตาหันกลับมาสวนทันที ดวงตาแข็งกร้าว

“ใครเหรอลูกพี่” ต้นก้มมากระซิบถามด้วยสีหน้าสงสัย

“คนรับใช้คนใหม่” เขาตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะหันมามอง

“ห๊ะ...!”

เจณิสตาได้ยินชัดเต็มสองหู หน้าเธอชาไปครู่หนึ่งก่อนความเดือดจะพุ่งขึ้นแทบทะลุเพดาน เตรียมอ้าปากด่าชุดใหญ่

“แสนพาน้องเขาไปด้วยสิ” เสียงรสินีดังขึ้นพอดี เธอเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าของสดในมือ ทำให้คำด่าทั้งหมดต้องกลืนกลับลงคออย่างช่วยไม่ได้

“ผมจะเข้าเมือง”

“นั่นแหละ พาน้องไปเปิดหูเปิดตาหน่อยอยู่แต่บ้านเดี๋ยวจะเบื่อ” รสินียิ้มทันที

ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ เจณิสตาก็รีบแทรกขึ้นมาทันควัน ดวงตาเป็นประกาย

“นายจะเข้าเมืองใช่ไหมไปสิ ฉันพร้อม”

ในหัวเธอเริ่มจินตนาการภาพตัวเองเดินห้าง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เลือกเสื้อผ้าแบรนด์เนมลืมความน่าเบื่อทั้งหมดของที่นี่ไปชั่วคราว

“ก่อนจะไปเปลี่ยนรองเท้าก่อนไหม” เขากวาดตามองเธอช้าๆ ก่อนจะหยุดที่รองเท้าส้นสูงสีดำเงา

“ฉันจะใส่มันหนักหัวนายหรือไง” เธอสวนกลับเสียงแข็ง

“ตามใจ” เขาหลุดหัวเราะเบาๆ

หญิงสาวรีบเดินฉับๆ มายืนรออยู่ข้างรถเก๋งคันหรูของครอบครัว แขนกอดอกเชิดหน้ามองไปทางถนนราวกับไม่อยากเสียเวลานาทีเดียวกับที่นี่

แสนทิวาและต้นเดินตามออกมา ต้นชะโงกหน้าไปทางประตูรถยิ้มกว้างตามสไตล์

“พี่คนสวยไม่ขึ้นเหรอจ๊ะ”

“ฉันเป็นลูกผู้รากมากดี ต้องนั่งเบาะหลังสิเปิดประตูให้ฉันด้วย” หญิงสาวหันขวับมามอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความถือดี

“ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวไอ้ต้นเปิดให้เชิญครับคุณหนู” ต้นเลิกคิ้วอย่างขำขัน

ต้นรีบอ้อมไปเปิดประตูหลังให้ด้วยท่าทางเวอร์วังราวกับพนักงานโรงแรมห้าดาว หญิงสาวก้าวขึ้นรถอย่างสง่างาม ราวกับเป็นเรื่องที่ทุกคน ควร ทำอยู่แล้ว

แสนทิวายืนมองภาพนั้นนิ่งๆ มุมปากกระตุกเล็กน้อยความเอือมระอาฉายชัดในแววตา แต่เขาเลือกจะไม่พูดอะไร

ชายหนุ่มเปิดประตูฝั่งคนขับขึ้นไปนั่งประจำที่ ต้นรีบตามขึ้นมานั่งข้างๆ อย่างอารมณ์ดี

“พร้อมออกเดินทางหรือยังครับคุณหนู” ต้นพูดเสียงสดใส

“ขับดีๆล่ะ ฉันไม่ชอบรถกระตุก” หญิงสาวพิงพนัก เก็บแว่นกันแดดขึ้นมาใส่

“ถ้าทนไม่ได้ก็ลงกลางทางได้นะ” เขาจับพวงมาลัยแน่น พร้อมประชดประชัน

“ฝันไปเถอะ” เธอสวนกลับทันที รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากบ้านใหญ่

พอรถเลี้ยวเข้าเขตเมืองรอยยิ้มและความหวังทั้งหมดบนใบหน้าของเจณิสตาก็หายวับไปในพริบตาตรงหน้าเธอไม่มีห้างสรรพสินค้าไม่มีตึกสูง มีเพียงเต็นท์ผ้าใบสีสดเรียงราย แม่ค้าพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้า

“นี่มันอะไร แล้วห้างล่ะ?” เธอหันไปมองแสนทิวาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“ใครบอกจะพาไปเดินห้าง เดินตลาดนี่ก็บุญหัวแล้ว” ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ หันมามองเธอผ่านกระจกมองหลัง

“กรี๊ดดดด! รองเท้าราคาแพงของฉันเปื้อนดินหมดแล้ว” เธอก้าวลงจากรถแค่ก้าวเดียวก็ร้องลั่น

“ไม่อยากให้เปื้อน เดินเธอก็เหาะเอาสิ” ขาเหลือบมองรองเท้าส้นสูงที่กำลังจมลงในดินแดง ก่อนจะยักไหล่

“นายมัน...!”

ยังไม่ทันที่เธอจะด่าให้ครบประโยค เขาก็หันหลังเดินดุ่มเข้าไปในตลาดทันที

“เดี๋ยวสิ! รอฉันด้วย” เธอรีบวิ่งตามอย่างทุลักทุเล ส้นสูงกระแทกพื้นไม่เป็นจังหวะ

“คุณหนูระวังหน่อยครับ เดี๋ยวรองเท้าแพงจะพัง” ต้นที่เดินตามหลังหัวเราะลั่น

“อย่าให้รู้ว่านายแกล้งฉัน” เธอบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยังต้องเดินตามไป

แสนทิวาเหลียวกลับมามองเธอแวบหนึ่ง เห็นสีหน้าเหวอๆ กับความโกลาหลรอบตัวแล้ว มุมปากก็ยกขึ้นนิดเดียว

เจณิสตาวิ่งตามมาจนเหนื่อยหอบ เผลอชนแผ่นหลังกว้างของเขาเข้าอย่างจัง

“โอ๊ย! หยุดทำไมไม่บอกล่ะ!” เธอบ่นเสียงหงุดหงิด มือยันหลังเขาไว้ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าแสนทิวาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแผงขายผ้า

ตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ผิวขาวแต่งตัวจัด ดวงตาคมกำลังส่งยิ้มหวานมาให้ชายหนุ่ม

“พี่แสน มากับใครเหรอจ๊ะ” เสียงหวานเลี่ยนเอ่ยถาม แสนทิวากำลังจะอ้าปากตอบ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร

“มากับแฟนเขาไง” เจณิสตาตอบแทนทันที เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ รอยยิ้มของหญิงสาวอีกคนแข็งค้างในพริบตา

“ฉันถามพี่แสนย๊ะ” ชมพู่หันไปจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “คนนี้แฟนพี่เหรอ?”

“คือ…” เขากำลังจะอธิบาย

“แฟนไง ไม่สวยแล้วยังไม่มีสมองอีก” เจณิสตาแทรกอีกครั้ง พร้อมปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า

“กรี๊ดดดด อีบ้าหุบปาก” ชมพู่หน้าถอดสี ความอับอายและโกรธพุ่งขึ้นทันที

เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากชมพู่พุ่งเข้ามาผลักเจณิสตาอย่างแรง หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวร่างเล็กเสียหลัก ส้นสูงที่ใส่อยู่พลิกไปด้านข้าง ร่างเธอล้มลงกับพื้นแข็งกลางตลาด

“โอ๊ย!”

เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงฮือฮาของคนรอบข้างหญิงสาวกุมข้อเท้าไว้แน่นใบหน้าซีดเผือด ทั้งเจ็บทั้งอับอาย

“ทำบ้าอะไรวะ!” เขาคว้าข้อมือชมพู่ไว้แน่น เสียงเข้มจนคนรอบๆ เงียบลง

“ชมพู่ไม่ได้ตั้งใจ มันยั่วโมโหชมพู่” ชมพู่เริ่มเสียงสั่น

แสนทิวาไม่สนใจอีกต่อไป รีบทรุดตัวลงข้างเจณิสตาสายตาคมกริบมองข้อเท้าที่เริ่มบวมแดง

“ลุกไหวไหม” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไปทันที

 “เจ็บ…” เธอส่ายหน้า

“เดิมไม่ไหวก็ไม่ต้องเดิน” เขากัดฟันแน่น ก่อนจะช้อนร่างเธอขึ้นจากพื้นโดยไม่พูดขออนุญาตแม้แต่นิดเดียว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel