ตอนที่ 6
“ข้าน้อยให้ไปรอที่ห้องรับรองขอรับ”
“เขายังไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าเหตุใดต้องมา”
“ตามที่ท่านกำชับ ข้าน้อยเพียงบอกว่าท่านกำลังสอบสวนคดีไม่อาจบอกรายละเอียดลงลึกขอรับ”
“ดีมาก ให้คนจัดชาไปต้อนรับสักครู่ข้าจะออกไป” เหอเสวี่ยหันไปมองราบๆ “มือปราบเฟิงยังไม่กลับมาหรือ”
“ยังเลยขอรับ”
เขาให้มือปราบเฟิงไปพาตัวแม่นมของจูซื่อที่อยู่นอกกำแพงเมืองมายังจวนว่าการ เพียงสตรีสูงวัยที่อยู่กับที่ไม่สมควรใช้เวลานานเช่นนี้ “มือปราบถาน เจ้าไปดูว่ามือปราบเฟิงมีปัญหาใด”
“ขอรับ”
ในห้องรับรองใต้เท้าเจิงที่ได้รับรายงานจากมือปราบเหอเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้ม ท่านหมอหูลุกขึ้นคำนับเขาด้วยท่าทางนอบน้อม ดูเหมือนไม่ได้รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองกำลังเข้าไปพัวพันกับอะไร
“ท่านหมอหู ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากสอบถาม” ใต้เท้าเจิงไม่รั้งรอรับบันทึกมาจากกุนซือของตน “นี่เป็นบันทึกของเมื่อหลายเดือนก่อนที่ท่านลงนาม”
ท่านหมอหูรับไปจากนั้นกวาดสายตาผ่านๆ ดวงตาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าก็ซ่อนเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ใต้เท้าเจิงลอบยิ้มอย่างรู้เท่าทัน “วันนั้นท่านลงนามแล้วได้ส่งคนมาที่จวนว่าการหรือไม่”
“แน่นอนขอรับใต้เท้า ข้าได้ส่งเรื่องต่อให้อาลักษณ์ของจวนว่าการเรียบร้อยแล้ว”
ใต้เท้าเจิงยิ้มที่มุมปาก ปัดความผิดให้พ้นตัวได้รวดเร็วมาก... “ให้เข้ามา” เขาพยักหน้าให้เหอเสวี่ย
“ใต้เท้าไม่ทราบว่าข้าน้อยตกเป็นผู้ต้องหาหรือขอรับ”
ใต้เท้าเจิงเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย “เหตุใดท่านหมอหูคิดเช่นนั้นเล่า ข้าเชิญท่านมาก็เพื่อสอบถาม หากท่านไม่เกี่ยวข้องและตอบอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนท่านย่อมถูกคุ้มกันเพื่อเป็นพยาน ทว่าหากท่านปิดบังซ่อนเร้นช่วยผู้อื่นกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตอนนั้นต่างหากที่ท่านหมอหูจะได้กลายเป็นผู้ต้องหา”
“แต่วันนั้นข้าน้อยยืนยันว่าฮูหยินน้อยตระกูลจางสิ้นใจด้วยอาการป่วยจริงๆ”
เหอเสวี่ยจ้องท่านหมอหูเขม็ง ใต้เท้าเจิงเองก็เพียงนั่งเงียบมองอีกฝ่ายนิ่ง กระทั่งอาลักษณ์ถูกพาตัวเข้ามา เขามองท่านหมอหูจากนั้นหันสายตาไปมองใต้เท้าเจิง ใบหน้าและดวงตาลนลานขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าน้อยเฝิงเจี้ยคารวะใต้เท้า”
เห็นเฝิงเจี้ยสวมชุดนักโทษท่านหมอหูหน้าเสียไปอย่างเห็นได้ชัด
“อันที่จริง” ใต้เท้าเจิงยิ้มกว้าง “ข้าไม่ได้เชิญท่านมาเพราะเรื่องฮูหยินน้อยตระกูลจาง แต่ข้าเชิญท่านมาเพราะเรื่องรับสินบนของอาลักษณ์เฝิง แต่ในเมื่อท่านกล่าวถึงสาเหตุการตายของฮูหยินน้อยตระกูลจาง จูซื่อ”
ใต้เท้าเจิงลุกขึ้นยืนจากนั้นรับบันทึกชันสูตรมาจากกุนซือส่งให้ท่านหมอหู “บอกข้าทีท่านหมอหู เหตุใดหวู่โจ้ของข้าจึงรายงานว่าจูซื่อถูกทรมานจนกระดูกหักหลายแห่งก่อนสิ้นใจ”
“เป็นไปไม่ได้ จะมีบันทึกการชันสูตรได้อย่างไรก็ในเมื่อศพของนางถูกฝังไปแล้ว!” พอพูดไปแล้วก็ไม่อาจเรียกคำพูดตัวเองกลับมา ท่านหมอหูหน้าซีดเผือดลงทันทีมองสีหน้าของใต้เท้าเจิงที่ยิ้มกว้าง
“อ้อ...นางถูกฝังไปแล้ว ดังนั้นท่านจึงคิดว่าคดีฆาตกรรมก็จะถูกฝังลงไปพร้อมกับศพของนาง ท่านกับฆาตกรก็จะลอยนวลโดยไร้ซึ่งความผิด”
“ขะ...ข้า ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าน้อยหมายถึง...หมายถึง...”
“ท่านหมอหูข้าให้เวลาท่านคิดอีกสักหน่อย จะยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร หรือจะกลับใจยอมสารภาพ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา”
“ไม่มีทาง ไม่มีทาง ศพนางน่าจะ...”
ผ่านไปนานขนาดนี้อย่างน้อยศพนางก็ต้องเน่าเปื่อยไปแล้ว บันทึกชันสูตรเหล่านี้ไม่มีทางมีแน่นอนเขามั่นใจ
ใต้เท้าเจิงกล่าวเสียงเรียบ “คงได้ยินข่าวเรื่องศพแห้งกรังหลังจวนตระกูลจางกระมัง ศพนั่นก็คือจูซื่อ ฮูหยินน้อยตระกูลจาง จูอวี้หลาน”
!!! ท่านหมอหูอ้าปากค้าง “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้”
“ท่านว่า...” เหอเสวี่ยกล่าวขึ้นเสียงเย็นเยียบ “เพราะนางตายอย่างทุกข์ทรมาน วิญญาณไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นนางจึงอยากกลับมาทวงความยุติธรรมหรือไม่ เพราะเป็นเช่นนี้ศพของนางจึงไม่เน่าเปื่อย แต่กลับแห้งกรังหลงเหลือร่องรอยทุกอย่างที่ฆาตกรทิ้งเอาไว้”
ท่านหมอหูทรุดกายลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง ใบหน้าของเขาขาวซีดริมฝีปากสั่นเทา “เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง...” เขาพึมพำซ้ำๆ
“เอาตัวไปขังเอาไว้รอการไต่สวน หรือบางทีหากกลับใจข้ายังรอคำให้การของเจ้าอยู่” ใต้เท้าเจิงโบกมือให้คนพาตัวท่านหมอหูออกไป
เหอเสวี่ยมองตามร่างชายชราที่ถูกหิ้วออกไป “ใต้เท้าทำเช่นนี้...”
ใต้เท้าเจิงถลึงตาให้มือปราบหนุ่ม “ข้าไม่ได้โกหกนี่ นั่นคือศพของนางจริงๆ ถึงยังไม่ได้รับการยืนยันก็เถอะ หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือไปพาแม่นมฉินผู้นั้นมายืนยันศพของจูซื่อ หาไม่หลักฐานอาจไม่มีน้ำหนักมากพอ ภาวนาเข้าเถิดว่าหมอชรานั่นจะยอมสารภาพ”