บทที่ 2 เหยียดหยาม
เมื่อเห็นใบหน้าอันโกรธเกรี้ยวของเจียงเส้าหมิง เหอเยว่ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
“เจียงเส้าหมิง ปล่อยฉันไปเถอะ อย่าทำร้ายภรรยานายเลย”
คำพูดนี้ เหอเยว่หมายความตามนั้นจากใจจริง
แต่สำหรับเจียงเส้าหมิงแล้ว มันกลับเป็นคำพูดที่จุดชนวนโทสะของเขา เขาก้าวพรวดเข้ามาประชิดตัวเธอ กลิ่นบุหรี่ฉุนกึกเข้าครอบงำเหอเยว่ทันที
“ต่อให้ฉันจะแต่งงานหรือไม่แต่ง เธอก็ยังเป็นผู้หญิงของฉันอยู่ดี”
ฝ่ามือหนาของเจียงเส้าหมิงบีบคางของเหอเยว่ไว้แน่น บังคับให้เธอต้องสบตาเขา “เหอเยว่ เราอยู่ด้วยกันมา 10 ปี เธอยังกล้าใช้คำว่า ‘ปล่อยไป’ อีกเหรอ มันไม่ฟังดูใจดำไปหน่อยหรือไง”
เขามีผู้หญิงมากหน้าหลายตา แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียงเหอเยว่คนเดียวเท่านั้นที่เขาเก็บไว้ข้างกาย ทว่าในสายตาของเธอ สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีค่าอะไรเลย
เจียงเส้าหมิงไม่ได้คำตอบจากเหอเยว่ แต่สิ่งที่เขาเห็นในแววตาของเธอคือความรังเกียจ เขาหัวเราะหยัน
“อย่าลืมสิว่าตอนแรกเป็นเธอเองไม่ใช่เหรอที่คุกเข่าอ้อนวอนขอให้ฉันยอมรับเธอน่ะ แล้วตอนนี้มาขอให้ฉันปล่อยไปงั้นเหรอ? เหอะ น่าขำ”
เหอเยว่สะบัดหน้าหนีจากมือของเขาอย่างแรง แล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง
“เจียงเส้าหมิง นายเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าคู่หมั้นของนายรู้เรื่องระหว่างฉันกับนายขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น?”
“ก็ไปบอกสิ! ไปบอกเธอเลย!” เจียงเส้าหมิงพยักพเยิดหน้าไปทางประตูอย่างไม่เกรงกลัว ปลายนิ้วที่มีบุหรี่หลงเหลือเถ้าบุหรี่ร้อนจัดร่วงหล่นลงมา
“เธอยังไม่ทันจะได้เห็นหน้าหล่อนด้วยซ้ำ ก็คงถูกรปภ.ของตระกูลฉู่โยนออกมาแล้ว!”
เธอไม่คิดเลยว่าเจียงเส้าหมิงจะหน้าด้านและไร้ยางอายได้ขนาดนี้
“เจียงเส้าหมิง นายจะทรมานฉันยังไงก็ได้ แต่ต้องไม่ลากคนอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วย” เหอเยว่พูดจบก็ทำท่าจะหันหลังเดินหนีไป
สีหน้าของเจียงเส้าหมิงแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ทันที เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ร่างกายขวางทางเธอไว้ พร้อมกับคาดโทษด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“เหอเยว่ ถ้าเธอดึงดันจะตัดขาดกับฉันให้ได้ละก็ ฉันจะไปแจ้งความทันที”
คำว่า ‘แจ้งความ’ ถูกเน้นเสียงหนักแน่น จนขนตาเรียวยาวของเหอเยว่สั่นระริก ดวงตาที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะระงับ
เมื่อเห็นความลังเลของเหอเยว่ เจียงเส้าหมิงก็รู้ทันทีว่าเธอเริ่มหวั่นไหว แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจก็ตาม
ไม่ว่าจะยังไง การปะทะกันครั้งนี้เขาก็เป็นฝ่ายชนะ เจียงเส้าหมิงยิ้มออกมา เขาจงใจดับก้นบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ลงบนไหล่ของเหอเยว่อย่างป่าเถื่อนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ก้นบุหรี่ที่ร้อนจัดเผาเสื้อผ้าจนเป็นรูทันที และซ้ำลงบนรอยแผลเป็นเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว
เหอเยว่พยายามจะหนีตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกเจียงเส้าหมิงโน้มตัวลงมาคว้าล็อกตัวไว้แน่น
ความเคลื่อนไหวของทั้งสองคนรุนแรงเกินไปจนดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้าง แต่ทุกคนได้แต่แอบมอง ไม่มีใครกล้าเข้ามาห้ามปรามการทารุณกรรมของเจียงเส้าหมิงเลยสักคน
เหอเยว่ถูกพันธนาการไว้ในอ้อมกอดของเจียงเส้าหมิง ก้นบุหรี่ที่ร่วงลงมาลวกหลังมือของเธอ ความร้อนแผดเผาผิวเนื้อเนียนละเอียดจนปริแตก
ความเจ็บปวดแบบนี้เธอน่าจะชินกับมันไปแล้วแท้ ๆ แต่ท่ามกลางสายตาของคนที่มองมาเหมือนดูเรื่องสนุก เธอกลับกักเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่
“เจียงเส้าหมิง...”
ยิ่งเห็นเหอเยว่โกรธ เจียงเส้าหมิงก็ยิ่งรู้สึกสะใจและตื่นเต้นมากขึ้น เขาบังคับให้ร่างกายของเธอแนบชิดกับเขา ลมหายใจที่ปั่นป่วนของทั้งคู่พ่นรดใส่กัน
“เมื่อ 10 ปีก่อน เฉินซงตายยังไง? เธอรู้ตัวคนร้ายไม่ใช่เหรอ! ให้ฉันช่วยแจ้งความให้ไหมล่ะ จะได้พาตำรวจไปจับมัน!”
คำพูดของเจียงเส้าหมิงทำให้เหอเยว่หยุดดิ้นรนทันที
“ไอ้สารเลว!” ด้วยความกลัว น้ำเสียงของเธอจึงแหลมสูงขึ้นมา
ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เจียงเส้าหมิงเอื้อมมือไปบีบคอเหอเยว่แล้วค่อย ๆ ออกแรงกด
ใบหน้าที่หล่อเหลาแต่บิดเบี้ยวด้วยความสะใจของเขาทำให้เหอเยว่รู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ทว่าสมองของเธอเริ่มตื้อ อึดอัดจนคิดอะไรไม่ออกเพราะขาดออกซิเจน
“เหอเยว่ ฉันช่วยเธอเก็บความลับนี้มาตั้ง 10 ปี เธอไม่มีสิทธิ์จะทิ้งฉันไป!”
คำพูดตัดพ้อต่อว่าของเจียงเส้าหมิงยังไม่ทันจะจบลง เสียงบางอย่างจากกระจกบานใหญ่ทางด้านหลังก็ดังก้องขึ้น มันกลบเสียงดนตรีที่อึกทึกครึกโครมในพริบตา และช่วยดึงสติของเจียงเส้าหมิงให้กลับมา
เขารีบปล่อยมือ ทำให้เหอเยว่ทรุดตัวลงกับพื้น อากาศบริสุทธิ์ที่ทะลักเข้าสู่ปอดกะทันหันทำให้เธอไอสำลักจนน้ำตาไหลพราก
เธอมองตามเสียงขึ้นไป มองดูเงาร่างของใครบางคนที่เดินย้อนแสงเข้ามาจากนอกหน้าต่าง
ริมฝีปากของเธอขยับพึมพำ แต่จนกระทั่งคนคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเส้าหมิงที่กำลังยืนอึ้งอยู่ เธอถึงได้กลืนชื่อที่เกือบจะหลุดปากออกไปกลับลงคอ
เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้
ผู้หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันสวมชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิง เผยให้เห็นรูปร่างที่สมส่วนไร้ที่ติทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามา
เธอเสยผมดัดลอนใหญ่ไปไว้ข้างหู สันกรามที่คมเด่นและริมฝีปากสีแดงจัดจ้านช่วยเสริมให้เธอมีรังสีความน่าเกรงขามเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เจียงเส้าหมิงพยายามมองใบหน้าของเธอ แต่แว่นกันแดดที่เธอสวมอยู่นั้นใหญ่จนบังไปเกือบครึ่งหน้า ทำให้เขาจำไม่ได้ว่าเป็นใคร
“คุณเป็นใครมาจากไหนน่ะ?”
เจียงเส้าหมิงนึกไม่ออกว่าผู้หญิงตรงหน้าคือใคร เขาไม่มีหนี้แค้นฝังใจกับผู้หญิงคนไหน
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สาวสวยที่เข้ามาพัวพัน แค่จ่ายเงินนิดหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลฉู่ พ่อของเขาจึงสั่งเด็ดขาดให้ตัดความสัมพันธ์กับผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าทั้งหมด
ยกเว้นเหอเยว่คนเดียวที่เขาบังคับให้อยู่ข้างกาย
เจียงเส้าหมิงฉุกคิดขึ้นมา หรือจะเป็นพี่สาวของคู่หมั้น? ตอนนี้รู้เรื่องของเหอเยว่เข้าแล้ว เลยตั้งใจมาเคลียร์บัญชีกับเขาที่นี่งั้นเหรอ?
แต่ถึงยังไงมันก็เป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลฉู่ก็มีรากฐานในปักกิ่งที่มั่นคงและทรงอิทธิพลกว่า เจียงเส้าหมิงจึงไม่อยากทำตัวหักหน้าอีกฝ่ายมากเกินไป
เขานวดขมับที่มึนงง พยายามปั้นหน้ายิ้ม
“พี่สาวของเหย่าเหย่าหรือเปล่าครับ? ผมได้ยินมาว่าคุณยุ่งมากที่อเมริกา และจะกลับมาก็ต่อเมื่อถึงวันแต่งงาน ทำไมถึงกลับมากะทันหันแบบนี้ล่ะครับ?”
สิ้นคำเสียงนั้น ทุกคนในงานต่างก็ได้ยินผู้หญิงคนนั้นด่าออกมาอย่างเสียงดังฟังชัด
“กลับมาหาแม่แกไง ไอ้สัตว์นรก!”
เพี้ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังฉาดใหญ่ มันทำเอาเจียงเส้าหมิงยืนอึ้งไปเลย และทำให้ทุกคนในเหตุการณ์ตกตะลึงจนตาค้าง
เมื่อเห็นรอยฝ่ามือที่เริ่มนูนแดงขึ้นบนหน้าของเขา เหอเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามืออุดปากตัวเองไว้ แต่ในใจกลับเกิดความรู้สึกเลื่อมใสในตัวผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาอย่างท่วมท้น
“ไอ้เศษสวะ ฟังฉันไว้ให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหอเยว่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับแกอีก!”
พูดจบ หญิงสาวคนนั้นก็ยื่นมือไปล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากตัวเจียงเส้าหมิงอย่างช่ำชอง กดรหัสผ่าน แล้วลบข้อมูลการติดต่อของเหอเยว่ออกจนหมด
ทุกท่วงท่าดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเธอเคยซ้อมฉากนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
หญิงสาวเลิกคิ้ว มองเจียงเส้าหมิงที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ก่อนจะยิ้มหวานแล้วชูมือขึ้นสูง
เจียงเส้าหมิงยังไม่ทันได้สติด้วยซ้ำ ก็ต้องมองดูโทรศัพท์มือถือของตัวเองร่วงลงมาจากที่สูง และแตกกระจายพังยับเยินอยู่แทบเท้าของเขา
“เหอเยว่ ยัยนี่มันเป็นอะไรกับแก!”
เจียงเส้าหมิงฟิวส์ขาด ความมึนเมาหายเป็นปลิดทิ้ง เขาโยนความโกรธแค้นทั้งหมดไปที่เหอเยว่
ทันทีที่เขาตั้งท่าจะเตะเธอเพื่อระบายอารมณ์ หญิงสาวคนนั้นก็ก้าวเข้ามาเอาตัวบังไว้ทันที
“ไม่ต้องไปสนใจเขา” หญิงสาวหันมาพูดกับเหอเยว่ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงมาก เธอโน้มตัวลงไปประคองเหอเยว่ให้ลุกขึ้นเพื่อจะพาเดินออกไป
เจียงเส้าหมิงที่อยู่ด้านหลังส่งเสียงขู่ขวัญอย่างไม่ยอมแพ้ “เหอเยว่ ลองก้าวออกไปดูสิ! เชื่อไหมว่าฉันจะ...”
“หุบปาก!”
ถึงแม้หญิงสาวจะสวมแว่นกันแดดอยู่ แต่เจียงเส้าหมิงก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ทว่าคำขู่ของเขากลับได้ผลกับเหอเยว่เป็นอย่างดี เธอยื่นมือไปแกะมือของผู้หญิงที่เข้ามาประคองเธอออก
“เหอเยว่” หญิงสาวหันไปมองเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เมื่อเห็นเหอเยว่เดินกลับไปหาเจียงเส้าหมิงทีละก้าว เจียงเส้าหมิงก็เอียงคอพลางส่งสายตาท้าทายไปทางหญิงสาวคนนั้น ราวกับจะบอกว่า
‘ช่วยไม่ได้นะ ก็เหอเยว่อยากจะอยู่กับฉันเอง’
“ไอ้หน้าตัวเมีย” หญิงสาวสบถด่าเจียงเส้าหมิงเบา ๆ ก่อนจะตะโกนเรียกเหอเยว่ไว้อีกครั้ง
“เหอเยว่ ฉันรู้ความจริงเรื่องที่เฉินซงตายเมื่อ 10 ปีก่อน”