บทที่ 1
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงคนรักลับที่ไคลัน โคซาซ่อนไว้ในเงามืด คอยเฝ้ารอวันแล้ววันเล่าที่เขาจะมอบตำแหน่ง "เจ้าแม่" แห่งตระกูลโคซาให้กับฉัน
แต่ในวันที่เขาอ้างว่าต้องออกไปจัดการ "ธุระของตระกูล" ฉันหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา และก็พบว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาเพิ่งประกาศข่าวหมั้นหมายกับผู้หญิงอีกคนต่อหน้าสังคมทั้งประเทศ
วินาทีนั้นเอง ฉันถึงได้ตาสว่าง
ฉันไม่เคยเป็นผู้หญิงที่เขาเลือกให้ขึ้นเป็นเจ้าแม่เลย
ฉันเป็นเพียงของเล่นส่วนตัวที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น
แจ้งเตือนข่าวเด้งขึ้นมาบนหน้าจอเต็มไปหมดในเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
[ข่าวใหญ่: ตระกูลโคซาและตระกูลมอร์โรว์ประกาศผนึกกำลังอย่างเป็นทางการ—เจ้าพ่อเตรียมจัดพิธีหมั้นสุดยิ่งใหญ่กับบุตรสาวคนเดียวของตระกูลมอร์โรว์]
ฉันจ้องพาดหัวข่าวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตัวอักษรราวกับกระสุนที่ยิงทะลุเข้ากลางอก
ในภาพ เขาสวมสูทสีดำสั่งตัดเข้ารูปอย่างไร้ที่ติ แผ่บารมีของเจ้าพ่อผู้เยือกเย็นและน่าเกรงขามจนแทบทะลุออกมาจากหน้าจอ
ข้างกายเขาคือหญิงสาวผมทองในชุดราตรีโอต์กูตูร์สีขาว เซเลสต์ มอร์โรว์ บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าพ่อตระกูลมอร์โรว์
เธอคล้องแขนเขาอย่างสง่างาม พร้อมสายตาที่ประกาศความเป็นเจ้าของอย่างไม่คิดปิดบัง
ราวกับว่าเขาเป็นของเธอมาตั้งแต่แรก
ราวกับว่าผู้ชนะคือเธอมาโดยตลอด
โทรศัพท์หลุดจากมือฉัน ตกลงบนโซฟาหนังพร้อมเสียงทึบเบา ๆ
ฉันพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่เรื่องจริง
แต่ข่าวนั้นเผยแพร่โดยสื่อการเงินและสื่อสังคมชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ทุกความคิดเห็นด้านล่างล้วนมาจากบุคคลระดับแนวหน้าที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว
ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างเลื่อนลอย ไหล่สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมา หัวเราะจนแทบหยุดไม่ได้ กระทั่งเสียงหัวเราะนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น ดวงตาร้อนผ่าวจนเจ็บไปหมด
ทันใดนั้น เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้น
"โอฟีเลีย?"
เสียงของไคลันทำลายเสียงอื้ออึงในหูของฉัน
ฉันเงยหน้ามองเขา ราวกับเพิ่งรู้จักผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก ดวงตาสีเทาปนน้ำเงินคู่นั้น... ดวงตาที่เคยทำให้ฉันหลงทางมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังขมวดคิ้วมองฉันอย่างสงสัย
"ทำไมนั่งอยู่กับพื้นล่ะ"
เขารีบเดินเข้ามา ก้มตัวลงหมายจะพยุงฉันขึ้น
ฉันปัดมือเขาออกทันที
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มอย่างอ่อนโยน
"เป็นอะไรไป โกรธที่ฉันกลับดึกเหรอ นกน้อยของฉันงอนแล้วหรือไง"
ฉันมองเขา แต่สายตากลับทอดผ่านตัวเขาไปยังที่แสนไกล
เขาคือเจ้าพ่อที่ทั้งชายฝั่งตะวันออกต่างหวาดเกรง แต่ต่อหน้าฉัน เขากลับสวมบทคนอ่อนโยนได้แนบเนียนเสียยิ่งกว่าใคร
"คุณตั้งใจจะปิดบังฉันไปถึงเมื่อไหร่"
ทั้งร่างของเขาแข็งค้างทันที
สายตาของเขาเหลือบไปยังหน้าจอโทรศัพท์บนโซฟา ฉันมองเห็นสีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกผิด และไม่ใช่ความตกใจ
หากเป็นความโล่งใจปนจนใจ
ราวกับว่าเขารอให้วันนี้มาถึงอยู่แล้ว
"โอฟีเลีย..."
ตกลงมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไคลัน?" ฉันลุกขึ้นยืน "คุณตั้งใจจะปิดบังฉันไปถึงเมื่อไหร่ เรื่องที่คุณกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน
เขาเดินไปที่ตู้เหล้า รินวิสกี้ลงแก้วประมาณหนึ่งในสาม ก่อนกระดกหมดในอึกเดียว
"มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด"
"งั้นมันเป็นยังไง"
เสียงหัวเราะเย็นชาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นหลุดออกมาจากลำคอของฉัน
"เพราะเท่าที่ฉันเห็น ผู้ชายของฉันกำลังจะหมั้นกับผู้หญิงคนอื่น แถมยังไม่คิดจะบอกฉันล่วงหน้าสักคำ"
"เธอไม่ใช่ผู้หญิงของฉัน"
เขาวางแก้วลงเสียงหนักแน่น
"มันเป็นแค่สัญญา เป็นข้อตกลงผลประโยชน์ระหว่างสองตระกูล เธอเป็นเพียงภรรยาในนามเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ทุกอย่างระหว่างเราจะไม่เปลี่ยนไป"
"ผลประโยชน์งั้นเหรอ"
ฉันมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
"พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ท่าเรือของตระกูลมอร์โรว์ เครือข่ายของพวกเขาในอเมริกาใต้... โอฟีเลีย นี่คือการเมืองของตระกูล"
"แน่นอนสิ ฉันจะไปเข้าใจได้ยังไง"
เสียงของฉันแหลมคมกว่าที่คิด
"ตลอดสามปีที่ผ่านมา คุณกันฉันออกจากโลกของคุณโดยสมบูรณ์ ฉันไม่เคยพบแม่ของคุณ ไม่เคยได้รับการแนะนำให้รู้จักสมาชิกระดับแกนกลางของตระกูลแม้แต่คนเดียว ลูกน้องของคุณมองฉันเหมือนฉันเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตน"
"ฉันทำแบบนั้นเพื่อปกป้องคุณ..."
"พอเถอะ"ฉันยกมือขึ้นห้าม
"เลิกใช้คำพูดแบบนี้หลอกฉันได้แล้ว"
กรามของเขาเกร็งขึ้นทันที สีหน้าแบบเดียวกับเวลาที่ลูกน้องคนสนิทกล้าตั้งคำถามต่ออำนาจของเขา ทั้งเย็นชา สุขุม และอันตราย
"เซเลสต์นำอำนาจทางการเมืองมาให้ฉันได้ การแต่งงานกับตระกูลมอร์โรว์จะช่วยรักษาอิทธิพลของเราในสภา นั่นคือคุณค่าของเธอ"
"แล้วฉันล่ะ"
คำถามนั้นหลุดออกมาจากอกพร้อมความเจ็บปวดแทบฉีกหัวใจ
"ฉันมีค่าเป็นอะไร"
แววตาของเขาไหววูบ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง
"คุณเป็นของฉัน"
"แต่เธอต่างหากที่จะเป็นคนยืนอยู่ต่อหน้าผู้นำทุกตระกูล... เพื่อรับตำแหน่ง 'เจ้าแม่' อย่างเป็นทางการ"
"นั่นก็แค่ตำแหน่งในนาม"
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ส่วนฉันถอยหลังหนึ่งก้าว
"โอฟีเลีย มันเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรระหว่างเรา"
"แล้วความสัมพันธ์ของเรามันคืออะไรกันแน่ ไคลัน สามปี... ตั้งสามปีเต็ม คุณจะมาก็มา จะไปก็ไป ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งรอ หลอกตัวเองว่าซักวันหนึ่งคุณจะพาฉันเข้าไปอยู่ในโลกของคุณจริง ๆ"
"ฉันแค่ไม่อยากให้คุณต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเลือดและความรุนแรงของฉัน มันไม่เหมือนกัน"
"สุดท้ายคุณก็จะแต่งงานกับเธอใช่ไหม ลงนามในทะเบียนสมรส จัดพิธีแต่งงานในโบสถ์ แล้วกล่าวคำสาบานต่อหน้าคนชั้นสูงทั้งเมืองและหัวหน้าตระกูลทุกคน... คุณจะทำทุกขั้นตอนใช่ไหม"
เสียงของฉันสั่นจนแทบแตก
"หรือทั้งหมดนี้เป็นแค่ละครที่เล่นให้คนทั้งโลกดู"
ความเงียบเพียงครึ่งวินาทีนั้น ตอบทุกอย่างแล้ว
เขายกมือเสยผมตัวเองอย่างแรง นั่นคือท่าทีที่แทบไม่มีใครเคยเห็นจากผู้ชายที่ควบคุมตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ใช่"
เขาพูดเสียงแหบ
"ต้องเซ็นสัญญา ต้องจัดงานแต่ง ทุกคนต้องเห็นว่าพันธมิตรระหว่างโคซากับมอร์โรว์มั่นคงไม่มีวันสั่นคลอน แต่เรื่องนั้นไม่ได้เปลี่ยนอะไรระหว่างเราเลย คุณก็ยังเป็นคนที่ฉันอยากกลับมาหา ฉันจะให้ทุกอย่างที่คุณต้องการ"
"ทุกอย่าง... ยกเว้นตำแหน่งภรรยาของคุณ และสถานะที่ทุกคนยอมรับว่าฉันมีสิทธิ์ยืนอยู่ข้างคุณ"
"มันก็แค่ทะเบียนสมรส แค่ตำแหน่ง..."
"แต่มันหมายความว่าโลกของคุณยอมรับการมีอยู่ของฉัน"
ดวงตาของฉันร้อนผ่าว แต่ฉันไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมา
"มันหมายความว่าฉันไม่ใช่เมียน้อยลับ ๆ ที่คุณจะเรียกมาก็มา ไล่ไปก็ไป ตามอำเภอใจ"
"พอได้แล้ว"
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงทันที แฝงไว้ด้วยอันตราย"อย่าดูถูกความสัมพันธ์ของเราจนต่ำต้อยแบบนั้น"
"ทำไมจะไม่ได้"
ฉันเชิดหน้าขึ้น สบตาสีเทาปนน้ำเงินคู่นั้นตรง ๆ
"หรือว่าฉันไม่ใช่แบบนั้นจริง ๆ คนรักที่ต้องหลบซ่อน ของเล่นที่ถูกขังไว้ในกรงทอง ผู้หญิงที่ได้แต่รออยู่ในเงามืด ขณะที่คุณยืนเคียงข้างผู้หญิงที่ตระกูลของคุณยอมรับ เล่นบทคู่รักผู้เพียบพร้อมทั้งอำนาจและความรักต่อหน้าคนทั้งโลก"
มือของเขาคว้าข้อมือฉันอย่างแรงในทันที
แรงของเจ้าพ่อทำให้ฉันไม่มีทางสะบัดหลุด
"คุณคิดว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการงั้นหรือ คุณคิดว่าฉันอยากให้ผู้หญิงที่แทบไม่เคยพูดกับฉันเลยสักกี่ครั้งมาเป็นเจ้าแม่ของฉันหรือ"
"งั้นก็อย่าแต่งกับเธอสิ"
ฉันคว้าคอเสื้อของเขาแน่น
"บอกทุกคนไปว่าผู้หญิงที่คุณเลือกคือฉัน"
"ฉันเลือกแบบนั้นไม่ได้"
"คุณเป็นเจ้าพ่อนะ" เสียงของฉันสั่นสะท้านอย่างหนัก
"แน่นอนว่าคุณเลือกได้ คุณแค่ไม่ยอมใช้สิทธิ์นั้นเพื่อฉัน"
"เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น..."
"มันง่ายแค่นั้นแหละ"
ความน้อยใจทั้งหมดที่ฉันกล้ำกลืนมาตลอดสามปีปะทุออกมาในคราวเดียว
"ถ้าคุณรักฉันจริง คุณคงหาทางออกได้ตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉันไม่สำคัญพอ ใช่ไหม"
"ไม่ใช่อย่างนั้น..."
"งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็น" ฉันทุ่มทุกอย่างลงกับประโยคสุดท้าย
"พาฉันกลับไปที่คฤหาสน์ของตระกูล แล้วบอกทุกคนว่าผู้หญิงที่คุณจะแต่งงานด้วยคือฉัน"
คำพูดนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ ราวกับคมดาบที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ
จากนั้น...ความเงียบที่หนักอึ้งราวกับความตายกินเวลาเพียงครึ่งวินาที
แต่บางอย่างในหัวใจของฉันกลับเย็นชืดลงอย่างสิ้นเชิง
"โอฟีเลีย..."
นิ้วหัวแม่มือของเขาค่อย ๆ ลูบชีพจรที่ข้อมือของฉัน
"คุณก็รู้ว่าฉัน..."เขาไม่ได้พูดต่อ และไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว
ที่แท้ตั้งแต่แรก...คนที่ฝันอยู่มีแค่ฉันคนเดียว
ฉันไม่เคยอยู่ในอนาคตที่เขาวางไว้เลย
ความหวังทั้งหมดที่เคยมี กลับย้อนมาทำร้ายฉันอย่างสาหัส ราวกับหมัดหนักที่กระแทกเข้ากลางอก ช่างน่าขันเหลือเกิน
ฉันหัวเราะออกมา แต่ในลำคอกลับมีเพียงความขมขื่นและความเจ็บปวดที่บาดลึก
ฉันดึงมือกลับ ก่อนพยักหน้าให้เขาเบา ๆ
"ฉันเข้าใจแล้ว"
"คุณจะไปไหน"
"ไปนอน"
ฉันหันหลังเดินเข้าห้องนอน
"ฉันเหนื่อยแล้ว"
ฉันปิดประตู พิงหลังกับบานประตู ก่อนยกมือปิดปากตัวเอง ไม่ยอมให้เสียงสะอื้นหลุดออกมาแม้แต่น้อย
จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงคืนนั้นบนเกาะส่วนตัวเมื่อเดือนก่อน ไคลันพาฉันขึ้นไปบนระเบียงชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ท่ามกลางความมืดของราตรี เขาโอบเอวฉัน จูบที่ต้นคอ แล้วกระซิบแผ่วเบาว่า
"สักวันหนึ่ง... ตรงนี้เอง ฉันจะให้ทั้งตระกูลเป็นพยานในวันที่คุณขึ้นเป็นเจ้าแม่ของตระกูลโคซา"
ฉันเคยจินตนาการภาพนั้นนับพันนับหมื่นครั้ง ทั้งพิธีอันยิ่งใหญ่ คำสาบานของเขา และความสุขที่กำลังจะมาถึง
แต่สิ่งเดียวที่ฉันไม่เคยคิดเลยก็คือ...
คนที่ยืนอยู่ข้างเขา จะไม่มีวันเป็นฉัน
หน้าจอโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงสว่างขึ้น
ฉันนึกถึงข้อความที่แม่ส่งมาเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นฉันมัวแต่จมอยู่กับความฝันที่ตัวเองสร้างขึ้น จนไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน
ฉันเช็ดน้ำตา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเปิดหน้าต่างแชต
[ลูกรัก แม่อยากแนะนำให้ลูกรู้จักใครสักคน เขาเป็นลูกชายของเพื่อนเก่าแม่ และตอนนี้ก็เป็นเจ้าพ่อหนุ่มคนใหม่แห่งตระกูลสเตอร์ลิง เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก ลูกอยากลองเจอเขาสักครั้งไหม]
ฉันจ้องข้อความนั้นอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ พิมพ์ตอบทีละคำ
[แม่คะ... แม่ยังมีช่องทางติดต่อเขาอยู่ไหม]
แม่ตอบกลับแทบจะทันที ราวกับเฝ้ารอคำตอบของฉันอยู่ตลอด
[มีสิจ๊ะ แม่จะส่งให้เดี๋ยวนี้ ลูกรัก... ลูกโอเคไหม]
ฉันมองประตูห้องนอนที่ปิดสนิท พลางนึกถึงสามปีที่ผ่านมา ที่ตัวเองเฝ้ารอเพียงภาพฝันซึ่งไม่มีวันกลายเป็นจริง
ฉันสบายดี และถึงเวลาแล้ว... ที่จะเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ของตัวเอง
