บทที่ 3 : ผีไม่มีจริง มีแต่คนถังแตกและยอดฝีมือตกอับ
บทที่ 3 : ผีไม่มีจริง มีแต่คนถังแตกและยอดฝีมือตกอับ
"แปดร้อยตำลึง... ขาดตัว"
เสียงหวานใสแต่เด็ดขาดดังขึ้นกลางร้านน้ำชา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบกริบ
'เถ้าแก่หม่า' เจ้าของที่ดินร่างท้วมเหงื่อแตกพลั่ก เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากไม่หยุด มองดูคุณชายหน้ามนชุดน้ำเงินตรงหน้าที่กำลังจิบชาอย่างใจเย็น
"คะ... คุณชายแปดร้อยมัน... มันต่ำกว่าทุนอีกนะขอรับ! ตึกไม้นั่นข้าสร้างมาเกือบห้าพันตำลึง ไม้สักทองทั้งหลัง แกะสลักอย่างดี..."
"แต่มีผี" ซีรุ่ยสวนกลับทันควัน วางถ้วยชาลงเบาๆ "เถ้าแก่หม่า ท่านลองคิดดูนะ ตึกร้างมาสามปี ขายไม่ออก แถมชื่อเสียงป่นปี้ ใครเข้าไปก็อยู่ไม่ได้เกินสามวัน ถ้าข้าไม่ซื้อ วันนี้ท่านก็ต้องจ่ายภาษีโรงเรือนเปล่าๆ ปลี้ๆ ต่อไป แล้วใครจะกล้ามาซื้อต่อจากท่านอีก?"
นางขยับตัวโน้มไปข้างหน้า แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ล่อกแล่กของอีกฝ่าย
"ข้าคือคนเดียวที่จะช่วยท่านปลดภาระหนี้สินก้อนนี้... แปดร้อยตำลึง จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง เอาหรือไม่?"
คำว่า "จ่ายสด" เหมือนค้อนปอนด์ทุบกลางใจเถ้าแก่หม่า ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง เงินสดก้อนโตหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
"ตะ... ตกลง! แปดร้อยก็แปดร้อย!"
เถ้าแก่หม่ากัดฟันตอบตกลงทั้งน้ำตา ซีรุ่ยแสยะยิ้มพึงพอใจ นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ (จริงๆ คือล้วงเอาจากถุงเงินของท่านอ๋อง) หยิบตั๋วเงินและก้อนเงินตำลึงออกมาวางเรียงกันบนโต๊ะ
เมื่อสัญญาซื้อขายถูกประทับลายนิ้วมือและลงนาม โฉนดที่ดินอาคารสามชั้นริมน้ำก็ตกมาอยู่ในมือของ 'คุณชายซี' อย่างสมบูรณ์
"ขอบคุณที่ร่วมธุรกิจ เถ้าแก่หม่า... อ้อ ไม่ต้องห่วงเรื่องผีนะ เดี๋ยวข้าจะจัดการ 'ปัดรังควาน' ให้เอง"
...
ณ ตึกร้างริมน้ำ
ซีรุ่ยยืนมองอาคารไม้เก่าแก่เบื้องหน้าด้วยความภาคภูมิใจ แม้ภายนอกจะดูน่ากลัวเหมือนบ้านผีสิงในหนังจูออน แต่โครงสร้างภายในกลับแข็งแรงทนทาน ฝุ่นหนาเตอะและหยากไย่เกาะเต็มไปหมด แต่สำหรับนาง... นี่คือกองเงินกองทองชัดๆ
"เอาล่ะ มาดูกันสิว่า 'ผี' ที่ว่าดุนักหนา หน้าตามันเป็นยังไง"
นางเดินสำรวจทีละชั้นอย่างไม่เกรงกลัว ชั้นหนึ่งและชั้นสองว่างเปล่า มีเพียงร่องรอยข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทิ้งระเกะระกะ แต่เมื่อก้าวเท้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสาม...
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วมาจากห้องด้านในสุด พร้อมกับจิตสังหารบางเบาที่พุ่งออกมา
ซีรุ่ยชะงักฝีเท้า นางไม่ใช่จอมยุทธ์ แต่สัญชาตญาณระวังภัยทำงานทันที นางค่อยๆ หยิบเชิงเทียนสำริดหนักอึ้งที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมากระชับในมือ แล้วค่อยๆ ย่องไปที่ประตู
"ใครน่ะ! ออกมานะ ถ้าไม่ออกมาข้าจะ..."
ฟึ่บ!
ยังพูดไม่ทันจบ เงาสีดำสายหนึ่งก็พุ่งวูบผ่านหน้า นางหลบได้แบบเฉียดฉิวด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ (ขอบคุณคลาสมวยไทยที่เคยเรียนตอนเป็น CEO) ก่อนจะเห็นร่างของคนผู้หนึ่งทรุดฮวบลงกับพื้น
"แค่กๆ ..."
ไม่ใช่ผี... แต่เป็นชายหนุ่มชุดดำสภาพรุ่งริ่ง เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้อง ใบหน้าซีดเผือดแต่ดวงตายังคงดุดัน เขาพยายามใช้ดาบยันกายลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงดูเหมือนจะหมดสิ้นแล้ว
ซีรุ่ยลดเชิงเทียนลง เดินเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง
"นี่สินะ... ผีที่เถ้าแก่หม่ากลัวนักกลัวหนา"
"อย่าเข้ามา..." ชายหนุ่มขู่เสียงต่ำ "ถ้าไม่อยากตาย"
"ขู่เก่งจริงนะพ่อคุณ สภาพนี้จะฆ่าไก่ยังลำบากเลยมั้ง" ซีรุ่ยส่ายหน้า นางกวาดตามองประเมินชายตรงหน้า ดูจากลักษณะการแต่งกายและดาบในมือ น่าจะเป็นจอมยุทธ์พเนจร หรือไม่ก็นักฆ่าที่หนีตายมาซ่อนตัว
สมองนักธุรกิจทำงานทันที... สถานบันเทิงกลางคืน สิ่งที่สำคัญที่สุดรองจาก 'สาวงาม' และ 'สุรา' ก็คือ 'ความปลอดภัย'
การจ้างสำนักคุ้มภัยมีราคาแพงและไว้ใจยาก แต่ถ้า 'เก็บ' คนเจ็บที่มีฝีมือมาเลี้ยงดูบุญคุณ...
"เจ้าชื่ออะไร?" นางถามพลางนั่งยองๆ ลงตรงหน้าเขา
ชายหนุ่มเงียบกริบ ไม่ตอบ
"เอาล่ะ ไม่ตอบไม่เป็นไร ข้ามีข้อเสนอ..." ซีรุ่ยหยิบก้อนตำลึงทองออกมาหนึ่งก้อน โยนเล่นในมือไปมา "ข้าเป็นเจ้าของใหม่ที่นี่ ข้ามีเงิน... ส่วนเจ้าดูเหมือนจะต้องการหมอและที่ซ่อนตัว"
ดวงตาของชายหนุ่มวูบไหวเมื่อเห็นทองคำ
"ข้าจะรักษาเจ้า ให้ที่พัก และให้เงินเดือน แลกกับการที่เจ้าต้องมาเป็น 'หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย' ให้ร้านของข้า คอยจัดการพวกอันธพาล หรือพวกขี้เมาที่มาหาเรื่อง... สนใจไหม?"
ชายหนุ่มมองหน้านางนิ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าคุณชายหน้าสวยคนนี้สติดีหรือไม่
"เจ้าไม่กลัวข้าฆ่าชิงทรัพย์รึ?"
"ถ้าจะทำ เจ้าทำไปนานแล้ว" ซีรุ่ยยิ้มมุมปาก "อีกอย่าง... สายตาของเจ้าไม่ใช่สายตาของโจรกระจอก แต่เป็นสายตาของหมาป่าที่บาดเจ็บ ข้าชอบเลี้ยงหมาป่า... เพราะมันซื่อสัตย์กว่าสุนัขบ้านเป็นไหนๆ"
คำเปรียบเปรยนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงัก เขาค่อยๆ คลายมือที่กำดาบลง
"อา... อาหลง" เขาตอบเสียงแหบพร่า "ข้าชื่อ... อาหลง"
"ดีมากอาหลง! ยินดีต้อนรับสู่ 'หอหมื่นราตรี'" ซีรุ่ยยิ้มกว้าง ก่อนจะลุกขึ้น "รออยู่นี่ เดี๋ยวข้าไปตามหมอและซื้อเสบียงมาให้... อ้อ แล้วก็เลิกทำเสียงกุกกักตอนกลางคืนได้แล้ว เดี๋ยวลูกค้าข้าหนีหมด"
...
ในขณะเดียวกัน ณ ชายป่ารอยต่อเมือง
บรรยากาศเย็นยะเยือกแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทหารองครักษ์เกราะดำนับสิบนายยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้น รอกระแสรับสั่งจากบุรุษผู้เป็นนาย
หยวนเฟยหลงยืนอยู่ริมลำธาร จุดเดียวกับที่ซีรุ่ยเคยนั่งเมื่อเช้า ในมือของเขาถือเศษผ้าไหมสีดำที่ถูกตัดขาดจากชายเสื้อคลุมของเขาเอง และ... 'ผ้าแถบพันหน้าอกสีขาว' ที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ
"นางทิ้งชุดผู้หญิงไว้ แล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดบุรุษ..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แววตาคมกริบไล่มองรอยเท้าจางๆ ที่มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
"ฉลาดนักนะ... แม่จิ้งจอกน้อย"
หยวนเฟยหลงสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่บนผ้าแถบพันอกนั้น กลิ่นดอกบัวหิมะที่ทำให้เลือดในกายเขาพลุ่งพล่าน เขามั่นใจว่านางต้องแฝงตัวเข้าไปในเมืองลั่วอวิ๋น เมืองที่วุ่นวายที่สุดเพื่อใช้ฝูงชนเป็นเกราะกำบัง
"ท่านอ๋อง จะให้สั่งปิดประตูเมืองลั่วอวิ๋นเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" หัวหน้าองครักษ์เงาถาม
"ไม่..." หยวนเฟยหลงแสยะยิ้มเย็น "อย่าทำให้ไก่ตื่น... นางมีเงินของข้า มีป้ายหยกของข้า คนฉลาดอย่างนางคงไม่หนีไปเฉยๆ แต่น่าจะกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง"
เขาหันกลับมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"ส่งคนแทรกซึมเข้าไปในเมือง ค้นหาโรงเตี๊ยม ร้านค้า หรือที่ดินที่มีการซื้อขายด้วย 'ทองคำตำลึงของวังอ๋อง'... นางจะต้องใช้เงินแน่ และเมื่อไหร่ที่นางใช้เงิน... ข้าจะเจอนาง"
มือหนาขยำผ้าพันอกในมือแน่น นึกถึงผิวเนื้อนุ่มนิ่มที่เคยสัมผัสภายใต้ผ้าผืนนี้
"รอข้าก่อนเถอะ... ครั้งหน้าที่เจอ ข้าจะไม่ให้เจ้าลุกจากเตียงได้เลย!"
