ตอนที่ 7
เหอเสวี่ยรีบออกไปจากจวนว่าการพร้อมคนของเขาหลายคน เขาตรงไปยังกำแพงเมืองโดยมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านชาวประมง ทว่าที่นั่นกลับว่างเปล่า กระท่อมของแม่นมฉินผุพังร้างไร้คนอยู่มานาน ชาวบ้านละแวกนั้นบอกว่ากระท่อมหลังนั้นไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว
ตอนกำลังจะกลับจากหมู่บ้านชาวประมง มือปราบถานกลับขี่ม้ามาหาเขา “มือปราบถานเจ้าหายไปไหนมา แล้วมือปราบเฟิงเล่า”
“เรียนหัวหน้า มีความคืบหน้าแล้วขอรับ มือปราบเฟิงมีเบาะแสของคนที่ล่วงรู้ที่ซ่อนของแม่นมฉิน”
“เป็นผู้ใด”
“คนคุ้มกันของจวนตระกูลจางนามหวังเฉิงขอรับ มือปราบเฟิงสะกดรอยตามเขาไปจนพบว่าเขาแอบพาแม่นมฉินหนีออกมาจากจวนตระกูลจาง”
“แล้วตอนนี้คนเล่า”
“มือปราบเฟิงกำลังสะกดรอยไปขอรับ เขาให้ข้ามารายงานท่านเพื่อที่จะได้ลอบพาแม่นมผู้นั้นไปก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ตัว”
“ได้เช่นนั้นเจ้านำทาง” เหอเสวี่ยไสม้าจากนั้นควบตามมือปราบถานไปในทันที กระทั่งในที่สุดคนของจวนว่าการก็ได้ตัวแม่นมฉินและหวังเฉิงมาเพื่อยืนยันตัวตนของศพแห้งกรังนั้น
ทว่าแม่นมชรากลับถูกตัดลิ้นจนไม่อาจพูด...
ใต้เท้าเจิงให้คนเรียกตัวคนตระกูลจางมาไต่สวน บนพื้นหวังเฉิงนั่งคุกเข่าเงียบๆ ข้างกายของเขามีแม่นมฉินที่เอาแต่คุกเข่าก้มหน้า
ดังนั้นตอนที่จางเหลา จางฮูหยิน กับฮูหยินน้อยคนใหม่อย่างตงซื่อมาถึง พวกเขาก็ได้แต่ลอบตื่นตระหนก
“จางฮูหยิน คุณชายจาง รู้จักคนที่คุกเข่าทั้งสองคนนั้นหรือไม่”
“ขอรับ เขาเป็นคนคุ้มกันของจวนตระกูลจาง ส่วนนางเคยเป็นอดีตแม่นมของฮูหยินที่สิ้นใจไปแล้วของข้าน้อย ทว่านางเกษียณออกไปอยู่บ้านเดิมนานแล้ว” จางเหลาตอบฉะฉาน
ใต้เท้าเจิงมองบุรุษตรงหน้า ในใจโกรธกรุ่นกับความหน้าทนของอีกฝ่าย ทว่าเขาเป็นขุนนางมีหน้าที่จับคนเช่นนี้มาลงโทษ ดังนั้นจึงต้องใจเย็นให้มาก
“คุณชายจาง ท่านพอจะคุ้นเคยกับแหวนหยกวงนี้หรือไม่” ใต้เท้าเจิงผายมือให้กุนซือนำแหวนหยกไปให้จางเหลาดู เขารับไปหมุนๆ ดูจากนั้นก็เลิกคิ้วเมื่อเห็นอักษรที่ขอบด้านในของแหวน
“เรียนใต้เท้า นี่เป็นแหวนหยกของอดีตฮูหยินของข้าน้อยเอง มันหายไปนานมากข้าน้อยหาไม่เจอ ไม่ทราบว่าใต้เท้าพบมันที่ไหนหรือขอรับ”
“ยืนยันหรือไม่ว่านี่เป็นแหวนของจูซื่อ”
“ข้าน้อยยืนยันขอรับ ที่ขอบด้านในมีอักษรสลักเอาไว้ชัดเจนว่า จู เป็นแซ่ของจูซื่อจริงๆ ข้าน้อยไม่มีทางจำผิด เมืองหนานโจวทุกคนยืนยันได้ว่าคนตระกูลจูมีเพียงนายท่านและอดีตฮูหยินของข้าน้อยเท่านั้น ไม่มีคนอื่น”
“เช่นนั้น รบกวนท่านอ่านบันทึกชันสูตรนี้ดังๆ สักรอบ”
จางเหลารับไปพร้อมกับอ่านออกเสียง “ผู้ตายเป็นสตรีอายุราวยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง จากสภาพศพพบว่าสิ้นใจมาได้ราวๆ หกเจ็ดเดือนแล้ว แต่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ศพไม่เน่าเปื่อย สาเหตุการตายคือถูกตีด้วยของแข็งที่ศีรษะด้านหลังและหัวไหล่ซ้าย ข้อเท้าขวามีร่องรอยกระดูกหักแต่สมานตัวดีก่อนที่นางจะสิ้นใจ ข้อนิ้วหลายนิ้วมีร่องรอยเสียหายแตกหัก กะโหลกด้านหน้ามีรอยยุบซึ่งอาจจะเกิดขึ้นก่อนนางสิ้นใจเช่นกัน” เขาชะงักขมวดคิ้วแน่น “ไม่ทราบว่านี่คืออะไรหรือขอรับ”
“บันทึกการชันสูตรของจูซื่อ อดีตฮูหยินน้อยตระกูลจาง”
“เป็นไปไม่ได้!” จางฮูหยินเป็นคนกล่าวประโยคนั้น
“จางฮูหยิน เพราะเหตุใดจึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้เล่า”
“ก็เพราะนาง...นางตายไปนานแล้ว ศพถูกฝังป่านนี้คง...”
“ป่านนี้คงเน่าเปื่อย?” ใต้เท้าเจิงยิ้มที่มุมปาก “จางฮูหยินท่านล่วงรู้ได้อย่างไรหรือท่านขุดหลุมศพนั่นดูแล้วเห็นกับตา?”
“ใต้เท้าท่านกล่าวเช่นนี้มีจุดประสงค์ใด?”
“จางเหลา เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลุมศพของจูซื่อ อดีตฮูหยินของเจ้าถูกคนลอบขุด อีกทั้งศพนั่นยังถูกย้ายไปฝังยังหลังจวนตระกูลจาง ศพแห้งกรังที่มีคนพบและแจงทางการเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นก็คือศพของจูซื่อ จูอวี้หลาน”
ทั้งจางเหลา จางฮูหยิน รวมไปถึงตงซื่อล้วนเบิกตาอ้าปากค้าง “ท่านคงไม่ได้...ให้คนขุดสุสานของผู้อื่น?”